อาหารและการใช้ชีวิตสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: กินอย่างไรให้เหมาะกับระยะโรค
เมื่อทราบว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง หลายคนเริ่มกลัวอาหารจนไม่แน่ใจว่าอะไรยังกินได้ บางคนงดเนื้อ งดผัก งดผลไม้ หรือจำกัดน้ำด้วยตนเองมากเกินไป จนน้ำหนักลด กล้ามเนื้อน้อย และเสี่ยงขาดสารอาหาร ความจริงคือ อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะต้องพิจารณาระยะโรคไต ค่าโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ปริมาณปัสสาวะ ภาวะบวม โรคร่วม และยาที่ใช้ประกอบกัน
เป้าหมายจึงไม่ใช่ “งดทุกอย่าง” แต่คือ กินให้พอ ลดสิ่งที่เพิ่มภาระไต และปรับเฉพาะสารอาหารที่มีปัญหา หลักสำคัญที่ใช้ได้กับผู้ป่วยส่วนใหญ่คือ ลดเค็ม ลดอาหารแปรรูป รับโปรตีนในปริมาณพอเหมาะ เพิ่มอาหารจากพืชอย่างเหมาะสม และรักษากล้ามเนื้อด้วยการเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ
สรุปก่อนเริ่ม: 6 หลักที่ควรรู้
1. ก่อนปรับอาหาร ต้องรู้ว่าไตอยู่ระยะใดและผลเลือดมีปัญหาอะไร
ก่อนวางแผนอาหาร ควรทราบ ระยะของโรคไตเรื้อรัง และทำความเข้าใจ ค่า Creatinine, eGFR และ UACR ร่วมกันก่อน ค่า eGFR บอกระดับการกรองของไต แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับกำหนดอาหารทั้งหมด
ผู้ป่วยที่มีค่า eGFR เท่ากันอาจต้องรับประทานอาหารต่างกัน ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งมีโพแทสเซียมสูง ขณะที่อีกคนมีน้ำหนักลด กล้ามเนื้อน้อย และเสี่ยงขาดสารอาหาร การให้รายการ “อาหารห้ามกิน” แบบเดียวกันแก่ผู้ป่วยทุกคนจึงอาจทำให้เกิดผลเสียได้
ข้อมูลที่ควรนำมาพิจารณาร่วมกัน ได้แก่
หลักปฏิบัติ: ไม่ควรจำกัดโปรตีน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส หรือน้ำอย่างเข้มงวดจากค่า eGFR เพียงตัวเดียว ควรปรับตามผลตรวจ ภาวะโภชนาการ และคำแนะนำของทีมรักษา
2. โปรตีน: กินให้พอ ไม่มากเกิน และไม่ลดจนกล้ามเนื้อหาย
สำหรับผู้ใหญ่โรคไตเรื้อรังระยะ G3–G5 ที่ยังไม่ได้ฟอกไต แนวทาง KDIGO 2024 แนะนำให้ได้รับโปรตีนประมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังและมีความเสี่ยงที่โรคจะดำเนินต่อควรหลีกเลี่ยงการรับประทานโปรตีนสูงเกิน 1.3 กรัม/กก./วัน เช่น การกินเนื้อสัตว์ปริมาณมากทุกมื้อ การใช้เวย์โปรตีน หรืออาหารเสริมโปรตีนโดยไม่มีข้อบ่งชี้ การลดโปรตีนต่ำกว่าเกณฑ์ทั่วไปก็ไม่ควรทำเอง เพราะอาจได้รับพลังงานไม่พอ กล้ามเนื้อลด และเกิดทุพโภชนาการ
