
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
การทราบว่าคุณอยู่ใน "ระยะ" ใดของโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease - CKD) เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้คุณและแพทย์สามารถวางแผนการรักษาเพื่อ "ชะลอ" การเสื่อมของไต และป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้อย่างตรงจุด
ในอดีต เรามักแบ่งระยะของโรคไตโดยดูจากค่า eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) หรือ "อัตราการกรองของไต" เพียงอย่างเดียว แต่ในปัจจุบัน แนวทางสากล (KDIGO) แนะนำให้ประเมินความรุนแรงของโรคโดยใช้ 2 ปัจจัยร่วมกันเสมอ:
อัตราการกรองของไต (GFR): บอกว่าไตกรองของเสียได้ดีแค่ไหน (แบ่งเป็น 5 ระยะ G1-G5)
ระดับอัลบูมินในปัสสาวะ (Albuminuria): บอกว่ามี "โปรตีนรั่ว" ออกมาในปัสสาวะมากแค่ไหน (แบ่งเป็น 3 ระดับ A1-A3)
วิธีที่ดีที่สุดในการประเมินความรุนแรงของโรคไต คือการดูว่าค่า GFR (G) และค่า Albuminuria (A) ของคุณตกอยู่ที่ช่องไหนในตารางนี้ ยิ่งสีเข้ม (ส้ม, แดง) ยิ่งหมายความว่ามีความเสี่ยงสูงที่ไตจะเสื่อมเร็วขึ้น
ระดับ GFR (G Stages):
G1: GFR > 90 (การทำงานปกติ)
G2: GFR 60-89 (การทำงานลดลงเล็กน้อย)
G3a: GFR 45-59 (การทำงานลดลงปานกลาง)
G3b: GFR 30-44 (การทำงานลดลงปานกลาง)
G4: GFR 15-29 (การทำงานลดลงมาก)
G5: GFR < 15 (ภาวะไตวายระยะสุดท้าย)
ระดับ Albuminuria (A Stages) (ค่า uACR):
A1: < 30 mg/g (ปกติ หรือรั่วเล็กน้อย) - ความเสี่ยงต่ำ (สีเขียว)
A2: 30-300 mg/g (รั่วปานกลาง) - ความเสี่ยงปานกลาง (สีเหลือง)
A3: > 300 mg/g (รั่วรุนแรง) - ความเสี่ยงสูง/สูงมาก (สีส้ม/แดง)
ข้อสำคัญ: คนไข้ที่มี GFR อยู่ในระยะที่ 1 (G1 > 90) แต่มีโปรตีนรั่วระดับ A3 (สีแดง) อาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนไข้ในระยะที่ 3 (G3a) ที่ไม่มีโปรตีนรั่วเลย (A1 - สีเขียว) ก็ได้
การดำเนินของโรคไตเรื้อรังไปสู่ไตวาย
เราจะประเมินจากผลการตรวจโปรตีนในปัสสาวะและอัตรากรองของไต
ตารางแสดงความสัมพันธ์ของ uACR และภาวะไตเสื่อมกับการดำเนินของโรคไต
<30 mg/g 30-300mg/g >300 mg/g ไตเรื้อรังระยะ1 ไตเรื้อรังระยะ2 ไตเรื้อรังระยะ3a ไตเรื้อรังระยะ3b ไตเรื้อรังระยะ4 ไตเรื้อรังระยะ5 สีจะแสดงความเสี่ยงของการเกิดโรคไต
นี่คือรายละเอียดของโรคไตในแต่ละระยะ (G Stages) ตามความเข้าใจแบบดั้งเดิม:
ค่า GFR: 90 ml/min/1.73m² ขึ้นไป
ความหมาย: อัตราการกรองของไตยัง "ปกติ" แต่ต้องมี "หลักฐานความเสียหายของไต" อย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ตรวจพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ (Albuminuria), ตรวจพบเลือดในปัสสาวะ, หรือมีความผิดปกติทางโครงสร้างจากการอัลตราซาวด์
อาการ: มักจะ ไม่มีอาการ ใดๆ เลย
การดูแล:
รักษาโรคประจำตัว (เบาหวาน, ความดัน) ให้ดีที่สุด
ปรับพฤติกรรม: งดสูบบุหรี่, ควบคุมน้ำหนัก, ออกกำลังกาย, ทานอาหารสุขภาพ (ลดเค็ม)
