
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
หากคุณสังเกตเห็นว่า "ปัสสาวะเป็นฟองมาก" ผิดปกติ ร่วมกับมีอาการ "บวม" ที่หน้าในตอนเช้าและขาในตอนบ่าย นี่อาจไม่ใช่แค่โรคไตธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของ "Nephrotic Syndrome" (เนโฟรติก ซินโดรม) หรือ "กลุ่มอาการโปรตีนรั่วในปัสสาวะ"
ภาวะนี้เกิดจากหน่วยกรองของไต (Glomerulus) เกิดความเสียหายจนไม่สามารถกักเก็บ "โปรตีน" ไว้ในเลือดได้ ทำให้โปรตีนรั่วไหลออกมาในปัสสาวะปริมาณมหาศาล ส่งผลกระทบต่อสมดุลของเหลวและระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย
แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้เมื่อพบอาการครบ 4 ข้อหลัก (Tetrad) ดังนี้ :
โปรตีนในปัสสาวะสูงมาก (Heavy Proteinuria): มีโปรตีนรั่วออกมามากกว่า 3.5 กรัม ต่อวัน (หรือค่า PCR/UPCR > 3.5 g/g)
ระดับโปรตีนในเลือดต่ำ (Hypoalbuminemia): ค่าอัลบูมินในเลือดต่ำกว่า 3.0 (หรือ 3.5) g/dL
อาการบวม (Edema): บวมทั่วตัว โดยเฉพาะหนังตา ใบหน้า ขา และเท้า
ไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemia): ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น (เนื่องจากตับพยายามสร้างไขมันชดเชยโปรตีนที่หายไป)
อาการที่ผู้ป่วยจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ:
บวมน้ำ (Edema): เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักเริ่มบวมที่ "หนังตาและใบหน้า" ในตอนเช้า และบวมที่ "ข้อเท้าและเท้า" ในช่วงบ่าย หากรุนแรงอาจมีน้ำในช่องท้อง (ท้องมาน) หรือน้ำท่วมปอด
ปัสสาวะเป็นฟอง (Foamy Urine): ฟองละเอียด หนา และไม่หายไปง่ายๆ (เกิดจากโปรตีนที่รั่วออกมาทำปฏิกิริยากับน้ำ)
น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น: จากการคั่งของน้ำในร่างกาย
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร: จากการสูญเสียสารอาหารและโปรตีน

สาเหตุแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ:
เกิดจากความผิดปกติที่ตัวไตเอง พบบ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
Minimal Change Disease (MCD): สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดใน "เด็ก"
Focal Segmental Glomerulosclerosis (FSGS): ทำให้เกิดแผลเป็นในหน่วยไต พบบ่อยในผู้ใหญ่
Membranous Nephropathy (MN): สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของ Nephrotic Syndrome ใน "ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ"
เกิดจากโรคอื่นที่ไปทำลายไต
โรคเอสแอลอี (SLE / Lupus Nephritis): โรคแพ้ภูมิตัวเอง
การติดเชื้อ: เช่น ไวรัสตับอักเสบ บี หรือ ซี (Hepatitis B/C), HIV
ยาบางชนิด: เช่น ยาแก้ปวด NSAIDs
โรคมะเร็ง: เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว
การเสียโปรตีนทางปัสสาวะ ทำให้ร่างกายเสีย "ภูมิต้านทาน" และ "สารต้านการแข็งตัวของเลือด" ไปด้วย นำไปสู่:
ลิ่มเลือดอุดตัน (Thrombosis): เลือดจะข้นและแข็งตัวง่าย เสี่ยงต่อลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดดำที่ขา (DVT) หรือหลุดไปอุดตันที่ปอด (PE) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
ติดเชื้อง่าย: เพราะเสียโปรตีนภูมิคุ้มกัน (Immunoglobulins) ไปกับปัสสาวะ
ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury): หากระดับโปรตีนในเลือดต่ำมากจนเลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ
โรคหัวใจและหลอดเลือด: จากภาวะไขมันในเลือดที่สูงขึ้นมาก
ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อดูปริมาณโปรตีน UPCR
ตรวจเลือด: ดูระดับอัลบูมิน, ไขมัน, และการทำงานของไต (BUN/Cr)
การเจาะชิ้นเนื้อไต (Kidney Biopsy): จำเป็นมากใน "ผู้ใหญ่" เพื่อระบุสาเหตุที่แท้จริง (เช่นว่าเป็น MCD, FSGS หรือ MN) เพื่อเลือกยากดภูมิที่ถูกต้อง (ในเด็กมักเริ่มรักษาเลยโดยไม่ต้องเจาะ)
1. การรักษาประคับประคอง (สำหรับทุกคน):
ลดโปรตีนรั่วและลดความดัน: ใช้ยา ACE inhibitors (เช่น Enalapril) หรือ ARBs (เช่น Losartan) ซึ่งเป็นยาหลักที่ช่วยลดแรงดันในไตและลดโปรตีนรั่วได้
ลดบวม: ใช้ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) และ จำกัดโซเดียม (< 2,000 mg/วัน)
ลดไขมัน: ใช้ยาลดไขมันกลุ่ม Statins
ป้องกันลิ่มเลือด: แพทย์อาจพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง
2. การรักษาจำเพาะ (ตามสาเหตุ):
หากเกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายไต (เช่น MCD, FSGS, MN, Lupus) จำเป็นต้องใช้ ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressants) เช่น:
สเตียรอยด์ (Prednisolone)
Cyclophosphamide หรือ Cyclosporine
ยาใหม่ๆ เช่น Rituximab (สำหรับ Membranous Nephropathy)
สรุป: Nephrotic Syndrome เป็นภาวะที่รักษาได้ แต่ต้องอาศัยความอดทนในการทานยาและปฏิบัติตัว การลดเค็มและทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดโปรตีนรั่วและป้องกันภาวะไตวายในอนาคตได้
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว