โรคตับแข็ง Liver cirrhosis

ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ตับมีหน้าที่ทำลายสารพิษ poison หรือของเสียออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกัน immune เพื่อต่อต้านเชื้อโรค สร้างสารเพื่อให้เลือดแข็งตัว clotting factors  สร้างน้ำดี  bile เพื่อย่อยอาหารและดูดซึมวิตามินที่ละลายในน้ำมัน fat soluble vitamin

โรคตับแข็ง

โรคตับแข็งเป็นผลพวงจากโรคหรือภาวะที่มีการทำลายหรือการอักเสบ เช่นการดื่มสุราหรือโรคไวรัสตับอักเสบทำให้โครงสร้างของตับ และการทำหน้าที่ของตับผิดไป เมื่อตับได้รับความเสียหายตับก็พยายามที่จะซ่อมตัวเอง หรือจำกัดความเสียหายโดยการสร้างผังผืด ซึ่งทำให้เนื้อตับทำงานได้น้อยลงเกิดภาวะตับแข็ง

ตับแข็ง

 

สาเหตุโรคตับแข็ง

ตับแข็งเกิดจากหลายสาเหตุ ในประเทศไทยโดยมากเกิดจาก สุรา ไวรัสตับอักเสบ บี

  1. Alcoholic cirrhosis ตับแข็งที่เกิดจากสุรามักเกิดหลังจากที่ได้ดื่มสุราเป็นปริมาณมากมาในระยะเสลาหนึ่ง ปริมาณที่ดื่มขึ้นกับแต่ละบุคคล ผู้หญิงจะเกิดตับแข็งได้ง่ายกว่าผู้ชายผู้หญิงอาจจะดื่มเพียง 2-3 แก้วต่อวันก็ทำให้เกิดตับแข็ง ผู้ชายดื่ม 4-6 แก้วต่อวันก็สามารถทำให้เกิดตับแข็ง เชื่อว่าสุราทำให้การสันดาปของโปรตีน ไขมัน และ แป้งผิดไป
  2. Chronic hepatitis B,D ไวรัสตับอักเสบทำให้เกิดอักเสบของตับเป็นเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะมีตับแข็ง
  3. Chrinic hepatitis C เริ่มพบมากขึ้นทั่วโรคตับมีการอักเสบอย่างช้าก่อนเป็นตับแข็ง
  4. Autoimmune hepatitis เกิดจากโรคที่ภูมิคุ้มกันมีการทำลายเนื้อตับ
  5. Inherited diseases โรคกรรมพันธุ์บางโรคทำให้เกิดตับแข็ง เช่น hemochromatosis, Wilson's disease,galactosemia,
  6. Nonalcoholic steatohepatitis (NASH) มีการสร้างไขมันในตับเพิ่มทำให้กลายเป็นตับแข็ง เช่นผู้ป่วยเบาหวาน คนอ้วน
  7. Blocked bile ducts มีการอุดกั้นของทางเดินน้ำดี เช่นนิ่วของถุงน้ำดีถ้าหากอุดนานๆทำให้เกิดตับแข็ง
  8. ยา และสารพิษ หากไดัรับติดต่อกันเป็นเวลานานก็ทำให้เกิดตับแข็ง
  9. โรค Cystic fibrosis
  10. โรคที่มีการสะสมของเหล็กหรือทองแดง
  11. โรคแพ้ภูมิตัวเอง (autoimmune hepatitis)
  12. ยาเช่น methotrexate or isoniazid
  13.  


อาการโรคตับแข็ง


ท้องมาน
 

ท้องมาน ผู้ป่วยตับแข็งจะมีโปรตีนในเลือดต่ำ ทำให้มีน้ำในช่องท้องที่เรียกว่าท้องมาน



เต้านมโต

เต้านมโต เนื่องจากตับแข็งจะมีฮอร์โมนเพศหญิงมากเนื่องจากตับทำงานน้อยลงจึงเกิดเต้านมโต

 



ดีซ่าน

ดีซ่าน ตับทำงานน้อยมีการคั่งของน้ำดีในเลือด

 



ฝ่ามือแดง

ฝ่ามือแดง เป็นผลจากมีการคั่งของฮอร์โมน



หลอดเลือดพอง

หลอดเลือดพอง มักจะพบมีการพองของหลอดเลือด พบมากบริเวณใบหน้าและลำตับ



ท้องมาน

ท้องมาน มีน้ำในช่องท้องและมีความดันขั้วตับสูง หลอดเลือดหน้าท้องโป่ง


ผู้ป่วยตับแข็งในระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการ เมื่อตับเป็นมากขึ้นเรื่อยๆจึงเกิดอาการของตับแข็งได้แก่

  • อ่อนเพลีย
  • เลือดออกง่าย เกิดจ้ำเลือดตามผิวหนังได้ง่าย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • บวมหลังเท้า หน้าแข็ง
  • เบื่ออาหาร
  • เหนื่อยง่าย
  • คันตามตัว
  • น้ำหนักลด
  • ผิวเหลือง ตาเหลือง
  • ปัสสาวะสีเข้ม
  • ท้องมาน
  • ขาดประจำเดือน
  • เต้านมโต
  • มีตุ่มเม็ดเลือดแดง

ถ้าหากโรคเป็นมากขึ้นผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยอาการของโรคแทรกซ้อน

โรคแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง

  • ความดันขั้วตับสูงเนื่องจากมีผังผืดในตับทำให้เลือดไหลผ่านตับลำบาก ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดในหลอดอาหารโป่งพอง ม้ามโต
  • บวมหลังเท้า และท้องมานเนื่องจากตับไม่สามารถสร้างไข่ขาว
  • ม้ามโตเนื่องจากความดันขั้วตับสูง การที่ม้ามโตจะทำให้เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือดต่ำ
  • เลือดออกง่าย มีจ้ำเลือด เนื่องจากตับไม่สามารถสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว
  • ตัวเหลืองและตาเหลือง เนื่องจากตับไม่สามารถขับน้ำดี
  • คันตามตัวเนื่องจากน้ำดีสะสมตามผิวหนัง
  • นิ่วในถุงน้ำดี
  • สูญเสียความสามารถเกี่ยวกับความจำ สติ เนื่องจากการคั่งของๆเสีย
  • ไวต่อยา การให้ยาในผู้ป่วยตับแข็งต้องระวังการเกิดยาเกินขนาด เนื่องจากตับไม่สามารถทำลายยา แม้ว่าจะให้ยาขนาดปกติ ยาบางชนิดอาจต้องลดปริมาณยา
  • อาเจียนเป็นเลือดเนื่องจากตับแข็ง จะทำให้ความดันในตับสูง ส่งผลให้หลอดเลือดดำในหลอดอาหารมีความดันสูง และถ้าสูงมากเกิดการแตกของหลอดเลือดดำ
  • ปัญหาต่อระบบอื่น เช่น ติดเชื้อง่ายเนื่องจากภูมิคุ้มกันลดลง ท้องมาน ไตวาย
  • ริดสีดวงทวาร
  • มีการติดเชื้อง่าย
  • ตับวาย มีการคั่งของเสีย
  • ขาดสารอาหาร
  • เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับ

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคตับแข็ง

  • ดื่มสุรามากเกินไป
  • อ้วนหรือน้ำหนักเกินซึ่งจะทำให้เกิดภาวะไขมันเกาะตับ
  • เป็นโรคตับอักเสบ

การป้องกันโรคตับแข็ง

การลดความเสี่ยงในการเกิดโรคตับแข็งโดยการดูแลตัวเองดังต่อไปนี้

  • หากคุณมีปัญหาดรคตับไม่ควรจะดื่มสุรา หากคนปกติก็ควรจะดื่มไม่เกิน1-2ยูนิตสุรา
  • รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ โดยการหลีกเลี่ยงน้ำตาล ไขมัน ให้บริโภคผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารทอด
  • ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม การที่มีน้ำหนักเกินจะทำให้เกิดภาวะไขมันเกาะตับ
  • ลดความเสี่ยงในการเกิดตับอักเสบโดยการฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบ

การวินิจฉัยโรคตับแข็ง

แพทย์จะซักประวัติหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งและตรวจร่างเพื่อหาสิ่งแสดงว่าเป็นตับแข็งหรือไม่ เช่น ตัวเหลืองตาเหลือง ท้อง และเท้าบวม ฝ่ามือแดง palma erythema มีจุดแดง spider telangiectasia ตามตัวหรือไม่ คลำตับพบว่าผิวแข็งขรุขระ ขอบไม่เรียบ

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์จะเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับความผิดปกติที่อาจพบได้คือ ไข่ขาวต่ำ มีการคั่งของน้ำดี bilirubin บางรายอาจตรวจ ultrasound หรือเจาะเนื้อตับ

การรักษาโรคตับแข็ง

หลักการรักษาโรคตับแข็งคือป้องกันตับมิให้เสียหน้าที่เพิ่มขึ้น รักษาภาซะแทรกซ้อนที่เกิดกับตับแข็ง และค้นหามะเร็งตับให้เร็ว

  1. รักษาสาเหตุ ขึ้นกับว่าต้นเหตุเกิดจากอะไรก็รักษาไปตามสาเหตุ เช่นถ้าเกิดจากสุราก็ให้หยุดสุรา เกิดจากยาก็ให้หยุดยา เกิดจากไวรัสก็ให้ยาบางชนิด โรคตับแข็งรักษาให้หายขาดไม่ได้แต่สามารถชะลอหรือหยุดการดำเนินของโรค
  • การหยุดสุรา
  • การรักษาโรคตับอักเสบ
  • การหลีกเลี่ยงสารพิษหรือยาที่เกิดผลเสียกับตับ
  • ปรับพฤติกรรม การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย
  • ตรวจการทำงานของตับเป็นระยะ
  1. รักษาโรคแทรกซ้อน
  • ท้องมานและบวมหลังเท้า แนะนำให้ลดอาหารเค็ม และจะให้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดบวม
  • คันตามผิวหนัง ให้ลดอาหารพวกโปรตีน และให้ยาแก้แพ้
  • ลดของเสีย แพทย์จะให้ยาระบายเพื่อลดของเสียที่อยู่ในลำไส้ซึ่งจะถูกดูดซึมหากมีมากในลำไส้
  • ผู้ป่วยที่มีความดันในตับสูงแพทย์จะให้ยาลดความดันกลุ่ม beta-block เช่น propanolol
  1. การปลุกถ่ายตับ กรณีที่ที่ไม่สามารถทำงานได้การรักษาจำเป็นต้องได้รับการปลุกถ่ายตับ

การแบ่งความรุนแรงของโรคตับแข็ง

การแบ่งความรุนแรงของดรคตับแข็งก็เพื่อใช้วางแผนในการรักาา หรือประเมินว่าเกิดดรคแทรกซ้อนอะไรบ้าง ซึ่งแบ่งออกเป้นสี่ระยะได้แก่

  • Stage 1 cirrhosis  ระยะมี่1 ระยะนี้ตับมีผังผืด แต่ไม่มีอาการหรือมีแต่น้อยมาก ระยะนี้ตับที่เหลือยังทำงานทดแทนตับที่เสียหายได้
  • Stage 2 cirrhosis ระยะที่สอง ความดันขั้วตับเพิ่มทำให้เกิดหลอดเลือดดำในหลอดอาหารโป่งพอง ซึ่งอาจจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือทราบจากการส่งกล้อง
  • Stage 3 cirrhosisระยะที่3 จะมีท้องมานระยะนี้ตับจะทำงานลดลงไม่สามารถสร้างโปรตีนได้เพียงพอจึงเกินภาวะโปรตีนในเลือดต่ำทำให้มีอาการบวมเท้า และท้อง
  • Stage 4 cirrhosis ระยะที่4 ตับทำหน้าที่ลดลงมากไม่สามารถสร้างโปรตีนที่สำคัญ ไม่สามารถทำลายของเสียทำให้มีจ้ำเลือด ซึมลง เกิดภาวะตับวาย