ความถี่ติดตาม: ทุก 12 เดือน (หากพบโปรตีนรั่ว ควรติดตามทุก 6 เดือน)
ค่า GFR: 60 - 89 ml/min/1.73m²
ความหมาย: อัตราการกรองของไต "ลดลงเล็กน้อย" และยังคงต้องมี "หลักฐานความเสียหายของไต" (เช่น โปรตีนรั่ว) ร่วมด้วย
อาการ: โดยทั่วไปยัง ไม่มีอาการ
การดูแล: เหมือนกับระยะที่ 1 คือการควบคุมโรคต้นเหตุอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น
ความถี่ติดตาม: ทุก 12 เดือน (หากพบโปรตีนรั่ว ควรติดตามทุก 6 เดือน)
ระยะนี้ถือเป็นจุดสำคัญ เพราะการทำงานของไตลดลงชัดเจน และมักเริ่มพบภาวะแทรกซ้อน
โรคไตระยะ 3a:
ค่า GFR: 45 - 59 ml/min/1.73m²
โรคไตระยะ 3b:
ค่า GFR: 30 - 44 ml/min/1.73m²
อาการ: ส่วนใหญ่ยังไม่มีอาการ แต่อาจเริ่มมีอาการบางอย่าง เช่น บวมที่เท้าหรือใบหน้า, ปวดหลัง (บริเวณไต), ปัสสาวะบ่อยหรือน้อยผิดปกติ
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเริ่มระวัง: ความดันโลหิตสูง (ที่คุมยากขึ้น) และ ภาวะโลหิตจาง (ซีด) (จากการขาดฮอร์โมน EPO)
การดูแล: ควบคุมโรคประจำตัวเข้มงวด, พบนักโภชนาการเพื่อ "คุมอาหาร" (โดยเฉพาะโปรตีนและเกลือ) และเริ่มรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น
ความถี่ติดตาม: อย่างน้อยทุก 6 เดือน (หากระดับไตคงที่และโปรตีนรั่วน้อย อาจพิจารณาทุก 12 เดือน)
ค่า GFR: 15 - 29 ml/min/1.73m²
ความหมาย: การทำงานของไต "ลดลงมาก" เป็นระยะสุดท้ายก่อนเข้าสู่ภาวะไตวาย
อาการ: มักเริ่มมีอาการชัดเจน เช่น บวมที่มือและเท้า, อ่อนเพลีย (จากภาวะโลหิตจาง), เบื่ออาหาร, คันตามผิวหนัง, ปัสสาวะน้อยลง
ภาวะแทรกซ้อน: ความดันโลหิตสูง, โลหิตจาง, และเริ่มมีภาวะของเสียคั่ง (Uremia) และเกลือแร่ผิดปกติ (เช่น ฟอสฟอรัสสูง)
การดูแล:
พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต (Nephrologist) สม่ำเสมอ
ควบคุมอาหารและยาอย่างเข้มงวดที่สุด
วางแผนการรักษาทดแทนไต (RRT): นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเริ่มคุยกับแพทย์เพื่อ "เตรียมตัว" เลือกวิธีการรักษา เช่น การฟอกเลือด (Hemodialysis), การล้างไตทางช่องท้อง (PD), หรือการปลูกถ่ายไต (Transplantation)
ความถี่ติดตาม: อย่างน้อยทุก 3 เดือน (หากคงที่ อาจพิจารณาทุก 6 เดือน)
ค่า GFR: น้อยกว่า 15 ml/min/1.73m²
ความหมาย: ภาวะไตวายระยะสุดท้าย (End-Stage Renal Disease - ESRD) ไตไม่สามารถทำงานเพื่อรักษาสมดุลร่างกายได้อีกต่อไป
อาการ: มีอาการของเสียคั่ง (Uremia) ชัดเจนมาก เช่น คลื่นไส้, อาเจียน, เบื่ออาหารรุนแรง, น้ำหนักลด, คันตามผิวหนังอย่างรุนแรง, เป็นตะคริว, หายใจเหนื่อยหรือหอบ (จากภาวะน้ำเกินหรือเลือดเป็นกรด)
การดูแล:
ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต (RRT) เพื่อประคับประคองชีวิต คือ การฟอกเลือด, การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไต
ความถี่ติดตาม: อย่างน้อยทุก 3 เดือน (หรือบ่อยกว่านั้นตามแผนการรักษา)
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว