วิตามินเอและสุขภาพ

มีรายงานที่ไม่สอดคล้องกับรายงานเรื่องวิตามินเอกับการป้องกันมะเร็ง

  • มีการทดลองให้ beta carotene 50มิลิกรัมวันเว้นวันแก่ผู้ชาย 22000 คนพบว่าไม่ผลเสียต่อสุขภาพ
  • ที่ประเทศจีนมีการให้ beta carotene ร่วมการสารอาหารอื่นแก่คน 30000คนพบว่าการให้ beta carotene ร่วมกับ selenium vitamin E สามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งหลอดอาหารลงได้ 13
  • พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มสุรและ beta caroteneซึ่งทำให้เกิดมะเร็งเพิ่มขึ้น

ข้อคิดเห็นวิตามินเม็ดไม่สามารถทดแทนวิตามินที่มาจากอาหาร

คนควรจะได้วิตามินเอวันละเท่าไร

ตารางข้างล่างแสดงปริมาณวิตามินเอที่ควรจะได้รับต่อวัน

Age
(years)

Children
(mcg RAE)

Males
(mcg RAE)

Females
(mcg RAE)

Pregnancy
(mcg RAE)

Lactation
(mcg RAE)

1-3

300
(1,000 IU)

 

 

 

 

4-8

400
(1,320 IU)

 

 

 

 

9-13

600
(2,000 IU)

 

 

 

 

14-18

 

900
(3,000 IU)

700
(2,310 IU)

750
(2,500 IU)

1,200
(4,000 IU)

19+

 

900
(3,000 IU)

700
(2,310 IU)

770
(2,565 IU)

1,300
(4,300 IU)

สำหรับ beta carotene แนะนำให้รับประทานวันละ 3-6 มิลิกรัมต่อวันโดยการรับประทานผักหรือผลไม้วันละอย่างน้อย 5 ส่วน

รับประทานผักหรือผลไม้ที่มีวิตามินเอมาก จะมีผลเสียต่อสุขภาพหรือไม่

พบว่าไม่มีผลเสียต่อสุขภาพเพราะการเปลี่ยนแปลงเป็นวิตามินในร่างกายจะลดลง แต่จะแสดงออกมาทางผิวหนัง

การขาดวิตามินเอ

วิตามินเอกับผลต่อสุขภาพ

วิตามินเอกับมะเร็ง Vitamin A, beta carotene and cancer

เชื่อกันว่าการรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอมากจะมีอุบัติการของมะเร็งลดลง และจากการสำรวจพบว่าผู้ที่รับประทานผักใบเขียวมากจะมีอุบัติการณ์ของมะเร็งปอดต่ำ แต่จากการทดสอบพบว่าการให้ beta carotene เพื่อป้องกันมะเร็งปอดพบว่าไม่สามารถป้องกันมะเร็ง

  • มีการทดลองโดยการให้ the alfa-Tocopherol Beta-Carotene แก่ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่เทียบกับยาหลอกพบว่า อัตราการเกิดมะเร็งปอด ในกลุ่มที่ได้ the alfa-Tocopherol Beta-Carotene มีอุบัติการณ์ของมะเร็งปอดมากกว่ากลุ่มยาหลอกร้อยละ 18
  • มีการทดลองใช้ the Carotene and Retinol Efficacy Trial (CARET) เพื่อป้องกันมะเร็งปอด การทดลองต้องหยุดกลางคันเนื่องจากอัตราการเกิดมะเร็งปอดและอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น
  • Institute of Medicine (IOM) ไม่แนะนำให้ beata corotene แก่ประชาชนทั่วไป

วิตามินเอกับโรคกระดูกพรุน Vitamin A and osteoporosis

โรคกระดูกพรุนหมายถึงภาวะที่มีเนื้อกระดูกลดลงเนื่องจากสาเหตุหลายๆอย่างอ่านที่นี่ มีรายงานถึงความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานวิตามินเอกับโรคกระดูกพรุน

  • มีการศึกษาคนสวีเดน 9 คนพบว่าเมื่อรับประทานตับหนึ่งหน่วยจะลดความสามารถของวิตามินในการดูดซึมแคลเซียม
  • ประเทศยุโรปตอนเหนือมีอุบัติการณ์ของโรคกระดูกพรุนสูงโดยที่มีปัจจัยส่งเสริมสองประการคือรับประทานวิตามินเอสูงและขาดแสงแดด
  • จากการศึกษาที่สวีเดนของผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหักพบว่าผู้ที่ได้รับวิตามินเอมากว่าคนปกติสองเท่า(1500มิลิกรับ/วัน) จะมีความหนาแน่กระดูกลดลง และเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกสะโพกหักเมื่อเทียบกับผู้ที่รับประทานวิตามินเอ 500 มิลิกรัม
  • จากการศึกษาหญิงวัยทอง72000คนพบว่าผู้ที่ได้วิตามินเอมากว่าค่าที่แนะนำ 3 เท่าจะมีอุบัติการณ์ของโรคกระดูกสะโพกหักเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับวิตามินเอปกติ
  • องค์การอาหารและยาได้ศึกาาและสรุปว่า การรับประทานวิตามินที่ได้จากผักและผลไม้ไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคกระดูกพรุน เท่าที่มีหลักฐานพบว่าการรับประทานวิตามินเอ retinol มากมีส่วนสัมพันธ์กับโรคกระดูกพรุน

รับประทานวิตามินเอมากมีผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร

Hypervitaminosis A หมายถึงภาวะที่ร่างกายมีการสะสมวิตามินเอมากกว่าปกติซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ 4 ประการ คือ Toxic symtom ,การพิการแต่กำเนิด,การทำงานของตับผิดปกติ, ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนดังกล่าวข้างต้น

อาการของการได้รับวิตามินเอมากเกินไปได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน ปวดศรีษะมึนงง ตาลาย ส่วนใหญ่เกิดจากการับวิตามินเอมากเกินไป

เราไม่ควรรับวิตามินเอเกินเท่าไร

อายุ
(ปี)

เด็ก
(mcg)

ชาย
(mcg)

หญิง
(mcg)

คนตั้งครรภ์
(mcg)

ให้นม
(mcg)

0-1

600
(2,000 IU)

 

 

 

 

1-3

600
(2,000 IU)

 

 

 

 

4-8

900
(3,000 IU)

 

 

 

 

9-13

1,700

(5610 IU)

 

 

 

 

14-18

 

2,800

(9,240 IU)

2,800

(9,240 IU)

2,800

(9,240 IU)

2,800

(9,240 IU)

19+

 

3,000

(10,000 IU)

3,000

(10,000 IU)

3,000

(10,000 IU)

3,000

(10,000 IU)

กลับหน้าแรก

แมกนีเซียม สังกะสีวิตามินเอ วิตามินซ วิตามินอีแร่ธาตุวิตามิน