ตัวเลขนี้หมายถึง “กรัมของโปรตีน” ไม่ใช่น้ำหนักอาหาร เช่น เนื้อปลาหนัก 100 กรัมไม่ได้เท่ากับโปรตีน 100 กรัม โดยทั่วไปมีโปรตีนประมาณ 20–25 กรัม ทั้งนี้น้ำหนักที่ใช้คำนวณอาจต้องปรับในผู้ที่อ้วนมาก ผอมมาก บวม หรือมีน้ำหนักแห้งจากการฟอกไต จึงควรให้นักกำหนดอาหารช่วยคำนวณเมื่อมีข้อสงสัย
| น้ำหนักตัว | โปรตีนรวมโดยประมาณต่อวัน |
|---|---|
| 50 กก. | 40 กรัม |
| 60 กก. | 48 กรัม |
| 70 กก. | 56 กรัม |
| 80 กก. | 64 กรัม |
ถ้าไม่ชั่งอาหาร จะกะโปรตีนอย่างไร
เพื่อให้จำง่าย อาจใช้หลักว่า โปรตีน 1 ส่วนให้โปรตีนประมาณ 7 กรัม ตัวเลขต่อไปนี้เป็นค่าประมาณ เพราะขนาดอาหาร สูตรการผลิต และปริมาณน้ำในอาหารแตกต่างกัน
| อาหาร | ปริมาณที่มองเห็นได้ | โปรตีนโดยประมาณ |
|---|---|---|
| ปลา ไก่ หมู หรือเนื้อไม่ติดมันที่ปรุงสุก | ประมาณ 2 ช้อนกินข้าว หรือหนักประมาณ 30 กรัม | ประมาณ 7 กรัม |
| ไข่ไก่ | 1 ฟอง | ประมาณ 6–7 กรัม |
| ไข่ขาว | 2 ฟอง | ประมาณ 7 กรัม |
| เต้าหู้ขาว | ประมาณ 80–100 กรัม | ประมาณ 8–10 กรัม ขึ้นกับชนิดและยี่ห้อ |
| ถั่วเมล็ดแห้งที่ต้มสุก | ประมาณครึ่งถ้วย | ประมาณ 7–9 กรัม ขึ้นกับชนิด |
| ข้าวสวย | 1 ทัพพี | ประมาณ 2 กรัม |
ใช้ฝ่ามือช่วยกะเนื้อสัตว์บนจาน
เนื้อ ปลา หรือไก่สุกขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือ โดยไม่รวมนิ้วและไม่หนามาก มักหนักประมาณ 60–90 กรัม และให้โปรตีนประมาณ 15–22 กรัม ฝ่ามือจึงเป็นเพียงเครื่องมือช่วยประมาณ ไม่ใช่ค่าตายตัว เพราะมือของแต่ละคนและความหนาของอาหารไม่เท่ากัน
ไม่ควรเข้าใจว่ากินเนื้อสัตว์หนึ่งฝ่ามือได้ทุกมื้อ เพราะโปรตีนจากไข่ เต้าหู้ ถั่ว ข้าว นม และอาหารอื่นต้องนับรวมในโควตาทั้งวันด้วย สำหรับผู้ที่ต้องควบคุมโปรตีน อาจใช้เนื้อสัตว์ประมาณครึ่งฝ่ามือต่อมื้อเป็นจุดเริ่มต้น แล้วปรับตามเป้าหมายโปรตีนและอาหารชนิดอื่นในวันนั้น
จำง่าย: ฝ่ามือใช้กะเฉพาะเนื้อสัตว์บนจาน แต่เป้าหมายโปรตีนต้องนับอาหารทุกชนิดรวมกันตลอดวัน
ตัวอย่างผู้ป่วยน้ำหนัก 50 กิโลกรัม
เป้าหมายทั่วไปคือโปรตีนประมาณ 40 กรัมต่อวัน ตัวอย่างการแบ่งอาหารหนึ่งวันอาจเป็นดังนี้
ตัวอย่างนี้รวมได้ประมาณ 32–40 กรัมต่อวัน จึงต้องตรวจปริมาณอาหารจริงและฉลากผลิตภัณฑ์ ไม่ควรใช้เป็นเมนูตายตัวสำหรับทุกคน
ควรเลือกโปรตีนจากอะไร
3. อาหารจากพืช: ควรเพิ่มอย่างมีหลัก ไม่ต้องแบ่งเป็นผักดีและผักร้าย