โรคแทรกซ้อนของตับแข็ง

บวมเท้าและบวมท้อง Ascitis

คนที่เป็นโรคตับแข็งตับจะทำงานน้อยลงจึงมีการสร้างโปรตีนลดลง ร่างกายจึงมีการดูดซึมน้ำเน้ำและเกลือจากไตเข้ากระแสเลือดเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการบวมน้ำ เริ่มแรกจะบวมเที่เท้าก่อน หากโรคตับแข็งเป็นมากขึ้นก็จะมีการบวมที่ท้อง อ่านเรื่องท้องมาน

เยื่อบุช่องท้องอักเสบแบบปฐมภูมิ Spontaneous bacterial peritonitis (SBP)

ปกติในช่องท้องจะมีน้ำปริมาณเล็กน้อย เมื่อมีเชื้อโรคเล็ดรอดเข้าไปก็จะถูกทำลาย สำหรับโรคตับแข็งน้ำในช่องท้องไม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ นอกจากนั้นก็พบปริมาณเชื้อในน้ำในช่องท้องปริมาณมาก เชื้อนี้มาจากลำไส้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง

เลือดออกจากหลอดเลือดดำโป่งพอง Bleeding from esophageal varices

ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีผังผืดทำให้เลือดไหลเข้าตับลำบากเกิดภาวะที่เรียกว่าความดันขั้วปอดสูง portal hypertension ทำให้หลอดเลือดดำที่คอโป่ง หากความดันในหลอดเลือดดำที่คอสูงมากก็อาจจะแตกและมีเลือดออกหทางเดินอาหาร

ม้ามโต Hypersplenism

ม้ามมีหน้าที่กำจัดเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ เมื่อความดันขั้วตับสูงทำให้ม้ามมีขนาดโตขึ้น ทำให้ม้ามกำจัดเม็ดเลือดแดง เกล้ดเลือด และเม็ดเลือดขาว ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางและเกล็ดเลือดต่ำซึ่งเรียกว่าภาวะ Hypersplenism

มะเร็งตับ

ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ ผู้ที่เป็นมะเร็งตับจะมีตับโต ปวดท้อง น้ำหนักลด มีไข้ น้ำตาลในเลือดต่ำ อ่านเรื่องมะเร็งตับ

โรคสมองจากตับ Hepatic encephalopathy

โปรตีนบางชนิดในอาหารที่ที่เหลือจากการย่อยและการดูดซึมจะถูกแบคทีเรียที่อยู่ในในลำไส้ย่อยสลายและเกิดสารที่ปล่อยเข้าสู่ลำไส้เช่น แอมโมเนีย เมื่อร่างกายดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย สารเหล่านี้เป็นพิษต่อสมอง โดยปกติสารพิษเหล่านี้จะถูกขนส่งจากลำไส้ในหลอดเลือดดำพอร์ทัลไปยังตับซึ่งจะถูกขับออกจากเลือดและล้างพิษ

เมื่อเป็นโรคตับแข็ง เซลล์ตับจะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติเพราะได้รับความเสียหายหรือสูญเสียหน้าที่ ไม่สามารถกำจัดพิษออกจากเซลล์ตับได้ แต่จะสะสมในเลือดแทน

เมื่อสารพิษสะสมในเลือดเพียงพอ การทำงานของสมองจะบกพร่อง ซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่าโรคสมองจากโรคตับ ผู้ป่วยจะนอนกลางวันมากกว่ากลางคืน เป็นอาการเริ่มต้นของโรคสมองจากจากโรคตับ อาการอื่นๆ ได้แก่ หงุดหงิด, ไม่สามารถมีสมาธิหรือคำนวณได้, ความจำเสื่อม, สับสน หรือจิตสำนึกตกต่ำ ในที่สุด โรคสมองจากโรคตับจะรุนแรงทำให้เกิดอาการโคม่าและเสียชีวิต

สารพิษยังทำให้สมองของผู้ป่วยโรคตับแข็งมีความไวต่อยาที่ปกติแล้วตับจะกรองและล้างพิษ อาจต้องลดขนาดยาจำนวนมากเพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมของสารพิษในตับแข็ง โดยเฉพาะยาระงับประสาทและยาที่ใช้ในการส่งเสริมการนอนหลับ หรืออาจใช้ยาที่ไม่จำเป็นต้องล้างพิษหรือขับออกจากร่างกายโดยตับ เช่น ยาที่ไตขับออก

โรคไตเนื่องจากโรคตับโรคตับ Hepatorenal syndrome

ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งที่เป็นมากสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงซึ่งการทำงานของไตลดลง เป็นปัญหาการทำงานของไต หมายความว่าไม่มีความเสียหายทางกายภาพต่อไต แต่การทำงานที่ลดลงนั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงวิธีที่เลือดไหลผ่านไตเอง โรคไตจากโรคตับไ่สามารถล้างสารออกจากเลือดและผลิตปัสสาวะในปริมาณที่เพียงพอในขณะที่ยังคงรักษาหน้าที่ที่สำคัญอื่น ๆ ของไตเช่นการกักเก็บเกลือไว้ หากการทำงานของตับดีขึ้นหรือมีการปลูกถ่ายตับที่แข็งแรงในผู้ป่วยโรคตับ ไตก็มักจะเริ่มทำงานตามปกติอีกครั้ง นี่แสดงให้เห็นว่าการทำงานของไตลดลงเป็นผลมาจากการสะสมของสารพิษในเลือดหรือการทำงานของตับผิดปกติเมื่อตับล้มเหลว โรคตับมีสองประเภท ประเภทหนึ่งเกิดขึ้นทีละน้อยในช่วงเวลาหลายเดือน อีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในหนึ่งหรือสองสัปดาห์

 

แอลกอฮอล์และโรคไขมันพอกตับที่

 




ไม่มีแอลกอฮอล์


แอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของโรคตับแข็งที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกตะวันตก การดื่มสุราเรื้อรังในระดับสูงจะทำร้ายเซลล์ตับ ร้อยละสามสิบของผู้ที่ดื่มสุราอย่างหนักทุกวันอย่างน้อยแปดถึงสิบหกออนซ์เป็นเวลาสิบห้าปีขึ้นไปจะเป็นโรคตับแข็ง แอลกอฮอล์ทำให้เกิดโรคตับหลายชนิด ซึ่งรวมถึงไขมันพอกตับ ภาวะไขมันพอกตับที่มีการอักเสบรุนแรงกว่า (steatohepatitis หรือโรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์) และโรคตับแข็ง

ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอลล์NAFLD

หมายถึงโรคตับที่มีความรุนแรงต่างๆกัน เช่น ภาวะไขมันพอกตับ ไปจนถึงโรคไขมันพอกตับอักเสบที่มีการอักเสบ์ nonalcoholic steatohepatitis (NASH) ไปจนถึงโรคตับแข็ง ทุกขั้นตอนของโรคตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอลล์ NAFLD มีการสะสมของไขมันในเซลล์ตับเหมือนกัน คำว่าไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ใช้เนื่องจาก NAFLD เกิดขึ้นในบุคคลที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป แต่ในหลาย ๆ ด้านภาพด้วยกล้องจุลทรรศน์ของ NAFLD นั้นคล้ายคลึงกับสิ่งที่สามารถเห็นได้ในโรคตับที่เกิดจากแอลกอฮอล์มากเกินไป

NAFLD มีสัมพันธ์กับภาวะที่เรียกว่า ภาวะดื้อต่ออินซูลิน กลุ่มอาการเมตาบอลิซึม เบาหวานชนิดที่ 2 และ โรคอ้วน NAFLD เป็นโรคตับที่พบบ่อยที่สุดในสหรัฐอเมริกา และมีเป็นสาเหตุของโรคตับถึง 25%

โรคตับแข็งน้ำดีปฐมภูมิ (PBC) เป็นโรคตับที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ที่พบในผู้หญิงส่วนใหญ่


Hepatitis, primary biliary cirrhosis และ primary sclerosing cholangitis


Chronic viral hepatitis (hep B และ C)

Chronic viral hepatitis เป็นภาวะที่ไวรัสตับอักเสบบี หรือไวรัสตับอักเสบซ ีติดตับเป็นเวลาหลายปี ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบส่วนใหญ่จะไม่เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอจะหายเป็นปกติภายในไม่กี่สัปดาห์ โดยไม่เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง ในทางตรงกันข้าม ผู้ป่วยบางรายที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีจะเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งจะทำให้ตับถูกทำลายอย่างรุนแรง และนำไปสู่โรคตับแข็ง และในบางครั้งอาจเป็นมะเร็งตับ

โรคตับอักเสบจากภูมิต้านตนเอง Autoimmune hepatitis

เป็นโรคตับที่พบได้บ่อยในผู้หญิงที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน กิจกรรมภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติในโรคตับอักเสบจากภูมิต้านตนเอง ทำให้เกิดการอักเสบที่ลุกลามและการทำลายเซลล์ตับ (เซลล์ตับ) ซึ่งนำไปสู่โรคตับแข็งในที่สุด


โรคตับแข็งน้ำดีปฐมภูมิ (PBC)

โรคตับแข็งน้ำดีปฐมภูมิ (PBC) เป็นโรคตับที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่พบในผู้หญิงเป็นหลัก ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติใน PBC ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และการทำลายท่อน้ำดีขนาดเล็กภายในตับ ท่อน้ำดีเป็นทางเดินน้ำดีภายในตับ ซึ่งน้ำดีเดินทางไปยังลำไส้ น้ำดีเป็นของเหลวที่ผลิตโดยตับซึ่งมีสารที่จำเป็นสำหรับการย่อยและการดูดซึมไขมันในลำไส้ ตลอดจนสารประกอบอื่นๆ ที่เป็นของเสีย เช่น เม็ดสีบิลิรูบิน (บิลิรูบินเกิดจากการสลายของฮีโมโกลบินจากเซลล์เม็ดเลือดแดงเก่า) ท่อน้ำดีประกอบขึ้นเป็นทางเดินน้ำดีร่วมกับถุงน้ำดี ใน PBC การทำลายท่อน้ำดีขนาดเล็กจะขัดขวางการไหลของน้ำดีเข้าสู่ลำไส้ตามปกติ เนื่องจากการอักเสบยังคงทำลายท่อน้ำดีมากขึ้น จึงแพร่กระจายไปทำลายเซลล์ตับที่อยู่ใกล้เคียง เมื่อเซลล์ตับถูกทำลาย เนื้อเยื่อแผลเป็น (พังผืด) จะก่อตัวและแพร่กระจายไปทั่วบริเวณที่ถูกทำลาย ผลรวมของการอักเสบที่ลุกลาม การเกิดแผลเป็น และผลที่เป็นพิษจากการสะสมของเสียทำให้เกิดโรคตับแข็ง


Primary sclerosing cholangitis (PSC)

Primary sclerosing cholangitis (PSC) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่เป็นโรคโครห์นและลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล ใน PSC ท่อน้ำดีขนาดใหญ่ที่อยู่นอกตับจะอักเสบ ตีบ และอุดตัน การกีดขวางการไหลของน้ำดีทำให้เกิดการติดเชื้อที่ท่อน้ำดีและโรคดีซ่าน ทำให้เกิดโรคตับแข็งในที่สุด ในผู้ป่วยบางราย การบาดเจ็บที่ท่อน้ำดี (โดยปกติเนื่องจากการผ่าตัด) ก็อาจทำให้เกิดการอุดตันของท่อน้ำดีและตับแข็ง้


โรคตับแข็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม Cryptogenic และ atresia ท่อน้ำดีในทารก

โรคตับแข็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ความผิดปกติที่สืบทอด (ทางพันธุกรรม)

ที่ส่งผลให้ การสะสมของสารพิษในตับซึ่งนำไปสู่ความเสียหายของเนื้อเยื่อ และโรคตับแข็ง ตัวอย่าง ได้แก่ การสะสมของธาตุเหล็กอย่างผิดปกติ (ฮีโมโครมาโตซิส) หรือทองแดง (โรควิลสัน) ในโรคฮีโมโครมาโตซิส ผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะดูดซับธาตุเหล็กจากอาหารมากเกินไป เมื่อเวลาผ่านไป การสะสมของธาตุเหล็กในอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายทำให้เกิดโรคตับแข็ง โรคข้ออักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายซึ่งนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว และความผิดปกติของอัณฑะทำให้สูญเสียแรงขับทางเพศ การรักษามีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันความเสียหายต่ออวัยวะ โดยการกำจัดธาตุเหล็กออกจากร่างกายผ่านทางโลหิตออก (การกำจัดเลือด)

