siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

ตรวจพบค่าไตผิดปกติหรือได้รับการวินิจฉัย CKD ต้องทำอะไรต่อ?

เมื่อผลตรวจพบครีอะตินีนสูง ค่า eGFR ต่ำ หรืออัลบูมินรั่วในปัสสาวะ หลายคนย่อมกังวลว่า ตนเองเป็นโรคไตหรือไม่ โรคอยู่ในระยะใด และไตจะเสื่อมต่อไปหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผลตรวจผิดปกติเพียงครั้งเดียวยังไม่เพียงพอสำหรับวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง จำเป็นต้องดูผลตรวจเดิม ระยะเวลาที่ผิดปกติ ตรวจซ้ำ และประเมินหาสาเหตุร่วมด้วย

หากยืนยันว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้าสู่ภาวะไตวายหรือจำเป็นต้องฟอกไต การค้นหาสาเหตุ ควบคุมปัจจัยที่ทำให้ไตเสื่อม และประเมินความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยชะลอการลดลงของการทำงานไตและลดภาวะแทรกซ้อนได้ บทความนี้สรุปสิ่งที่ควรทำตามลำดับหลังตรวจพบความผิดปกติของไต

ผู้ป่วยกำลังปรึกษาแพทย์หลังตรวจพบค่าไตผิดปกติ เพื่อยืนยันผล หาสาเหตุ และวางแผนดูแล CKD
หลังพบค่าไตผิดปกติ ควรยืนยันผล หาสาเหตุ ประเมินระยะและความเสี่ยง ก่อนวางแผนรักษาและติดตาม

1. ตรวจสอบว่าเป็นความผิดปกติเฉียบพลันหรือเรื้อรัง

หากพบครีอะตินีนสูงหรือ eGFR ต่ำ สิ่งแรกที่ควรทำคือค้นหาผลตรวจเดิมและพิจารณาว่าค่าไตเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพียงใด ผลผิดปกติครั้งเดียวอาจเกิดจากภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน เช่น การขาดน้ำ อาเจียนหรือท้องเสีย การติดเชื้อ การอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ หรือผลจากยาบางชนิด โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs

หลักเกณฑ์อย่างน้อย 3 เดือน

โรคไตเรื้อรังหมายถึงความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำงานของไตที่เป็นอยู่อย่างน้อย 3 เดือนและมีผลต่อสุขภาพ ตัวอย่างเช่น eGFR ต่ำกว่า 60 mL/min/1.73 m² หรือมีเครื่องหมายแสดงความเสียหายของไต เช่น อัลบูมินรั่วในปัสสาวะ ความผิดปกติของตะกอนปัสสาวะ หรือความผิดปกติของโครงสร้างไต

ไม่ควรรอให้ครบ 3 เดือนหากค่าไตลดลงรวดเร็ว ปัสสาวะลดลง บวม หอบเหนื่อย มีโพแทสเซียมสูง หรือมีอาการผิดปกติ เพราะอาจเป็นภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันหรือภาวะแทรกซ้อนที่ต้องประเมินทันที ระยะเวลาในการตรวจซ้ำจึงต้องกำหนดตามความรุนแรงและบริบทของผู้ป่วยแต่ละคน

อ่านเพิ่มเติม: เกณฑ์ 3 เดือนในการวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง

2. หาสาเหตุและสิ่งที่แก้ไขได้

โรคไตไม่ได้เกิดจากการรับประทานอาหารเค็มเพียงอย่างเดียว การค้นหาสาเหตุมีความสำคัญ เพราะโรคบางชนิดรักษาหรือแก้ไขได้ และสาเหตุที่แตกต่างกันอาจต้องใช้วิธีติดตามและรักษาไม่เหมือนกัน