แนวทางปัจจุบันสนับสนุนอาหารที่หลากหลาย เน้นอาหารจากพืชมากขึ้นและลดอาหารแปรรูปขั้นสูง อาหารจากพืชช่วยเพิ่มใยอาหารและอาจมีประโยชน์ต่อความดัน น้ำตาล สุขภาพหัวใจ ภาวะกรดคั่ง และจุลชีพในลำไส้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผักชนิดใดชนิดหนึ่งสามารถหยุดพังผืดหรือฟื้นฟูไตได้
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรับประทานผักได้ โดยเลือกชนิด ปริมาณ และวิธีปรุงให้เหมาะกับผลเลือด ตัวอย่างผักที่มักจัดมื้ออาหารได้ง่าย ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก แตงกวา ถั่วงอก พริกหวาน และผักกาดขาว แต่คำว่า “โพแทสเซียมต่ำ” ไม่ได้แปลว่ากินได้ไม่จำกัด ปริมาณรวมทั้งมื้อยังมีความสำคัญ
ผลไม้และถั่วต้องงดหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องงดในผู้ป่วยทุกราย หากโพแทสเซียมปกติ สามารถเลือกผลไม้สดในปริมาณเหมาะสมและไม่ดื่มเป็นน้ำผลไม้เข้มข้น ส่วนถั่วและเมล็ดพืชมีทั้งโปรตีน ไขมันไม่อิ่มตัว โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส จึงควรดูปริมาณและผลเลือด ไม่ควรกำหนดตายตัวว่าวอลนัทวันละกี่เม็ดจะรักษาการอักเสบของไต
ทำไมไม่ควรปั่นผักหรือผลไม้เข้มข้นเป็นประจำ
การปั่นหรือคั้นทำให้รับประทานวัตถุดิบหลายส่วนได้รวดเร็ว จึงอาจได้รับโพแทสเซียม น้ำตาล หรือออกซาเลตมากกว่าการกินเป็นชิ้น โดยเฉพาะสูตรที่ใส่ผักใบเขียวจำนวนมาก บีตรูต ผลไม้หลายชนิด หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผู้ที่มี CKD ระยะรุนแรง เคยมีโพแทสเซียมสูง หรือเคยมีนิ่ว ควรปรึกษาทีมรักษาก่อนใช้สูตรน้ำผักเข้มข้น แต่ไม่ควรสรุปว่าผักเหล่านี้เป็นอาหารต้องห้ามสำหรับผู้ป่วยไตทุกคน
4. โพแทสเซียม: จำกัดเมื่อสูง ไม่ใช่งดล่วงหน้าทุกคน
โพแทสเซียมสูงอาจเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ได้เกิดจากผักและผลไม้เพียงอย่างเดียว สาเหตุอาจรวมถึงไตขับโพแทสเซียมลดลง ภาวะเลือดเป็นกรด ท้องผูก น้ำตาลสูง หรือยาบางชนิด เช่น ACE inhibitor, ARB, spironolactone และยากลุ่มอื่น การหยุดยาหรือจำกัดอาหารเองอาจทำให้เสียประโยชน์จากการรักษา
ถ้าโพแทสเซียมปกติ
โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องงดผัก ผลไม้ และถั่วทุกชนิด ควรกินอาหารหลากหลาย เน้นอาหารสด และติดตามผลเลือดตามนัด
ถ้าโพแทสเซียมสูงหรือเคยสูง