ในโรค Wilson มีความผิดปกติที่สืบทอดมาในโปรตีนตัวใดตัวหนึ่งที่ควบคุมทองแดงในร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไป ทองแดงจะสะสมอยู่ในตับ ดวงตา และสมอง โรคตับแข็ง อาการสั่น อาการทางจิตเวช และปัญหาทางระบบประสาทอื่นๆ จะเกิดขึ้นหากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ การรักษาโดยใช้ยารับประทาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณทองแดงที่ขับออกจากร่างกายในปัสสาวะ

โรคตับแข็ง Cryptogenic

โรคตับแข็ง

Cryptogenic (โรคตับแข็งเนื่องจากสาเหตุที่ไม่ปรากฏหลักฐาน) เป็นสาเหตุทั่วไปของการปลูกถ่ายตับ เรียกว่าโรคตับแข็งจากการเข้ารหัส (cryptogenic cirrhosis) เนื่องจากเป็นเวลาหลายปีที่แพทย์ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมผู้ป่วยในสัดส่วนถึงเป็นโรคตับแข็ง ขณะนี้ แพทย์เชื่อว่าโรคตับแข็งที่เกิดจากการเข้ารหัสนั้นเกิดจาก NASH (โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์) ที่เกิดจากโรคอ้วนเป็นเวลานาน เบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะดื้อต่ออินซูลิน เชื่อกันว่าไขมันในตับของผู้ป่วย NASH จะหายไปเมื่อเริ่มมีอาการของโรคตับแข็ง และทำให้แพทย์ยากต่อการเชื่อมโยงระหว่าง NASH กับโรคตับแข็งที่เกิดจากการเข้ารหัสเป็นเวลานาน เงื่อนงำสำคัญประการหนึ่งที่ NASH นำไปสู่โรคตับแข็งที่เกิดจากการเข้ารหัสคือการค้นพบ NASH ที่เกิดขึ้นสูงในตับใหม่ของผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายตับสำหรับโรคตับแข็งที่เข้ารหัสลับ สุดท้าย การศึกษาจากฝรั่งเศสชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วย NASH มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคตับแข็งเช่นเดียวกันกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม การลุกลามไปสู่โรคตับแข็งจาก NASH นั้นคิดว่าจะช้า และการวินิจฉัยโรคตับแข็งมักจะเกิดขึ้นในคนอายุหกสิบเศษ


ทารกไม่มีท่อน้ำดี atresia

ทางเดินน้ำดี

ทารกสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีท่อน้ำดี (atresia ทางเดินน้ำดี) และในที่สุดก็พัฒนาโรคตับแข็ง ทารกคนอื่นๆ เกิดมาโดยขาดเอนไซม์สำคัญในการควบคุมน้ำตาลซึ่งนำไปสู่การสะสมของน้ำตาลและโรคตับแข็ง ในบางครั้งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น การไม่มีเอ็นไซม์จำเพาะอาจทำให้เกิดโรคตับแข็งและทำให้เกิดแผลเป็นในปอด (การขาดสารแอนติไทรพซิน alfa-1)

สาเหตุที่พบได้น้อยของโรคตับแข็ง ได้แก่ ปฏิกิริยาผิดปกติกับยาบางชนิดและการได้รับสารพิษเป็นเวลานาน เช่นเดียวกับภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง (โรคตับแข็งในหัวใจ) ในบางส่วนของโลก (โดยเฉพาะในแอฟริกาเหนือ) การติดเชื้อตับจากปรสิต (schistosomiasis) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคตับและโรคตับแข็ง

การวินิจฉัยโรคตับแข็ง


การตรวจที่ดีที่สุดสำหรับการวินิจฉัยโรคตับแข็งคือการตรวจชิ้นเนื้อของตับ การตัดชิ้นเนื้อตับมีความเสี่ยงเล็กน้อยสำหรับภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง และการตรวจชิ้นเนื้อมักถูกสงวนไว้สำหรับผู้ป่วยที่การวินิจฉัยโรคตับหรือโรคตับแข็งไม่ชัดเจน ประวัติ การตรวจร่างกาย หรือการตรวจร่างกายเป็นประจำ อาจบ่งบอกถึงความเป็นไปได้ที่จะเป็นโรคตับแข็ง หากเป็นโรคตับแข็ง การทดสอบอื่นๆ สามารถใช้เพื่อตรวจสอบความรุนแรงของโรคตับแข็งและภาวะแทรกซ้อนได้ การทดสอบอาจใช้เพื่อวินิจฉัยโรคที่เป็นต้นเหตุของตับแข็ง ตัวอย่างวิธีที่แพทย์วินิจฉัยและประเมินโรคตับแข็ง ได้แก่

ประวัติการเจ็บป่วย

  • ประวัติผู้ป่วย แพทย์อาจเปิดเผยประวัติการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปและเป็นเวลานาน ประวัติการใช้ยาในทางที่ผิด หรือประวัติของโรคตับอักเสบ นี้สามารถบ่งบอกถึงความเป็นไปได้ของการเกิดโรคตับและโรคตับแข็ง
  • ผู้ป่วยที่ทราบว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีหรือซีเรื้อรังมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคตับแข็ง

จากการตรวจร่างกาย

  • ผู้ป่วยโรคตับแข็งบางรายมีตับและ/หรือม้ามโต แพทย์มักจะรู้สึก (คลำ) ที่ขอบล่างของตับที่ขยายใหญ่ขึ้นใต้ซี่โครงด้านขวาและสัมผัสปลายม้ามที่ขยายใหญ่ขึ้นใต้ซี่โครงด้านซ้าย ตับแข็งยังรู้สึกกระชับและผิดปกติมากกว่าตับปกติ
  • ผู้ป่วยโรคตับแข็งบางราย โดยเฉพาะโรคตับแข็งจากแอลกอฮอล์ มีเครื่องหมายคล้ายแมงมุมสีแดงขนาดเล็ก (telangiectasias) บนผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่หน้าอกที่ประกอบด้วยหลอดเลือดขยายตัวและแผ่ออก อย่างไรก็ตาม telangiectasias แมงมุมเหล่านี้สามารถพบเห็นได้ในบุคคลที่ไม่มีโรคตับ
  • อาการตัวเหลือง (ผิวเหลืองและตาขาวเนื่องจากระดับบิลิรูบินในเลือดสูง) พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง แต่โรคดีซ่านสามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยโรคตับที่ไม่มีตับแข็ง และภาวะอื่นๆ เช่น ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกมากเกินไป) เซลล์เม็ดเลือด)
  • อาการบวมของช่องท้อง (ascites) และ/หรือส่วนล่าง (edema) เนื่องจากการกักเก็บของเหลวเป็นเรื่องปกติในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง แม้ว่าโรคอื่น ๆ อาจทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • โรคตับแข็งขั้นสูงทำให้ระดับอัลบูมินในเลือดลดลงและปัจจัยการแข็งตัวของเลือดลดลง เนื่องจากการสูญเสียความสามารถของตับในการผลิตโปรตีนเหล่านี้ ระดับอัลบูมินในเลือดลดลงหรือมีเลือดออกผิดปกติแนะนำว่าเป็นโรคตับแข็ง
  • ระดับเอนไซม์ตับในเลือดสูงผิดปกติ (เช่น ALT และ AST) ที่ได้รับเป็นประจำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพประจำปี บ่งชี้ว่าตับอักเสบหรือได้รับบาดเจ็บจากหลายสาเหตุรวมถึงโรคตับแข็ง
  • ผู้ป่วยที่มีคราบทองแดงผิดปกติในดวงตาหรือโรคทางระบบประสาทบางชนิด อาจมีโรค Wilson ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีการจัดการและการสะสมของทองแดงอย่างผิดปกติทั่วร่างกาย รวมถึงตับ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคตับแข็งได้
  • อาจพบเส้นเลือดขอดโดยไม่คาดคิดในระหว่างการส่องกล้องส่วนบน (EGD) ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นโรคตับแข็งอย่างมาก
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT หรือ CAT) หรือการถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI) และการตรวจอัลตราซาวนด์ของช่องท้องที่ทำขึ้นด้วยเหตุผลอื่นนอกเหนือจากการประเมินความเป็นไปได้ของการเกิดโรคตับ อาจตรวจพบตับที่ขยายใหญ่โดยไม่คาดคิด ตับเป็นก้อนกลมผิดปกติ ม้ามโต และของเหลวในช่องท้อง ซึ่งบ่งบอกถึงโรคตับแข็ง
  • ผู้ป่วยที่มีระดับธาตุเหล็กในเลือดสูงอาจมีฮีโมโครมาโตซิส ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมของตับซึ่งมีการจัดการธาตุเหล็กอย่างผิดปกติและนำไปสู่โรคตับแข็ง
  • autoantibodies (แอนติบอดีต้านนิวเคลียร์ แอนติบอดีต้านกล้ามเนื้อเรียบ และแอนติบอดีต้านไมโตคอนเดรีย) บางครั้งตรวจพบในเลือด และอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ามีตับอักเสบจากภูมิต้านตนเองหรือตับแข็งน้ำดีขั้นปฐมภูมิ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้สามารถนำไปสู่โรคตับแข็งได้
  • มะเร็งตับ (มะเร็งตับ) อาจตรวจพบได้โดยการสแกน CT และ MRI หรืออัลตราซาวนด์ของช่องท้อง มะเร็งตับมักเกิดขึ้นในบุคคลที่เป็นโรคตับแข็ง
  • ความสูงของตัวบ่งชี้มะเร็ง เช่น alfa-fetoprotein บ่งชี้ว่ามีมะเร็งตับ
  • หากมีของเหลวสะสมอยู่ในช่องท้อง สามารถเอาตัวอย่างของเหลวออกได้โดยใช้เข็มยาวเพื่อตรวจสอบและทดสอบ ผลการทดสอบอาจบ่งชี้ว่ามีโรคตับแข็งเป็นสาเหตุของของเหลว

ทางเลือกในการรักษาโรคตับแข็งมีอะไรบ้าง?

