ยาต้นการแข็งตัวของเลือด warfarin

ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา

  • ยานี้ใช้เพื่อป้องกันการเกิดและการขยายตัวของลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ
  • ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในผู้ที่มีปัญหาหัวใจเต้นแบบสั่นพริ้ว Atrial fibrillation หรือมีภาวะหัวใจวาย
  • หรือใช้เพื่อป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำ (venous thrombosis) หรือภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดที่ปอด (pulmonary embolism)

วิธีใช้ยา 

  • โดยทั่วไปรับประทานวันละ 1 ครั้งหากไม่แน่ใจวิธีรับประทานยา ต้องแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หรือให้ใช้ยานี้ตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด โดยห้ามใช้ยาในขนาดที่มากหรือน้อยกว่าที่ระบุ และหากมีข้อสงสัยให้สอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
  • รับประทานยานี้ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ แต่ควรรับประทานยาให้ตรงเวลาทุกครั้ง
  • หากจะต้องทำฟันต้องแจ้งทันตแพทย์ว่ารับประทานยานี้ และห้ามหยุดนี้ก่อนที่จะปรึกษาแพทย์ที่รักษาท่านอยู่
  • แพทย์อาจปรับขนาดยาตามผลการตรวจเลือด ดังนั้นควรถามแพทย์ทุกครั้งว่ามีการเปลี่ยนยาหรือไม่ หรือเมื่อรับยาแล้วหากมีการเปลี่ยนชนิดของยา หรือวิธีรับประทานยาโดยที่แพทย์ไม่ได้แจ้ง ต้องกลับไปถามแพทย์ทุกครั้ง
  • โดยทั่วไปแพทย์จะใช้ยาชื่อการค้าเดียวกัน แต่ในบางกรณีที่จะต้องใช้ยาสองชนิดหรือสองขนาด ดังนั้นควรจะเข้าใจวิธีการใช้ยาอย่างถูกต้อง
  • ไม่ควรซื้อยาอื่นๆมารับประทานโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อน
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในระหว่างที่รับประทานยานี้อยู่

สิ่งที่ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบ 

  • มีประวัติแพ้ยา warfarin หรือแพ้ยาอื่นๆ
  • ต้องแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชเกี่ยวกับยา วิตามิน หรือสมุนไพรที่รับประทานอยู่ทุกชนิดแม้ว่าจะรับประทานยานั้นอยู่ก่อนเป็นเวลานาน โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดเช่นกลุ่มยาแก้ปวด แอสไพริน
  • ยาสมุนไพรเช่น bromelains, coenzyme Q10 (Ubidecarenone), cranberry, danshen, dong quai, กระเทียม, ใบแปะก๊วย,โสม,และ St. John's wort ยาเหล่านี้มีผลต่อยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • ท่านต้องแจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคประจำตัวเช่น โรคตับ ไต ต่อมไทรอยด์ ลำไส้อักเสบ diverculitis โรคเลือด โรคเบาหวาน โรคสะเก็ดเงิน ลิ้นหัวใจอักเสบ ภาวะขาดโปรตีนหรือวิตามิน หรือ การผ่าตัดที่ผ่านมาไม่นาน
  • ตั้งครรภ์ หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
  • หากต้องเข้ารับการผ่าตัด ทำฟัน หรือฉีดวัคซีน เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ หรือยาฉีดอื่นๆที่ฉีดเข้ากล้าม ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทำการรักษา
  • ประวัติการดื่มสุรา

ห้ามรับประทานอาหารอะไรบ้าง

ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดควรจะรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และให้หลีกเลี่ยงดังต่อไปนี้

  • หากจะลดน้ำหนักโดยการเปลี่ยนแปลงอาหารต้องปรึกษาแพทย์และเภสัช
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานผักใบเขียวที่มากกว่าปกติ
  • หลีกเลี่ยงอาหารมันที่ปรุงจากน้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง canola เพราะน้ำมันเหล่านี้มีวิตามินเค สูง
  • หลีกเลี่ยงน้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของ cranberries