ควรรีบพบแพทย์ หากโพแทสเซียมสูงร่วมกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง ใจสั่น เจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลม หรือมีความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพราะอาจเป็นภาวะฉุกเฉิน
5. โซเดียมและฟอสฟอรัส: จุดสำคัญอยู่ที่อาหารแปรรูปและฉลาก
โซเดียมต่ำกว่า 2,000 มิลลิกรัม หรือเกลือไม่ถึง 1 ช้อนชาต่อวัน
ผู้ป่วย CKD ส่วนใหญ่ควรจำกัดโซเดียมต่ำกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เทียบเท่าเกลือประมาณ 5 กรัม หรือ เกลือไม่ถึง 1 ช้อนชาต่อวัน ปริมาณนี้หมายถึงเกลือและโซเดียมที่รวมอยู่ในอาหารและเครื่องปรุงทั้งวัน ไม่ใช่ปริมาณเกลือที่สามารถเติมเพิ่มบนโต๊ะอาหาร
น้ำปลา ซีอิ๊ว กะปิ ปลาร้า น้ำพริก น้ำจิ้ม ซุปก้อน เนื้อแปรรูป และอาหารสำเร็จรูป ล้วนต้องนับรวมในโควตานี้ ปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงแต่ละยี่ห้อแตกต่างกัน จึงควรตรวจฉลาก ไม่ควรจำตัวเลขช้อนของน้ำปลาหรือซีอิ๊วเป็นค่าตายตัว
จำง่าย: โควตาเกลือทั้งวันมีไม่ถึง 1 ช้อนชา หากกินน้ำพริก น้ำจิ้ม น้ำแกง และอาหารสำเร็จรูป โควตานี้อาจหมดได้ตั้งแต่ยังไม่ถึงมื้อเย็น
การลดโซเดียมช่วยควบคุมความดันและลดภาวะบวม แต่ผู้ที่มีโรคซึ่งสูญเสียเกลือทางไตอาจต้องได้รับคำแนะนำต่างออกไป
ฟอสฟอรัส: ไม่ต้องจำกัดทุกคนเท่ากัน
การจำกัดฟอสฟอรัสควรพิจารณาจากระดับฟอสฟอรัสในเลือด ระยะโรค และภาวะกระดูกและแร่ธาตุผิดปกติ ผู้ที่ต้องจำกัดควรเริ่มจากลดอาหารแปรรูปที่มี สารเติมแต่งฟอสเฟต เพราะดูดซึมได้สูงกว่าฟอสฟอรัสตามธรรมชาติในอาหาร
ควรพลิกดูส่วนประกอบและสังเกตคำที่มี “phos” เช่น phosphate หรือ phosphoric acid รวมถึงรหัสวัตถุเจือปนบางกลุ่ม เช่น INS 338–341 และ INS 450–452 ทั้งนี้ INS 466 หรือ sodium carboxymethyl cellulose ไม่ควรถูกเรียกว่าโซเดียมแฝงที่ทำลายไตโดยตรง การเลือกผลิตภัณฑ์ควรดูปริมาณโซเดียมจริงและส่วนประกอบทั้งหมดเป็นหลัก
6. จุดซ่อนของโซเดียมในอาหารไทย: ผักอาจดี แต่น้ำพริกอาจเค็มมาก
ผู้ป่วยจำนวนมากบอกว่า “กินผักเยอะ” แต่เมื่อซักรายละเอียดกลับพบว่ากินผักกับน้ำพริกทุกมื้อ ผักช่วยเพิ่มใยอาหารและทำให้อิ่ม แต่ น้ำพริกที่มีกะปิ น้ำปลา ปลาร้า ปลาเค็ม หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอาจให้โซเดียมสูง การกินผักมากจึงไม่ได้หักล้างโซเดียมจากเครื่องจิ้ม และผู้ที่มีโพแทสเซียมสูงยังต้องเลือกชนิดและปริมาณผักให้เหมาะสมด้วย