ข้อมูลและการตรวจที่ควรพิจารณา

อ่านเพิ่มเติม: สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคไตเรื้อรัง

3. ประเมินระยะโรคและความเสี่ยง ไม่ดูเฉพาะ eGFR

เมื่อยืนยันว่าเป็น CKD ควรระบุทั้งระดับการกรองของไตหรือระยะ G และระดับอัลบูมินรั่วในปัสสาวะหรือระยะ A ผู้ป่วยที่มี eGFR เท่ากันอาจมีความเสี่ยงต่อไตวายและโรคหัวใจต่างกันมาก หากระดับ UACR แตกต่างกัน

สำหรับผู้ป่วย CKD ระยะ G3–G5 สามารถใช้สมการ KFRE ซึ่งประกอบด้วยอายุ เพศ eGFR และ UACR เพื่อช่วยประมาณความเสี่ยงไตวายใน 2 ปีและ 5 ปี ตัวเลขนี้ใช้ประกอบการวางแผนติดตาม การส่งต่อ และการเตรียมการรักษา แต่ไม่ควรใช้แทนการประเมินทางคลินิก

อ่านเพิ่มเติม: ทำความเข้าใจ Creatinine, eGFR และ UACR

อ่านเพิ่มเติม: การประเมินความเสี่ยงไตวายด้วย KFRE

4. วางแผนรักษาและปรับพฤติกรรมตามความเสี่ยง

เป้าหมายของการดูแลไม่ได้มีเพียงการทำให้ตัวเลขครีอะตินีนลดลง แต่รวมถึงการรักษาสาเหตุ ชะลอการลดลงของ eGFR ลดอัลบูมินรั่ว ป้องกันโรคหัวใจ และหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน แผนการรักษาต้องปรับให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน

ควบคุมความดัน เบาหวาน และอัลบูมินรั่ว

ควรวัดความดันอย่างถูกวิธีและกำหนดเป้าหมายเป็นรายบุคคล ผู้ที่เป็นเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลโดยหลีกเลี่ยงทั้งน้ำตาลสูงและน้ำตาลต่ำ ยากลุ่ม ACE inhibitor หรือ ARB มีประโยชน์เป็นพิเศษในผู้ป่วยที่มีอัลบูมินรั่วตามข้อบ่งใช้ แพทย์จะติดตามครีอะตินีนและโพแทสเซียมหลังเริ่มหรือเพิ่มขนาดยา และไม่ควรใช้ ACE inhibitor ร่วมกับ ARB

ใช้ยาปกป้องไตตามข้อบ่งใช้

ยากลุ่ม SGLT2 inhibitor มีหลักฐานช่วยลดความเสี่ยงการดำเนินโรคไตและหัวใจล้มเหลวในผู้ป่วยบางกลุ่ม การพิจารณาใช้ยาขึ้นอยู่กับ eGFR, UACR เบาหวาน หัวใจล้มเหลว ข้อห้าม และสภาพของผู้ป่วย ไม่ควรเริ่มหรือหยุดยาเอง

รับประทานอาหารให้เหมาะกับระยะโรคและผลเลือด

อ่านเพิ่มเติม: อาหารและการใช้ชีวิตสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

ดื่มน้ำให้เหมาะกับสภาพร่างกาย

ไม่มีปริมาณน้ำตัวเลขเดียวที่เหมาะกับผู้ป่วย CKD ทุกคน ผู้ที่ปัสสาวะปกติ ไม่มีบวม ไม่มีหัวใจล้มเหลวและไม่ได้รับคำสั่งจำกัดน้ำ อาจใช้เครื่องดื่มรวมประมาณ 1.5–2 ลิตรต่อวันเป็นจุดเริ่มต้น แต่ไม่จำเป็นต้องฝืนดื่มเพื่อล้างไต ผู้ที่ปัสสาวะน้อย บวม หัวใจล้มเหลว โซเดียมผิดปกติ หรือได้รับการฟอกไต ต้องให้ทีมรักษากำหนดปริมาณน้ำเฉพาะบุคคล