อาการที่บอกว่ามีผลข้างเคียงของยา

ถ่ายดำ
จ้ำเลือด

ภาพจาก www.sclero.org

  • ถ่ายอุจาระดำ หรือเป็นเลือด
  • ไอเสมหะปนเลือด
  • ประจำเดือนมามาก
  • ปัสสาวะเป็นเลือด
  • อาเจียนเป็นเลือดหรือดำ
  • ตุ่มเลือดใต้ผิวหนัง
  • เกิดจ้ำเลือดได้ง่าย
  • เลือดออกง่าย

หากเกิดอาการดังต่อไปนี้ต้องหยุดยาและไปพบแพทย์ทันที

  • ปวด บวม หรือมีการเปลี่ยนแปลงสีของผิวหนัง
  • มีอาการปวดแบบปัจจุบันของเท้า เกิดแผลที่เท้า สีของนิ้วเท้าเป็นสีม่วง
  • มีอาการปวดแบบปัจจุบัน และนิ้วมือหรือนิ้วเท้ามีการเปลี่ยนเป็นสีม่วง
  • ปวดศีรษะมากแบบเฉียบพลัน หรือมีอ่อนแรง
  • มีเลือดออกเช่น เลือดกำเดา ประจำเดือนมามาก ถ่ายดำ อาเจียนเป็นเลือด

ทำอย่างไรหากลืมรับประทานยาหรือใช้ยา  

  • โดยทั่วไปถ้าลืมรับประทานยา ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าเป็นเวลาที่ใกล้กับมื้อต่อไป ให้ข้ามไปรับประทานยามื้อต่อไปเลยโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า
  • จดบันทึกวันที่ลืมรับประทานยา แล้วแจ้งให้แพทย์ทราบในการพบแพทย์ครั้งต่อไป
  • ถ้าลืมรับประทานยานี้เป็นเวลา 2 วันหรือนานกว่านั้น ให้ปรึกษาแพทย์ผู้รักษาเพื่อรับคำแนะนำ

อาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา 

  1. อาการอันไม่พึงประสงค์ที่ต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันทีมีดังนี้ 
  • ผื่นคัน ผื่นลมพิษ
  • หายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงหวีด
  • กลืนลำบาก หน้า ลำคอ ริมฝีปาก ลิ้น หรือตาบวม เสียงแหบ
  • เจ็บหน้าอก ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว มือ เท้า ข้อเท้า หรือขาส่วนล่างบวม
  • มีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เบื่ออาหาร ปวดบริเวณท้องด้านขวาส่วนบน ตาหรือตัวเหลือง
  • อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ
  • เคลื่อนไหวลำบาก ชา รู้สึกแสบหรือร้อนที่ผิว
  • เลือดออกผิดปกติ เช่น หยุดไหลยาก เลือดออกในตา เหงือก หรือจมูก มีจุดแดงที่ผิว อาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะมีสีน้ำตาลเข้ม อุจจาระเป็นเลือดหรือมีสีดำเข้ม
  • ปวดหลัง เจ็บนิ้วเท้า หรือนิ้วปลายเปลี่ยนเป็นสีม่วง ตัวบวม หรือน้ำหนักขึ้นผิดปกติ เหนื่อย อ่อนเพลียผิดปกติ เจ็บบริเวณอวัยวะเพศชายเป็นเวลานานเมื่ออวัยวะเพศมีการแข็งตัว
  1. อาการอันไม่พึงประสงค์อื่นที่อาจเกิดระหว่างใช้ยา หากเป็นต่อเนื่อง หรือ รบกวนชีวิตประจำวัน ให้ แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบ มีดังนี้ 
  • การรับรสอาหารเปลี่ยนไป เบื่ออาหาร ผมร่วง มีลมในกระเพาะอาหาร

การเก็บรักษายา 

  • เก็บยานี้ในภาชนะบรรจุเดิมที่บรรจุมา ปิดภาชนะให้สนิท และเก็บให้พ้นมือเด็ก
  • เก็บยานี้ที่อุณหภูมิห้องโดยไม่ให้อยู่ในที่ร้อนมากกว่า 30 องศาเซลเซียส เช่น บริเวณที่ถูกแสงแดดโดยตรง และไม่เก็บยาในบริเวณที่เปียกหรือชื้น
  • ทิ้งยานี้เมื่อยาหมดอายุ
  • เก็บยานี้ในภาชนะที่ป้องกันแสงได้ เช่น ขวดหรือซองสีช
warfarin  

 



fb google