การรักษาโรคตับแข็งรวมถึง

  • การป้องกันความเสียหายต่อตับ
  • การรักษาภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง
  • การป้องกันมะเร็งตับ
  • หรือการตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มต้น
  • และการปลูกถ่ายตับ

ป้องกันความเสียหายต่อตับเพิ่มเติม

  • ให้รับประทานอาหารที่สมดุลและวิตามินอย่างเพียงพอ
  • ผู้ป่วยที่มี PBC ที่มีการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันบกพร่อง อาจต้องการวิตามิน D และ K เพิ่มเติม
  • หลีกเลี่ยงยา (รวมถึงแอลกอฮอล์) ที่ทำให้ตับถูกทำลาย ผู้ป่วยโรคตับแข็งทุกรายควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตับแข็งจากแอลกอฮอล์พบว่าการทำงานของตับดีขึ้นด้วยการงดเว้นจากแอลกอฮอล์ แม้แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบบี และซีเรื้อรังก็สามารถลดความเสียหายของตับได้อย่างมาก และชะลอการลุกลามไปสู่โรคตับแข็งด้วยการงดเว้นจากแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs เช่น ibuprofen) ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งอาจประสบกับการทำงานของตับและไตที่แย่ลงด้วยการใช้ยากลุ่ม NSAIDs
  • กำจัดไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซีโดยใช้ยาต้านไวรัส ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งเนื่องจากไวรัสตับอักเสบเรื้อรังบางรายไม่ได้รับการรักษาด้วยยา ผู้ป่วยบางรายอาจประสบปัญหาการทำงานของตับเสื่อมลงอย่างรุนแรงและ/หรือเกิดผลข้างเคียงที่ไม่สามารถทนได้ระหว่างการรักษา ดังนั้น การตัดสินใจรักษาโรคตับอักเสบจากไวรัสจึงต้องเป็นรายบุคคล หลังจากปรึกษากับแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการรักษาโรคตับ
  • นำเลือดออกจากผู้ป่วยที่มีภาวะฮีโมโครมาโตซิสเพื่อลดระดับธาตุเหล็กและป้องกันความเสียหายต่อตับ ในโรคของวิลสัน ยาสามารถใช้เพื่อเพิ่มการขับทองแดงในปัสสาวะเพื่อลดระดับทองแดงในร่างกายและป้องกันความเสียหายต่อตับ
  • ใช้ยากดภูมิคุ้มกันเช่น prednisone และ azathioprine (Imuran) เพื่อลดการอักเสบของตับในโรคตับอักเสบจากภูมิต้านตนเอง
  • รักษาผู้ป่วยด้วย PBC ด้วยการเตรียมกรดน้ำดี ursodeoxycholic acid (UDCA) หรือที่เรียกว่า ursodiol (Actigall) ผลการวิเคราะห์ที่รวมผลลัพธ์จากการทดลองทางคลินิกหลายครั้งแสดงให้เห็นว่า UDCA เพิ่มอัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วย PBC ในช่วง 4 ปีของการรักษา การพัฒนาพอร์ทัลความดันโลหิตสูงก็ลดลงด้วย UDCA สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ แม้จะให้ประโยชน์ที่ชัดเจน แต่การรักษาด้วย UDCA ก็ยังช่วยชะลอการลุกลามและไม่สามารถรักษา PBC ได้ ยาอื่นๆ เช่น โคลชิซินและเมโธเทรกเซตอาจมีประโยชน์ในกลุ่มย่อยของผู้ป่วยที่มี PBC
  • ให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอและบี เพื่อป้องกันตับเสื่อมอย่างร้ายแรง ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนสำหรับสร้างภูมิคุ้มกันโรคไวรัสตับอักเสบซี

การรักษาอาการบวมน้ำ น้ำในช่องท้อง และอาการแทรกซ้อนของ splenism มากเกินไป


การรักษาสำหรับอาการบวมน้ำ และน้ำในช่องท้อง

การเก็บเกลือและน้ำอาจทำให้ข้อเท้าและขาบวมได้ (บวมน้ำ) หรือช่องท้อง (ท้องมาน) ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง แพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งจำกัดเกลือในอาหาร (โซเดียม) และของเหลวเพื่อลดอาการบวมน้ำและน้ำในช่องท้อง ปริมาณเกลือในอาหารมักจะจำกัดไว้ที่ 2 กรัมต่อวัน และของเหลวที่ 1.2 ลิตรต่อวัน ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตับแข็ง การจำกัดเกลือและของเหลวไม่เพียงพอและต้องเติมยาขับปัสสาวะ

ยาขับปัสสาวะเป็นยาที่ทำงานในไตเพื่อส่งเสริมการกำจัดเกลือและน้ำออกสู่ปัสสาวะ การใช้ยาขับปัสสาวะ spironolactone (Aldactone) และ furosemide ร่วมกันสามารถลดหรือขจัดอาการบวมน้ำและน้ำในช่องท้องในผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้ ในระหว่างการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะ จะต้องมีการตรวจการทำงานของไตเป็นสิ่งสำคัญโดยการวัดระดับเลือดของยูเรียไนโตรเจนในเลือด (BUN) และครีเอตินีนในเลือด เพื่อตรวจสอบว่าใช้ยาขับปัสสาวะมากเกินไปหรือไม่ ยาขับปัสสาวะมากเกินไปอาจนำไปสู่ความผิดปกติของไต ซึ่งสะท้อนให้เห็นระดับ BUN และระดับครีเอตินีนในเลือดสูงขึ้น

บางครั้งเมื่อยาขับปัสสาวะไม่ทำงาน (ซึ่งในกรณีนี้เรียกว่าน้ำในช่องท้องดื้อต่อยา) จะมีการใช้เข็มเจาะเอาน้ำในช่องท้องออกขั้นตอนที่เรียกว่าพาราเซนเทซิสในช่องท้อง โดยมากจะทำเมื่อน้ำในช่องท้องมีมากและจำกัดการเคลื่อนไหวของกำบังลม

การรักษาน้ำในช่องท้องที่ทนไฟอีกวิธีหนึ่งคือขั้นตอนที่เรียกว่าการแบ่งพอร์ตระบบทางหลอดเลือดดำผ่านทางเส้นเลือดผ่านเส้นเลือด transjugular intravenous portosystemic shunting (TIPS)


คั่งในเลือดสูง

Hypersplenism

โดยปกติม้ามทำหน้าที่เป็นตัวกรองเพื่อขจัดเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดที่มีอายุมาก เลือดที่ไหลออกจากม้ามไปรวมกับเลือดในหลอดเลือดดำพอร์ทัลจากลำไส้ เมื่อความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัลเพิ่มขึ้นในโรคตับแข็ง จะขัดขวางการไหลเวียนของเลือดจากม้ามมากขึ้น เลือด "สำรอง" ที่สะสมอยู่ในม้าม และม้ามมีขนาดบวมขึ้น ซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่าม้ามโต บางครั้ง ม้ามโตจนปวดท้อง เมื่อม้ามโตขึ้น มันจะกรองเซลล์เม็ดเลือดและเกล็ดเลือดออกมากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจำนวนเม็ดเลือดจะลดลง จำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำ (โรคโลหิตจาง) จำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำ (เม็ดเลือดขาว) และ/หรือเกล็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenia) ภาวะโลหิตจางอาจทำให้เกิดความอ่อนแอ เม็ดเลือดขาวต่ำทำให้เกิดการติดเชื้อ และภาวะเกล็ดเลือดต่ำอาจทำให้เลือดแข็งตัวและส่งผลให้มีเลือดออกเป็นเวลานาน





เมื่อ varices มีเลือดออก พวกเขามักจะ rebleed และความน่าจะเป็นที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตจากการตกเลือดแต่ละครั้งจะสูง (30% ถึง 35%) การรักษาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันเลือดออกในครั้งแรกและเลือดออกซ้ำ ที่มา: itock


การรักษาเลือดออกจากภาวะแทรกซ้อนของ varices

หากเส้นเลือดขอดขนาดใหญ่เกิดขึ้นในหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหารส่วนบน ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งมีความเสี่ยงที่จะมีเลือดออกรุนแรงเนื่องจากการแตกของเส้นเลือดขอดเหล่านี้ เมื่อ varices มีเลือดออก พวกเขามักจะมีเลือดออกซ้ำ และผู้ป่วยจะมีโอกาศเสียชีวิตสูงถึง30% ถึง 35% การรักษาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เลือดออกในตอนแรกและเลือดออกซ้ำ การรักษารวมถึงการใช้ยาและหัตถการเพื่อลดความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัล และขั้นตอนเพื่อทำลายเส้นเลือดขอด

  • การให้ยา Propranolol ซึ่งเป็น beta-blocker มีประสิทธิภาพในการลดความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัล และใช้เพื่อป้องกันเลือดออกเริ่มต้นและเลือดออกซ้ำจากเส้นเลือดขอดในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง ยารับประทานอีกประเภทหนึ่งที่ลดความดันพอร์ทัลคือไนเตรต เช่น ไอโซซอร์ไบด์ไดไนเตรต (Isordil) ไนเตรตมักจะถูกเติมใน Propranolol หากโพรพาโนลอลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดความดันพอร์ทัลได้อย่างเพียงพอหรือป้องกันการตกเลือด
  • Octreotide (Sandostatin) ยังช่วยลดความดันหลอดเลือดดำพอร์ทัลและถูกนำมาใช้เพื่อรักษาภาวะเลือดออกที่เส้นเลือดขอด
  • ในระหว่างการส่องกล้องส่องกล้องส่วนบน (EGD) เพื่อฉีดสารทำให้หลอดเลือดแข็งตัว sclerotherapy หรือ การใช้สายยางรัดหลอดเลือดขอด ligation band สามารถทำได้เพื่อกำจัด varices หยุดเลือดไหลออกและป้องกันไม่ให้เลือดไหลซ้ำ Sclerotherapy มักใช้น้อยกว่าเนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนเมื่อเปรียบเทียบกับการทำ band ligation
  • Transjugular intrahepatic portosystemic shunt (TIPS) เป็นกระบวนการทางรังสีวิทยาที่ไม่ต้องผ่าตัดเพื่อลดความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัล TIPS ดำเนินการโดยนักรังสีวิทยาที่ใส่ขดลวด (หลอด) ผ่านหลอดเลือดดำคอ ลง vena cava ที่ด้อยกว่า และเข้าไปในหลอดเลือดดำตับภายในตับ จากนั้นใส่ขดลวดเพื่อให้ปลายด้านหนึ่งอยู่ในหลอดเลือดดำพอร์ทัลแรงดันสูง และปลายอีกด้านหนึ่งอยู่ในหลอดเลือดดำตับแรงดันต่ำ ท่อนี้จะแบ่งเลือดรอบๆ ตับ และลดความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัลและ varices และป้องกันไม่ให้เลือดออกจาก varices TIPS มีประโยชน์อย่างยิ่งในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อ beta-blockers หรือ variceal banding TIPS ยังมีประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานที่ไม่ตอบสนองต่อการจำกัดเกลือและของเหลวและยาขับปัสสาวะ TIPS สามารถใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งได้เพื่อป้องกันเลือดออก variceal ในขณะที่ผู้ป่วยกำลังรอการปลูกถ่ายตับ ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดของ TIPS คือโรคไข้สมองอักเสบจากตับ ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งของ TIPS คือการพัฒนาของการตีบและการอุดตัน (การอุด) ของขดลวด ทำให้เกิดการกำเริบของพอร์ทัลความดันโลหิตสูงและเลือดออก variceal และน้ำในช่องท้อง โชคดีที่มีวิธีเปิดขดลวดที่ถูกบล็อก ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ของ TIPS ได้แก่ เลือดออกเนื่องจากการเจาะแคปซูลตับหรือท่อน้ำดีโดยไม่ได้ตั้งใจ การติดเชื้อ ภาวะหัวใจล้มเหลว และตับวาย
  • การผ่าตัดเพื่อสร้างเส้นแบ่ง (ทางเดิน) จากหลอดเลือดดำพอร์ทัลแรงดันสูงไปยังเส้นเลือดที่มีความดันต่ำกว่าสามารถลดการไหลเวียนของเลือด และความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัลและป้องกันไม่ให้เส้นเลือดขอด ขั้นตอนหนึ่งเรียกว่า distal splenorenal shunt (DSRS) การผ่าตัดแบ่งอาจได้รับการพิจารณาสำหรับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงพอร์ทัลที่เป็นโรคตับแข็งในระยะเริ่มต้น ความเสี่ยงของการผ่าตัดแบบแบ่งส่วนที่สำคัญในผู้ป่วยเหล่านี้มีน้อยกว่าในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งระยะลุกลาม ระหว่าง DSRS ศัลยแพทย์จะแยกหลอดเลือดดำม้ามออกจากหลอดเลือดดำพอร์ทัลและยึดติดกับหลอดเลือดดำที่ไต จากนั้นเลือดจะถูกแบ่งออกจากม้ามรอบๆ ตับ ลดความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัลและ varices และป้องกันไม่ให้เลือดออกจาก varices

for hepatic encephalopathy




TreatmentHepatic encephalopathy

ผู้ป่วยโรคตับที่เริ่มมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ สับสน ตัดสินใจไม่ได้ซึ่งเป็นอาการทางสมองเนื่องจากตับวายจำเป็นที่ต้องได้รับอาหารโปรตีนต่ำและได้ lactulose แลคทูโลสซึ่งเป็นของเหลวจะดักจับสารพิษในลำไส้ใหญ่ ทำให้สารพิษไม่สามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ แลคทูโลสจะถูกแปลงเป็นกรดแลคติกในลำไส้ใหญ่ และสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดซึ่งลดการสร้างสารพิษที่ผลิตโดยแบคทีเรีย เพื่อให้แน่ใจว่ามีแลคทูโลสเพียงพอในลำไส้ใหญ่ตลอดเวลา ผู้ป่วยควรปรับขนาดยาเพื่อให้ถ่ายอุจาระวันละ2-3ครั้ง นอกจากนั้นการให้ยาปฏิชีวนะ Rifaximin (Xifaxan) เป็นยาปฏิชีวนะที่รับประทานโดยไม่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย แต่จะยังคงอยู่ในลำไส้ เพื่อลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียในลำได้