อ่านเพิ่มเติม: ผู้ป่วยโรคไตควรดื่มน้ำวันละเท่าไร

ดูแลพฤติกรรมและโรคร่วม

5. กำหนดการติดตามและส่งต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้

ความถี่ในการติดตามไม่ควรดูเฉพาะว่าเป็น CKD ระยะใด แต่ควรพิจารณาร่วมกันจากระยะ G ระดับ UACR แนวโน้มของ eGFR สาเหตุ โรคร่วม ยาที่ใช้ และความเสี่ยงไตวาย ผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำและค่าคงที่อาจติดตามห่างกว่า ส่วนผู้ที่มี UACR สูง ค่าไตลดลงเร็ว หรือมีภาวะแทรกซ้อนต้องติดตามถี่ขึ้น

ข้อบ่งชี้ที่ควรพิจารณาปรึกษาหรือส่งต่ออายุรแพทย์โรคไต

อ่านเพิ่มเติม: สัญญาณอันตรายและเกณฑ์ส่งต่อผู้ป่วยโรคไต

อาการที่ควรรีบไปโรงพยาบาล

อาการเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน น้ำเกิน หรือความผิดปกติของเกลือแร่ จึงไม่ควรรอให้ครบ 3 เดือนหรือนัดครั้งถัดไป

สรุป: หลังตรวจพบค่าไตผิดปกติควรทำอะไร

  1. ค้นหาผลตรวจเดิมและประเมินว่าค่าไตเปลี่ยนแปลงรวดเร็วหรือไม่
  2. ตรวจซ้ำตามความเหมาะสม พร้อมตรวจ UACR และปัสสาวะ
  3. ค้นหาสาเหตุ โรคร่วม ยาและปัจจัยที่แก้ไขได้
  4. เมื่อยืนยัน CKD ให้ระบุทั้งระยะ G และ A พร้อมประเมินแนวโน้มและความเสี่ยง
  5. วางแผนรักษา อาหาร น้ำ ยาและพฤติกรรมเป็นรายบุคคล
  6. กำหนดวันติดตามและเกณฑ์ที่ต้องพบแพทย์ก่อนนัดอย่างชัดเจน

จำง่าย: ผลค่าไตผิดปกติครั้งเดียวต้องประเมินต่อ ไม่ควรตื่นตระหนกหรือปรับอาหารอย่างสุดโต่ง แต่ก็ไม่ควรละเลย การรู้สาเหตุ ระยะโรค อัลบูมินรั่วและแนวโน้มของ eGFR จะช่วยให้วางแผนดูแลได้ตรงกับความเสี่ยงของแต่ละคน

เอกสารอ้างอิง

  1. Kidney Disease: Improving Global Outcomes (KDIGO) CKD Work Group. KDIGO 2024 Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. Kidney International. 2024;105(4S):S117–S314. อ่านแนวทาง KDIGO 2024
  2. Kidney Disease: Improving Global Outcomes (KDIGO) CKD Work Group. Executive Summary of the KDIGO 2024 Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. Kidney International. 2024;105:684–701. อ่าน Executive Summary
  3. Kidney Disease: Improving Global Outcomes (KDIGO) Diabetes Work Group. KDIGO 2022 Clinical Practice Guideline for Diabetes Management in Chronic Kidney Disease. Kidney International. 2022;102(5S):S1–S127. อ่านแนวทาง Diabetes in CKD
  4. Codex Alimentarius. General Standard for Food Additives Online Database. Food and Agriculture Organization of the United Nations. ตรวจสอบชื่อและรหัสวัตถุเจือปนอาหาร

คำเตือนทางการแพทย์: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้และใช้ประกอบการพูดคุยกับแพทย์ ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาเฉพาะบุคคล หากมีอาการผิดปกติหรือผลตรวจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมินอย่างเหมาะสม

เขียนและตรวจทบทวนโดย:
นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร
อายุรแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว
เลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม 10492

ทบทวนวันที่2/8/2569