การรักษาโรคแทรกซ้อนจากแบคทีเรียในเยื่อบุช่องท้องที่เกิดขึ้นเอง




ผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียโดยธรรมชาติ มักจะได้รับยาพาราเซนเทซิส ของเหลวที่ถูกกำจัดออกจะตรวจหาเซลล์เม็ดเลือดขาวและเพาะเลี้ยงแบคทีเรีย การเพาะเลี้ยงเกี่ยวข้องกับการเพาะเชื้อตัวอย่างน้ำในช่องท้องลงในขวดของเหลวที่อุดมด้วยสารอาหาร ซึ่งกระตุ้นการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ซึ่งช่วยในการระบุแบคทีเรียจำนวนน้อยได้ มักจะได้รับตัวอย่างเลือดและปัสสาวะสำหรับการเพาะเลี้ยงเนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากที่เป็นโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียเองจะมีการติดเชื้อในเลือดและปัสสาวะด้วย แพทย์หลายคนเชื่อว่าการติดเชื้ออาจเริ่มขึ้นในเลือดและในปัสสาวะ และแพร่กระจายไปยังน้ำในช่องท้อง ทำให้เกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียได้เอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียเองจะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ เช่น เซโฟแทกซิม (Claforan) ผู้ป่วยมักจะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ได้แก่ :


วัฒนธรรมของเหลวในช่องท้องที่มีแบคทีเรีย


ผู้ป่วยที่ไม่มีแบคทีเรียในเลือด ปัสสาวะ และน้ำในช่องท้อง แต่มีจำนวนเม็ดเลือดขาว (นิวโทรฟิล) ในเลือดสูง (มากกว่า 250 นิวโทรฟิล/ซีซี) การเพิ่มจำนวนนิวโทรฟิลในน้ำในช่องท้องมักหมายความว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์เชื่อว่าการขาดแบคทีเรียที่มีการเพาะเลี้ยงในผู้ป่วยบางรายที่มีนิวโทรฟิลเพิ่มขึ้นนั้นเกิดจากแบคทีเรียจำนวนน้อยมากหรือเทคนิคการเพาะเลี้ยงที่ไม่มีประสิทธิภาพ




เยื่อบุช่องท้องอักเสบจากแบคทีเรียที่เกิดขึ้นเองคือการติดเชื้อร้ายแรง มักเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งระยะลุกลามซึ่งระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ แต่ด้วยยาปฏิชีวนะสมัยใหม่ การตรวจหาและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ การพยากรณ์โรคของการฟื้นตัวจากเหตุการณ์ของเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่เกิดขึ้นเองนั้นเป็นเรื่องที่ดี


ในผู้ป่วยบางราย สามารถใช้ยาปฏิชีวนะในช่องปาก (norfloxacin [Noroxin] หรือ sulfamethoxazole และ trimethoprim [Bactrim]) เพื่อป้องกันเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากแบคทีเรียได้เอง ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายที่เป็นโรคตับแข็งและน้ำในช่องท้องควรใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียเอง แต่ผู้ป่วยบางรายมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียได้เองตามธรรมชาติและต้องให้การรักษาเชิงป้องกัน


ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากเส้นเลือดขอดมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียได้เอง และควรเริ่มใช้ยาปฏิชีวนะตั้งแต่เนิ่นๆ ระหว่างการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่สันนิษฐาน


ได้


เอง ของเหลว (น้ำในช่องท้องที่มีโปรตีนต่ำมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อ)


 

เยื่อบุช่องท้องอักเสบ

การรักษาโรคแทรกซ้อนจากแบคทีเรียในเยื่อบุช่องท้องที่เกิดขึ้นเอง

การวินิจฉัยเยื่อบุช่องท้องอักเสบที่เกิดขึ้นเองจะต้องเจาะเอาน้ำในช่องท้องส่งตรวจซึ่งจะพบเซลล์เม็ดเลือดขาว และนำน้ำในช่องท้องไปเพาะเลี้ยงเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งช่วยในการระบุแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการอักเสบ

นอกจากนั้นจะต้องนำเลือดและปัสสาวะไปเพาะเลี้ยงเพราะผู้ป่วยที่มีเยื่อบุช่องท้องอักเสบเกิดจากเชื้อในเลือดหรือปัสสาวะ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียเองจะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ เช่น เซโฟแทกซิม (Claforan) ผู้ป่วยมักจะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ได้แก่ :

  • นำน้ำในช่องท้องเพาะเชื้อพบแบคทีเรีย
  • น้ำในช่องท้องมีจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด (นิวโทรฟิล) ในเลือดสูง (มากกว่า 250 ) ซึ่งบ่งว่าน่าจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องท้อง

เยื่อบุช่องท้องอักเสบจากแบคทีเรียที่เกิดขึ้นเองคือการติดเชื้อร้ายแรง มักเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งระยะลุกลามซึ่งระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ แต่ด้วยยาปฏิชีวนะสมัยใหม่ การตรวจหาและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้ผลการรักษาดีในผู้ป่วยบางราย สามารถใช้ยาปฏิชีวนะโดยการรับประทาน เช่น norfloxacin [Noroxin] หรือ sulfamethoxazole และ trimethoprim [Bactrim]) เพื่อป้องกันเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากแบคทีเรียได้เอง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการเกิดช่องท้องอักเสบสูงได้แก่

  • ผู้ป่วยตับแข็งที่มีภาวะเส้นเลือดขอดในหลอกอาหารแตก ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการเกิดการอักเสบในช่องท้อง
  • ผู้ป่วยที่เกิดการอักเสบในช่องท้องซ้ำๆ
  • ผู้ป่วยตับแข็งที่มีโปรตีนในเลือดต่ำ

 

Prevention and early detection for liver cancer, and liver transplantation

Prevention and early detection of liver cancer

Several types of liver disease that cause cirrhosis (such as hepatitis B and C) are associated with a high incidence of liver cancer. It is useful to screen for liver cancer in patients with cirrhosis, as early surgical treatment or transplantation of the liver can cure the patient of cancer. The difficulty is that the methods available for screening are only partially effective, identifying at best only half of patients at a curable stage of their cancer. Despite the partial effectiveness of screening, most patients with cirrhosis, particularly hepatitis B and C, are screened yearly or every six months with ultrasound examination of the liver and measurements of cancer-produced proteins in the blood, for example, alfa-fetoprotein.

Liver transplantation

Cirrhosis is irreversible. Liver function usually gradually worsens despite treatment, and complications of cirrhosis increase and become difficult to treat. When cirrhosis is far advanced liver transplantation often is the only option for treatment. Recent advances in surgical transplantation and medications to prevent infection and rejection of the transplanted liver have greatly improved survival after transplantation. On average, more than 80% of patients who receive transplants are alive after five years. Not everyone with cirrhosis is a candidate for transplantation. Furthermore, there is a shortage of livers to transplant, and they're usually is a long (months to years) wait before a liver for transplanting becomes available. Measures to slow the progression of liver disease, and treat and prevent complications of cirrhosis are vitally important.

What is the prognosis and life expectancy for cirrhosis of the liver?

The prognosis and life expectancy for cirrhosis of the liver varies and depends on the cause, the severity, any complications, and any underlying diseases.

  • In compensated cirrhosis, patients have not developed any major complications and the average survival rate is more than 12 years.
  • The prognosis for is worse for patients who have decompensated cirrhosis and have developed complications such as ascites, variceal hemorrhage, spontaneous bacterial peritonitis, hepatocellular carcinoma, hepatorenal syndrome, or hepatopulmonary syndrome. Patients with decompensated cirrhosis often require liver transplantation and in those who are unable to receive an organ transplant, life expectancy may be less than 6 months.

What research is ongoing to prevent and treat cirrohsis of the liver?

Progress in the management and prevention of cirrhosis continues. Research is ongoing to determine the mechanism of scar formation in the liver and how this process of scarring can be interrupted or even reversed. Newer and better treatments for viral liver disease are being developed to prevent the progression to cirrhosis. Prevention of viral hepatitis by vaccination, which is available for hepatitis B, is being developed for hepatitis C. Treatments for the complications of cirrhosis are being developed or revised, and tested continually. Finally, research is being directed at identifying new proteins in the blood that can detect liver cancer early or predict which patients will develop liver cancer.

 

Cirrhosis and Your Liver

Reviewed by Hansa D. Bhargava, MD  on December 08, 2020

If your doctor tells you that you have cirrhosis, it means you have a condition that causes scar tissue to gradually replace your healthy liver cells. It usually happens over a long period of time because of infection or alcohol addiction. Most of the time, you can't fix the damage to your liver, but if you catch it early, there are treatments that can keep problems in check.

Your liver is an organ that's about the size of a football with an important job. It filters toxins from your blood, makes enzymes that help you digest food, stores sugar and nutrients, and helps you fight infections.

Each time your liver gets hurt, it repairs itself and forms tough scar tissue. When too much scar tissue builds up, the organ can't work right.

Symptoms

You may not have any symptoms at first. But as time goes on, and the damage to your liver gets worse, you may notice things like:

Continued

You could also bleed or bruise easily and have swelling in your legs or belly. You may also notice changes in your skin, such as:

  • Jaundice (when your skin and eyes turn yellow)
  • Intense itching
  • Spider web-like blood vessels in your skin
  • Redness in the palms of your hands or whitening of your nails

You could have some changes to the way you think, such as problems with concentration or memory. If you're a woman, you may stop having periods. If you're a man, you could lose your sex drive, start to develop breasts, or see some shrinkage in your testicles.

Some other symptoms you might get include:

Keep in mind that you may not get all these symptoms, and some of these problems are also signs of other conditions. (Learn more about the symptoms of cirrhosis.)

Causes, and Things That Make It More Likely

Cirrhosis always develops because of another liver problem or disease. If you don't treat the cause of your cirrhosis, it'll get worse, and over time your healthy liver cells won't be able to keep up. You might start to get tired, feel like you don't want to eat, and lose weight without trying. After a while, your liver may not be able to work well or at all.

Continued

It's important to know the cause of your cirrhosis so you can get the right treatment and keep it from getting worse. The most common causes are:

Alcohol abuse. If you have a drinking problem, it's important to get help. Alcohol harms your liver. Talk to your doctor. They may refer you to a treatment program.

Nonalcoholic fatty liver disease.Obesity raises your chances of this condition. If your cirrhosis is caused by this disease, you may improve your liver health if you lose weight and keep your blood sugar levels under control.

Hepatitis B or hepatitis C. Medicines for these diseases can stop more damage from happening to your liver.

Other conditions that can lead to cirrhosis include:

Diagnosis and Stages of Cirrhosis

Since you might not feel symptoms right away, you may not find out that you have cirrhosis until you get a routine checkup. When you visit your doctor, they'll ask about your alcohol use and medical history. They'll also examine you to check if your liver is tender or larger than it should be.

Tests. If your doctor suspects cirrhosis, they’ll do a blood test. It will check for signs that your liver isn't working right, such as:

  • High levels of certain liver enzymes
  • Buildup of bilirubin, which forms from the metabolism of heme. Heme iron comes from hemoglobin and is found in foods from animals such as chicken and red meat.
  • Low levels of proteins in your blood
  • Abnormal blood count
  • Infection with a virus
  • Antibodies that appear when you have an autoimmune liver disease

Your doctor may also do an imaging test of your belly, like an MRI or ultrasound. You may also need a procedure called a biopsy, which removes a sample of your liver tissue to see how much damage has been done and potentially learn the cause of your liver disease. (Get more information on tests for cirrhosis.)

Stages of Cirrhosis

If you find out that you have cirrhosis, your doctor will tell you what stage you're in. Depending on how well your liver is working, they'll say it's either "compensated" or "decompensated." Which one it is makes a difference in the kind of treatment you get.

Compensated cirrhosis

If you have compensated cirrhosis, you won't have any symptoms. Your liver can still do its job because there are enough healthy cells to make up for the damaged cells and scar tissue caused by cirrhosis. You can stay in this stage for many years.

Decompensated cirrhosis

Decompensated cirrhosis is the stage that comes after compensated cirrhosis. At this point, your liver has too much scarring and you develop complications.

Your doctor will know you have decompensated cirrhosis if you show signs of one or more of these conditions:

Jaundice. It's caused when your liver can't get rid of bilirubin, a blood waste product, which can make your skin and eyes yellow.

Ascites. This is fluid buildup in your belly.

Continued

Bleeding varices. Varices are enlarged blood vessels. Signs that you have bleeding varices are black, tarry, or bloody stools or throwing up blood. This is an emergency that needs treatment right away.

Hepatic encephalopathy (HE). Toxins can build up in your brain and make you confused and very tired, and have trouble doing daily activities like driving or writing.

Your liver disease can also lead to a kidney disease called hepatorenal syndrome, a lung disease called hepatopulmonary syndrome, and liver cancer.

Treatment: Home Care, Medications, and Surgery

Your treatment depends on how badly your liver is injured. The goal is to protect the healthy tissue you have left.

The first step is to treat the condition that's causing your cirrhosis to prevent any more damage. Some things you may need to do include:

  • Stop drinking alcohol right away. Your doctor can suggest a treatment program for addiction.
  • Lose weight if you are obese, especially if your cirrhosis is caused by fat buildup in your liver.
  • Take medications if you have hepatitis B or C.
  • Keep all your doctor's appointments.
  • Eat enough protein. People with cirrhosis need more than most folks.
  • Get shots for flupneumonia, and hepatitis A and B.
  • Practice good hygiene. Wash your hands often.
  • Ask your doctor if it's OK to take over-the-counter medicines like acetaminophenaspirin, or ibuprofen. You cannot take these medications if you have ascites.
  • Drink enough fluids, even if you have ascites, so you don't get dehydrated.
  • Eat a low-salt diet if you have ascites.
  • Eat a high-protein, high-calorie diet.
  • Take a diuretic (a water pill) if your doctor prescribes one to help manage ascites.
  • Take medicine your doctor prescribes if you have constipation (trouble moving your bowels).

Continued

Your doctor will also want to treat any complications that can happen with cirrhosis. They may suggest things like:

Low-sodium diet. This can help control swelling. Your doctor may also ask you to take medications for this problem. If you have a severe fluid buildup, you may need to get it drained.

Blood pressure medications. They can lessen bleeding inside your body that's caused by swollen and burst blood vessels. You may need surgery if you have severely enlarged veins.

Antibiotics and vaccinations. They can treat and prevent other infections.

Your doctor may also suggest medications to lessen a buildup of toxins, if that's a problem for you. And if you have inflammation in your liver, steroids can help.

Your doctor may recommend regular testing to make sure you don't get liver cancer, which can be a complication of cirrhosis.

If your cirrhosis is severe, you may need a liver transplant. It's a major operation. You'll likely need to get on a waiting list for a new liver from an organ donor who has died. Sometimes people with cirrhosis can get part of a liver that is donated from someone who is living. (Learn more about treatment options for cirrhosis.)

What to Expect

Usually, the damage that's already been done by cirrhosis can't be undone. But your liver can still work and bounce back even if two-thirds of it has been destroyed or removed.

If your cirrhosis is caused by long-term hepatitis, treating the infection can lower your chances of more problems if the damage is caught early. Most people with cirrhosis that's found in its early stage can live healthy lives.

If you are obese or have diabetes, losing weight and controlling your blood sugar can lessen damage caused by fatty liver disease. If the damage is caused by alcohol abuse, you can manage the cirrhosis better if you stop drinking right away.

Prevention

A healthy lifestyle is a key part of preventing cirrhosis.

Go easy on alcohol. Consuming too much alcohol causes your liver to swell. Over time, this leads to cirrhosis. But this doesn’t happen overnight. Alcohol-related cirrhosis is often the result of 10 or more years of heavy drinking, but some people are more prone to the disease than others. Women who drink heavily are more likely to get cirrhosis than men. To lower your chances of getting the disease, limit your drinking to no more than 14 units of alcohol a week. Here are how many units you consume, roughly, when you drink common alcoholic beverages:

  • A small shot (25 milliliters, or 0.85 ounces) of hard alcohol is 1 unit.
  • A small glass (125 milliliters, or 4.2 ounces) of wine is 1.5 units.
  • 20 ounces of normal-strength lager is 2 units.

Continued

Protect yourself against hepatitis. Most often, a virus causes this inflammation of the liver. The most common types of viral hepatitis are hepatitis A, hepatitis B, and hepatitis C. Chronic hepatitis B and C can cause cirrhosis. Hepatitis B is passed from one person to another through blood, semen, or other body fluids. Hepatitis C is caused by blood-to-blood contact. If you have chronic hepatitis C, there’s a higher chance you'll develop cirrhosis.

To lower your chances of becoming infected with hepatitis, you should avoid unprotected sex, and don’t share needles to inject drugs. Stay away from getting tattoos or body piercings in unclean environments. If you do get a tattoo, make sure the instruments are properly sterilized and needles are not shared.

Get vaccinated. If you work in health care, law enforcement, or any other profession where you might come in contact with people who have hepatitis, you should consider getting vaccinated against hepatitis B. There’s no vaccine for hepatitis C.

Continued

In the United States, a vaccine for hepatitis B is also recommended for the following people:

  • Anyone under 19
  • Anyone who has unprotected sex or uses intravenous drugs
  • Anyone who’s been infected with hepatitis C or HIV
  • Kidney patients on hemodialysis
  • People with liver disease
  • Gay men
  • People with diabetes who are between ages 19 and 59
  • People traveling to areas with a higher incidence of hep B, such as South Asia and Africa

Watch what you eat. Fatty buildup in your liver can cause nonalcoholic steatohepatitis (NASH) and lead to cirrhosis. NASH is linked to high cholesterolcoronary artery disease, obesity, and diabetes.

If you stick to a healthy diet, limit your portions, and maintain a healthy weight, you’ll lower your chance of developing both NASH and cirrhosis.

Talk to your doctor about statins. These drugs are typically used to treat high cholesterol. They may also help protect you from developing cirrhosis if you have hepatitis C and hepatitis B. Studies found people with hepatitis B who took statins were less likely to develop cirrhosis than those with hepatitis who weren’t on statins.

Continued

Get tested. If you were born in South Asia, Africa, or other parts of the world where hepatitis B and C are common, you should be screened for cirrhosis. Early treatment can prevent the onset of the disease.

Anyone who needs a vaccine for hepatitis B should also be screened, along with baby boomers (born between 1945 and 1965).

WebMD Medical Reference

Overview-Cirrhosis

Contents

  1. Overview
  2. Symptoms
  3. Treatment

Cirrhosis is scarring (fibrosis) of the liver caused by long-term liver damage. The scar tissue prevents the liver working properly.

Cirrhosis is sometimes called end-stage liver disease because it happens after other stages of damage from conditions that affect the liver, such as hepatitis.

Your liver may keep working even when you have cirrhosis. However, cirrhosis can eventually lead to liver failure, and you can get serious complications, which can be life threatening.

Treatment may be able to stop cirrhosis from getting worse.

Symptoms of cirrhosis

You may not have any symptoms during the early stages of cirrhosis.

As your liver becomes more damaged, you may:

  • feel very tired and weak
  • feel sick (nausea)
  • lose your appetite
  • lose weight and muscle mass
  • get red patches on your palms and small, spider-like blood vessels on your skin (spider angiomas) above waist level

If cirrhosis gets worse, some of the symptoms and complications include:

See a GP if you think you may have cirrhosis.

Diagnosing cirrhosis

If a GP suspects cirrhosis, they'll check your medical history and do a physical examination to look for signs of long-term liver disease.

You may have tests to confirm the diagnosis, such as:

  • blood tests
  • scans, such as an ultrasoundCTMRI, or transient elastography scan
  • a liver biopsy, were a fine needle is used to remove a sample of liver cells so they can be examined under a microscope

If tests show that you have cirrhosis, a GP should refer you to see a doctor who specialises in liver problems (hepatologist).

If you have complications from cirrhosis, or a high chance of getting complications, you may be referred to a specialist liver centre.

Treating cirrhosis

There's no cure for cirrhosis at the moment. However, there are ways to manage the symptoms and any complications and slow its progression.

Treating the problem that led to cirrhosis (for example, using anti-viral medicines to treat hepatitis C) can stop cirrhosis getting worse.

You may be advised to cut down or stop drinking alcohol, or to lose weight if you're overweight. 

A GP can help you get support if you need help to stop drinking or to lose weight.

If your liver is severely damaged, a liver transplant may be the only treatment option.

What causes cirrhosis

In the UK, the most common causes of cirrhosis are:

Cirrhosis can also be caused by a problem affecting your bile ducts (such as primary biliary cholangitis) or immune system (such as autoimmune hepatitis), some inherited conditions, and the long-term use of certain medicines.

Alcohol-related liver disease

Drinking too much alcohol damages the liver. Over time, this can lead to alcohol-related liver disease.

Cirrhosis is the final stage of alcohol-related liver disease. It usually happens after many years of heavy drinking.

How to prevent cirrhosis

Limit alcohol

The best way to prevent alcohol-related cirrhosis is to drink within the recommended limits.

The guidelines recommend:

  • men and women should not regularly drink more than 14 units of alcohol a week
  • you should spread your drinking over 3 days, or more, if you drink as much as 14 units a week

Stop drinking alcohol immediately if you have alcohol-related cirrhosis. Drinking alcohol speeds up the rate at which cirrhosis progresses, regardless of the cause.

A GP can offer help and advice if you're finding it difficult to cut down the amount you drink. 

Read more about where to get alcohol support.

Protect yourself from hepatitis

Hepatitis B and C are infections in the liver caused by a virus.

The hepatitis B virus is spread in blood and body fluids. The hepatitis C virus is usually spread in blood.

Common ways of spreading these viruses include having sex with an infected person without using a condom, or close contact with an infected person's blood, such as sharing their toothbrush or sharing needles to inject drugs.

Vaccination for hepatitis B is part of the NHS childhood vaccination schedule. The vaccine is also available to anyone who has an increased chance of getting hepatitis B.

There is no vaccine for hepatitis C at the moment.

Aim for a healthy weight

To reduce your chance of getting non-alcoholic fatty liver disease (NAFLD), which can lead to cirrhosis, make sure you're a healthy weight by eating a healthy, balanced diet and exercising regularly.

The liver

The liver is an important organ that does hundreds of jobs that are vital for sustaining life.

For example, the liver:

  • stores glycogen, a type of fuel the body needs for energy
  • makes bile, which helps us digest fats
  • makes substances that help blood to clot and repair damaged tissues
  • processes and removes alcohol, toxins or medicines from the blood
  • helps the body fight infections

Your liver is very tough. It'll keep working even when it's damaged and can continue to repair itself until it's severely damaged.

 

Cirrhosis of the Liver

Cirrhosis is a late-stage result of liver disease and its complications. You may not have symptoms in the beginning stages of the disease. Common causes include alcohol abuse, hepatitis and nonalcoholic fatty liver disease. Treatment depends on the cause of cirrhosis and how much damage exists. Liver transplantation may be an option if your liver is failing.

OVERVIEW

Cirrhosis of the liver causes scarring of the liver with visible bumpy nodules throughout the tissue.Cirrhosis causes scaring and nodules to form throughout the liver.

What is cirrhosis of the liver?

Cirrhosis is a late-stage liver disease in which healthy liver tissue is replaced with scar tissue and the liver is permanently damaged. Scar tissue keeps your liver from working properly.

Many types of liver diseases and conditions injure healthy liver cells, causing cell death and inflammation. This is followed by cell repair and finally tissue scarring as a result of the repair process.

The scar tissue blocks the flow of blood through the liver and slows the liver’s ability to process nutrients, hormones, drugs and natural toxins (poisons). It also reduces the production of proteins and other substances made by the liver. Cirrhosis eventually keeps the liver from working properly. Late-stage cirrhosis is life-threatening.

A normal liver, brown to reddish-brown in color, has a smooth exterior surface.

How common is cirrhosis?

Scientists estimate that cirrhosis of the liver affects about one in 400 adults in the U.S. It affects about 1 in 200 adults age 45 to 54, the age group most commonly affected by cirrhosis. Cirrhosis causes about 26,000 deaths each year in the U.S. and is the seventh leading cause of death in the U.S. among adults 25 to 64 years of age.

Who gets cirrhosis, who is most at risk?

You are more likely to get cirrhosis of the liver if you:

  • Abuse alcohol for many years.
  • Have viral hepatitis.
  • Have diabetes.
  • Are obese.
  • Inject drugs using shared needles.
  • Have a history of liver disease.
  • Have unprotected sex.

Is cirrhosis cancer?

No, cirrhosis of the liver isn’t cancer. However, most people who have liver cancer have cirrhosis. If you have cirrhosis, you have an increased risk of liver cancer. If you have hepatitis B or hepatitis C, you have an increased risk of liver cancer because these diseases often lead to cirrhosis. Any cause of liver disease can lead to cirrhosis, which increases your chance of liver cancer. (Even if you have hepatitis B or fatty liver disease without cirrhosis, you are at increased risk of liver cancer.)

Is cirrhosis a hereditary disease?

Cirrhosis itself is not an inherited (passed from parent to child) disease. However, some of the diseases that can cause liver damage that lead to cirrhosis are inherited diseases.

Can cirrhosis be reversed?

Generally no. If you have been told you have cirrhosis, you have a late-stage liver disease and the damage that is already done is permanent. There are many liver diseases and complications of liver diseases that can lead to cirrhosis. If your liver disease or complication is caught early and successfully managed, it may be possible to slow or stop the progression of disease.

Is cirrhosis fatal?

Having a diagnosis of cirrhosis of the liver doesn’t mean you have an immediately fatal condition. However, as cirrhosis continues, more scarring occurs and liver function continues to decline. Eventually, your failing liver may become a life-threatening condition. Yet there’s still hope. You and your medical team will discuss if you are a candidate for a liver transplant. If so, you will begin the process of being placed on a national liver transplant recipient list.

SYMPTOMS AND CAUSES

What are the symptoms of cirrhosis?

The symptoms of cirrhosis depend on the stage of your disease. In the beginning stages, you may not have any symptoms. If you do have symptoms, some are general and could easily be mistaken for symptoms of many other diseases and illnesses.

Early symptoms and signs of cirrhosis include:

As liver function gets worse, other more commonly recognized symptoms of cirrhosis appear including:

  • Easy bruising and bleeding.
  • Yellow tint to your skin or the whites of your eyes (jaundice).
  • Itchy skin.
  • Swelling (edema) in your legs, feet and ankles.
  • Fluid buildup in your belly/abdomen (ascites).
  • Brownish or orange color to your urine.
  • Light-colored stools.
  • Confusion, difficulty thinking, memory loss, personality changes.
  • Blood in your stool.
  • Redness in the palms of your hands.
  • Spider-like blood vessels that surround small, red spots on your skin (telangiectasias).
  • In men: loss of sex drive, enlarged breasts (gynecomastia), shrunken testicles.
  • In women: premature menopause (no longer having your menstrual period).

Is cirrhosis painful?

Yes, cirrhosis can be painful, especially as the disease worsens. Pain is reported by up to 82% of people who have cirrhosis and more than half of these individuals say their pain is long-lasting (chronic).

Most people with liver disease report abdominal pain. Pain in your liver itself can feel like a dull throbbing pain or a stabbing sensation in your right upper abdomen just under your ribs. General abdominal pain and discomfort can also be related to swelling from fluid retention and enlargement of your spleen and liver caused by cirrhosis.

Pain can come both from the diseases that lead to cirrhosis and/or cirrhosis can make the pain from existing diseases worse. For instance, if you have non-alcoholic fatty liver disease and are obese, you may also have osteoarthritis and cirrhosis makes your bone and joint pain worse. Cirrhosis also causes an inflammatory state in your entire body. Inflammation and your body’s reaction to inflammation can cause general pain.

What causes cirrhosis?

The most common causes of cirrhosis of the liver are:

  • Alcohol abuse (alcohol-related liver disease caused by long-term [chronic] use of alcohol).
  • Chronic viral infections of the liver (hepatitis B and hepatitis C).
  • Fatty liver associated with obesity and diabetes and not alcohol. This condition is called non-alcoholic steatohepatitis.

Anything that damages the liver can lead to cirrhosis. Other causes include:

  • Inherited diseases:
  • Autoimmune hepatitis (your body’s own immune system attacks healthy liver tissue causing damage).
  • Diseases that damage or block bile ducts in the liver (tubes that carry bile from the liver to other parts of digestive system; bile helps digest fats):
    • Primary biliary cholangitis (bile ducts become injured, then inflamed, then permanently damaged).
    • Primary sclerosing cholangitis (inflammation of the bile ducts leads to scarring and narrowing of the ducts and buildup of bile in the liver).
    • Blocked bile duct (can cause infections, backup of products in the liver).
    • Biliary atresia (infants are born with poorly formed or blocked bile ducts, causing damage, scarring, loss of liver tissue and cirrhosis).
  • Chronic heart failure (causes fluid to back up in your liver, swelling in other areas of your body and other symptoms).
  • Rare diseases, such as amyloidosis, in which abnormal deposits in the liver of an abnormal protein called amyloid disrupts normal liver function.

Changes from liver diseases that lead to cirrhosis are gradual. Liver cells are injured and if injury – from whatever cause – continues, liver cells start to die. Over time, scar tissue replaces the damaged liver cells and the liver can’t function properly.

What are the complications of cirrhosis?

There are many complications of cirrhosis of the liver. Because cirrhosis develops over many years, some of these complications may be your first noticeable signs and symptoms of the disease.

Portal hypertension: This is the most common serious complication. Portal hypertension is an increase in the pressure in your portal vein (the large blood vessel that carries blood from the digestive organs to the liver). This increase in pressure is caused by a blockage of blood flow through your liver as a result of cirrhosis. When blood flow through veins is partially blocked, veins in your esophagus, stomach or intestines can become enlarged (a condition called varices). As the pressure in these veins builds, the veins can bleed or even burst, causing severe internal bleeding.

Additional complications of portal hypertension include:

  • Swelling (edema) in your legs, ankles or feet.
  • Buildup of fluids in your abdomen (called ascites).
  • Swelling/enlargement of your spleen (splenomegaly).
  • Formation and dilation (expansion) of blood vessels in the lungs (hepatopulmonary syndrome), leading to low levels of oxygen in the blood and body and shortness of breath.
  • Failure of kidney function as a result of having portal hypertension as a complication of cirrhosis (hepatorenal syndrome). This is a type of kidney failure.
  • Confusion, difficulty thinking, changes in your behavior, even coma. This occur when toxins from your intestines aren’t removed by your damaged liver and circulate in the bloodstream and buildup in your brain (a condition called hepatic encephalopathy).

Hypersplenism: Hypersplenism is an overactive spleen. This condition causes quick and premature destruction of blood cells.

Infections: Cirrhosis increases your risk of getting and fighting serious infections, such as bacterial peritonitis (infection of the tissue that lines the inner wall of your abdomen).

Malnutrition: Your liver processes nutrients. A damaged liver makes this more difficult and leads to weight loss and general weakness.

Liver cancer: Most people who develop liver cancer have cirrhosis of the liver.

Liver failure: Many diseases and conditions cause liver failure including cirrhosis of the liver. As its name implies, liver failure occurs when your liver isn’t working well enough to perform its many functions.

DIAGNOSIS AND TESTS

How is cirrhosis of the liver diagnosed?

Your healthcare provider will first ask about your medical history and over-the-counter and prescription drug use. They will also ask about any supplements or herbal products you may take. Your provider may suspect you have cirrhosis if you have a long history of alcohol abuse, injectable drug abuse or have had hepatitis B or C and have the symptoms listed in this article.

To diagnosis cirrhosis, your provider will perform a physical exam and may order one or more of the following tests:

  • Physical exam: Your doctor will examine you, looking for the signs and symptoms of cirrhosis including: the red, spider-like blood vessels on your skin; yellowing of your skin or whites of your eyes; bruises on your skin; redness on your palms; swelling, tenderness or pain in your abdomen; enlarged firmer-feeling, bumpy texture to the lower edge of your liver (the part of your liver below the rib cage that can be felt).
  • Blood tests: If your doctor suspects cirrhosis, your blood will be checked for signs of liver disease. Signs of liver damage include:
    • Lower than normal levels of albumin and blood clotting factors (lower levels means your liver has lost its ability to make these proteins).
    • Raised levels of liver enzymes (suggests inflammation).
    • Higher level of iron (may indicate hemochromatosis).
    • Presence of autoantibodies (may indicate autoimmune hepatitis or primary biliary cirrhosis).
    • Raised bilirubin level (suggests liver isn’t working properly to remove bilirubin from the blood).
    • High white blood cell count (indicates an infection).
    • High creatinine level (a sign of kidney disease that suggests late-stage cirrhosis).
    • Lower levels of sodium (is an indicator of cirrhosis).
    • Raised level of alfa-fetoprotein (indicates presence of liver cancer).

In addition, other blood work will include a complete blood count to look for signs of infection and anemia caused by internal bleeding and a viral hepatitis test to check for hepatitis B or C.

  • Imaging tests: Imaging test show the size, shape and texture of the liver. These tests can also determine the amount of scarring, the amount of fat you have in your liver and fluid in your abdomen. Imaging tests of your liver that could be ordered include computerized tomography (CT) scanabdominal ultrasound and magnetic resonance imaging (MRI). A special ultrasound, called a transient elastography, measures the fat content and amount of stiffness in your liver. Two different types of endoscopies might be ordered: an endoscopic retrograde cholangiopancreatography to detect bile duct problems, and/or upper endoscopy to detect enlarged veins (varices) or bleeding in your esophagus, stomach or intestines.
  • Biopsy: A sample of liver tissue (biopsy) is removed from your liver and examined under the microscope. A liver biopsy can confirm a diagnosis of cirrhosis, determine other causes or extent of liver damage or enlargement or diagnosis liver cancer.

Are there stages of cirrhosis?

If you have been diagnosed with cirrhosis of the liver, you are already beyond the early stages of liver disease. Having cirrhosis means your liver has scar tissue in it because it has been damaged.

Liver specialists and researchers have developed many different scoring systems to predict outcome and to guide treatment for chronic liver disease. Some specific liver diseases also have their own scoring systems. However, not every liver disease has a scoring system and there’s no scoring system if you happen to have more than one liver disease at the same time.

For these reasons, perhaps it’s easier to talk about cirrhosis according to a classification system you are more likely to hear from your healthcare provider. He or she may refer to you having either compensated cirrhosis or decompensated cirrhosis.

Compensated cirrhosis means you have cirrhosis but you don’t yet have noticeable symptoms (you are asymptomatic). Your lab work and imaging findings may not be abnormal. A liver biopsy may be the only way to confirm a diagnosis of cirrhosis. Median survival in patients with compensated cirrhosis is approximately nine to 12 years. (Median is the middle point in set of numbers, so an equal number of individuals survived less than 9 to 12 years as the number of individuals who survived over this time range.)

Decompensated cirrhosis means your cirrhosis has worsened to the point that you have noticeable symptoms. Your healthcare provider recognizes your condition based on your history, physical and lab findings. You have at least one complication, which includes jaundice, ascites, hepatic encephalopathy, hepatorenal syndrome, variceal bleeding or liver cancer. You are usually admitted to the hospital for care. Median survival in patients with decompensated cirrhosis is approximately two years.

MANAGEMENT AND TREATMENT

Is there a cure for cirrhosis of the liver?

No, there is no cure for cirrhosis. The damage already done to your liver is permanent. However, depending on the underlying cause of your cirrhosis, there may be actions you can take to keep your cirrhosis from getting worse. These actions include:

  • Stop drinking alcohol.
  • Treat chronic hepatitis (if you have it).
  • Avoid medications that stress the liver.
  • Eat a healthy, well-balanced, low-fat diet, such as the Mediterranean diet.

Follow other tips listed under the Prevention section in this article.

What are the goals of cirrhosis treatment?

The goals of treatment for cirrhosis of the liver are to:

  • Slow further damage to your liver.
  • Prevent and treat symptoms.
  • Prevent and treat complications.

How is cirrhosis of the liver treated?

Treatment depends on what’s causing your cirrhosis and how much damage exists.

Although there is no cure for cirrhosis, treatments can delay or stop its progress and reduce complications.

Treatments for the causes of cirrhosis are as follows:

  • Alcohol-related liver disease: If you’ve developed cirrhosis from alcohol abuse, stop drinking alcohol. If you need help, ask your healthcare provider for recommendations for alcohol addiction treatment programs.
  • Hepatitis B or C: Several approved antiviral medications are available to treat hepatitis types B and C.
  • Nonalcoholic fatty liver disease: Management of nonalcoholic fatty liver disease includes losing weight, following a healthy diet, getting physical exercise and following your provider’s instructions for managing your diabetes.
  • Inherited liver diseases: Treatment depends on the specific inherited disease. Treatments are aimed at treating symptoms and managing complications. Treatment of alfa-1 antitrypsin deficiency may include medicine to reduce swelling in your abdomen and legs, antibiotics to treat infections and other medicines for complications. For hemochromatosis, treatment is to remove blood to reduce the level of iron in your blood. For Wilson disease, treatment is medicines to remove copper from your body and zinc to prevent absorption of cooper. For cystic fibrosis, medications are prescribed to improve lung function, methods to clear mucous and treatment of complications. Treatment for glycogen storage diseases that involve the liver is to keep glucose at the right level.
  • Autoimmune hepatitis: Treatment includes medications to suppress your immune system.
  • Diseases that damage or block bile ducts in the liver: Treatments include medications such as ursodiol (Actigall®) or surgery to open narrowed or blocked bile ducts.
  • Heart failure: Treatment depends on the cause and stage of your heart failure. Medications include drugs to treat high blood pressure, reduce cholesterol, remove excess fluids (edema) from your body and improve heart pumping function. Other treatments include implantation of devices to help pump blood or monitor heart rhythm, surgeries to unblock arteries or replace or repair heart valves and transplant surgery to replace your heart.
  • Medications that may be contributing to cirrhosis: Your provider will review all of your medications to determine if any are causing problems for your liver and if so, stop the drug, lower the dosage or change to a different drug if possible.

How are the complications of cirrhosis treated?

Portal hypertension: Portal hypertension is mainly the result of chronic end-stage liver disease. Treatment consists of treating its many complications. Treatments of portal hypertension include:

  • Giving beta blockers or nitrates to lower blood pressure in your veins.
  • Cutting off blood flow through the varices to stop or reduce further bleeding with procedure using tiny elastic bands (band ligation) or with sclerotherapy.
  • Redirecting blood from the portal vein to reduce pressure in the portal vein and to control variceal bleeding. This is achieved using either one of two techniques – distal splenorenal shunt or transjugular intrahepatic portosystemic shunt.
  • Prescribing lactulose to absorb toxins in the blood that result from hepatic encephalopathy, which cause symptoms including confusion and other mental changes.
  • Draining excess fluid in your abdomen (ascites) in a procedure called paracentesis or taking a diuretic medication to decrease extra fluids (edema) in your legs and other areas of your body.

Bacterial peritonitis: Antibiotics and infusion of a protein (albumin) will be prescribed. Typically patients are admitted to the hospital for treatment and monitoring. Following a diagnosis of bacterial peritonitis, an oral antibiotic will be prescribed for daily use to prevent recurrence of infection.

Liver cancer: Treatment depends on the stage of your cancer and other factors. One or more treatments may be tried. Options include surgery to remove part of your liver or your whole liver (to be replaced with a new liver as part of a liver transplantation) and nonsurgical tumor-destroying methods including ablationchemotherapy, targeted therapy (drugs zero in on cancer genes or tissue), immunotherapy and radiation bead therapy (inject bead that give off radiation into the blood vessels that feed the tumor).

Kidney failure: Treatment may include medication, dialysis and kidney transplant, depending on the cause and extent of failure.

Liver failure: Treatment depends on if you have acute or chronic failure. For chronic liver failure, diet and lifestyle changes include stopping alcohol and medications that harm the liver; eating less red meat, cheese and eggs; losing weight; controlling high blood pressure and diabetes and cutting down on salt.

Acute treatments for liver failure include intravenous fluids to maintain blood pressure, laxatives to help flush toxins from the body and blood glucose monitoring.

If you have either acute or chronic liver failure, your liver specialist may recommend a liver transplant. Liver transplants can come from a living or deceased donor. Only a portion of the donor liver needs to be transplanted. The liver is the only human organ capable of growing back.

Many tests are required of both you (the liver transplant recipient) and the person donating a portion of their liver or the cadaver liver (liver from a deceased person). If your doctors determine that you need a liver transplant, you will be placed on a national liver transplant waiting list, which lists patients by blood type, body size and severity of end-stage liver disease.

PREVENTION

How can I prevent cirrhosis of the liver?

Food and drink issues:

  • Don't abuse alcohol. If you do drink alcohol, limit how much you drink and how often. If you drink more than two drinks a day if you are a man or more than one if you are a woman, you are increasing your risk. A drink is a glass of wine or a 12-ounce can of beer or a 1.5 ounce serving of hard liquor. If you have liver disease, you should not drink alcohol at all.
  • Eat a well-balanced, low-fat diet, such as the Mediterranean diet. A well-balanced healthy diet consists of fruits, vegetables, lean proteins and whole grains.
  • Don’t eat raw seafood, especially oysters and clams. These foods can contain a bacteria that can cause serious illness.
  • Cut back on the amount of salt in your diet. Use other seasonings to flavor your foods.

Healthy body habits:

  • Maintain a healthy weight. Excess body fat can damage your liver. Ask your healthcare provider for a weight loss plan if you are overweight.
  • Exercise regularly.
  • See your healthcare provider regularly for check-ups. Follow medical recommendations to control obesity, diabetes, hypertension (high blood pressure) and cholesterol (high bad cholesterol [LDL] and/or low good cholesterol [HDL]) and high triglycerides.
  • Quit smoking if you smoke.

Healthy liver practices:

  • Avoid high-risk behaviors that can lead to infection with hepatitis B or C, such as sharing needles for illegal drug use or having unprotected sex.
  • Get vaccinated against hepatitis B. If you already have hepatitis, ask your provider if drug treatment is appropriate for you.
  • Get your annual flu shot and ask if a pneumonia vaccine makes sense for you (people with cirrhosis are more likely to get infections).
  • Avoid nonsteroidal anti-inflammatory drugs (such as ibuprofen [Advil®, Motrin®] indomethacin [Indocin®] celecoxib [Celebrex®] and aspirin) and high doses of acetaminophen (Tylenol®). Acetaminophen can be taken safely at a dose up to 2,000 mg daily. These drugs can cause or worsen liver function.
  • Take all medications and keep all appointments as recommended by your healthcare provider.

OUTLOOK / PROGNOSIS

What can I expect if I have cirrhosis?

Damage already done to your liver is permanent. But your liver is a large organ. If part of your liver is still working, you might be able to slow the progression of disease, depending on its cause. For instance, if your cirrhosis is caused by alcohol abuse, you need to stop drinking immediately. If you are obese or have diabetes, you will need to lose weight and manage your blood sugar so you can lower the damage caused by fatty liver disease.

You and your healthcare provider or team will work together to determine what’s causing your cirrhosis and what complications may have resulted from your cirrhosis and treat them accordingly.

What’s the life expectancy for people with cirrhosis?

Life expectancy depends on several factors including the cause and severity of your cirrhosis, your response to treatments, presence of cirrhosis complications, your age and any other existing general health problems. Ask your liver specialist about your life expectancy since every person is unique, with unique overall health issues and specific liver health issues.

If your cirrhosis is advanced, liver transplantation may be an option. You and your doctors will discuss if this is an option for you.

What’s a Child-Turcotte-Pugh score and MELD score?

A Child-Turcotte-Pugh (CTP) score, also known simply as the Child-Pugh score, is a clinical score that tells your doctors how severe your liver disease is and forecasts your expected survival rate. The scoring system provides a score on the presence of five clinical measures (the lab values of bilirubin, serum albumin and prothrombin time; presence of ascites and hepatic encephalopathy) and the degree of severity of each of these measures.

Child-Turcotte-Pugh Score
Class Status Severity of Liver Disease Two-Year Survival Rate
Class A Mild 85%
Class B Moderate 60%
Class C Severe 35%

The Model for End-stage Liver Disease (MELD) score is a score that is used to rank the urgency for a liver transplant. The worse your liver function is, the higher your MELD score and the higher your position is on the transplant list. The Pediatric End-stage Liver Disease (PELD) score is similar to MELD but is a scoring system for children under the age of 12.

LIVING WITH

When should I call 911 or go to the emergency room?

If you have cirrhosis and experience the following, call 911:

  • Your poop (stools) are black and tarry or contain blood (may be maroon or bright red in color).
  • You are vomiting blood.
  • The whites of your eyes are turning yellow.
  • You have difficulty breathing.
  • You have abdominal swelling.
  • You have muscle tremors or shakiness.
  • You are confused, irritable, disoriented, sleepy, forgetful or “foggy.”
  • You have a change in your level of consciousness or alertness; you pass out.

What type of healthcare providers will treat my cirrhosis?

Depending on the stage of your cirrhosis, different healthcare providers may be involved in your care. Healthcare professionals likely to be part of your care team include:

  • Your primary care provider.
  • Gastroenterologist (doctor who specializes in conditions of your digestive tract).
  • Hepatologist (doctor who specializes in conditions of your liver).
  • Nephrologist (doctor who specializes in conditions of your kidney).
  • Dietitian.
  • Members of a liver transplant team include: hepatologist, transplant surgeon, anesthesiologist, infectious disease specialist, nephrologist, dietitian, transplant pharmacist, physical and occupational therapist, case manager/social worker and nurses.

A note from Cleveland Clinic

Cirrhosis of the liver is a late-stage result of liver disease and its complications. Cirrhosis causes your liver to not function properly. Your liver plays a vital role in many of the processes and functions that keep you alive.

Although scarring from liver disease causes permanent damage, it’s still possible to live a long life. Depending on the underlying cause, it’s possible to slow or stop cirrhosis from worsening. Many of the causes and complications that lead to cirrhosis are treatable or manageable. If you drink alcohol, stop. If you have nonalcoholic fatty liver disease, lose weight and control your metabolic risk factors. If you have diabetes, make sure you are following your healthcare provider’s management recommendations. Take all medications for all your medical conditions as directed by your healthcare team. Get vaccinated for hepatitis A and B.

If you have end-stage cirrhosis, don’t lose hope. You and your healthcare team will work together to closely manage your condition and put you on a wait list for a donor liver.

 

 

 

 

 

 

ท้องมาน การรักษา

การตรวจการทำงานของตับ ตับอักเสบ ไขมันพอกตับ

https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/15572-cirrhosis-of-the-liver

https://www.nhs.uk/conditions/cirrhosis/

https://www.webmd.com/digestive-disorders/understanding-cirrhosis-basic-information

https://www.medicinenet.com/cirrhosis/article.htm

https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/cirrhosis/symptoms-causes/syc-20351487