| อาหารหรือพฤติกรรมที่พบบ่อย | แหล่งโซเดียมที่มักมองข้าม | วิธีปรับ |
|---|---|---|
| ผักสดหรือผักลวกกับน้ำพริก | กะปิ น้ำปลา ปลาร้า ปลาเค็ม และน้ำพริกสำเร็จรูป | ตักน้ำพริกใส่ถ้วยเล็ก จิ้มเพียงแตะ ๆ ไม่คลุกหรือราด ลดการเติมน้ำปลา และไม่กินน้ำพริกหลายชนิดในมื้อเดียว |
| แกง ต้มยำ ต้มแซ่บ หรือแกงส้ม | น้ำแกง พริกแกง กะปิ น้ำปลา ซุปก้อน และผงปรุงรส | เน้นตักเนื้อและผัก ไม่ซดน้ำจนหมด ชิมก่อนปรุงเพิ่ม และกินร่วมกับกับข้าวที่ไม่เค็ม |
| ก๋วยเตี๋ยว ข้าวต้ม หรือโจ๊ก | น้ำซุป ซีอิ๊ว น้ำปลา เครื่องปรุงบนโต๊ะ ลูกชิ้น และเนื้อหมัก | สั่งไม่ปรุงเพิ่ม แยกน้ำซุป ลดลูกชิ้นหรือเนื้อแปรรูป และหลีกเลี่ยงการซดน้ำซุปทั้งหมด |
| ส้มตำ ยำ ลาบ และอาหารอีสาน | น้ำปลา ปลาร้า ผงปรุงรส และน้ำยำ | สั่งรสอ่อน ลดน้ำปลาและปลาร้า แยกน้ำยำ และตักเฉพาะเนื้ออาหารมากกว่าดื่มน้ำปรุง |
| ปลาเผา ไก่ย่าง หมูกระทะ หรืออาหารปิ้งย่าง | การหมักเนื้อ น้ำจิ้ม และซอสสำเร็จรูป | เลือกเนื้อไม่หมักเมื่อทำได้ ขอแยกน้ำจิ้ม ใช้วิธีแตะเล็กน้อย และไม่เติมซ้ำ |
| ปลาเค็ม ไข่เค็ม ผักดอง แหนม หมูยอ และกุนเชียง | เกลือจากการหมัก ดอง และแปรรูป | ลดความถี่และปริมาณ ไม่ใช้เป็นกับข้าวประจำ แม้จะกินคู่กับผักหรือข้าวต้ม |
เทคนิคสำหรับคนที่ยังอยากกินน้ำพริก
ข้อความที่ควรจำ: “กินผักมาก” ยังไม่เท่ากับ “กินเค็มน้อย” ต้องดูน้ำพริก น้ำจิ้ม น้ำแกง และเครื่องปรุงที่กินร่วมกันด้วย
7. จัดจานอย่างไรให้ทำได้จริง
จานอาหารไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกมื้อ แต่ใช้หลักต่อไปนี้เป็นจุดเริ่มต้นได้ แล้วปรับตามเบาหวาน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และเป้าหมายโปรตีนของแต่ละคน
ตัวอย่างน้ำสลัดทำเองแบบลดเค็ม
ผสมน้ำมันมะกอกเล็กน้อยกับน้ำมะนาว กระเทียม พริกไทย หรือสมุนไพรที่ชอบ โดยไม่เติมเกลือหรือน้ำปลา จุดประสงค์คือช่วยลดโซเดียมจากน้ำสลัดสำเร็จรูป ไม่ใช่เพื่อ “ล้างพิษ” หรือฟื้นฟูไตโดยตรง ผู้ที่ต้องควบคุมพลังงานควรจำกัดปริมาณน้ำมันด้วย
8. น้ำดื่ม: ไม่มีตัวเลขเดียวสำหรับผู้ป่วยโรคไตทุกคน
ผู้ป่วย CKD ระยะต้นที่ปัสสาวะได้ตามปกติ ไม่มีบวม และไม่มีหัวใจล้มเหลว มักไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำอย่างเข้มงวด แต่ไม่ควรบังคับดื่มน้ำมากเพื่อหวัง “ล้างไต” ส่วนผู้ที่ปัสสาวะน้อย บวม หอบเหนื่อย โซเดียมต่ำ หัวใจล้มเหลว หรือฟอกไต อาจต้องกำหนดปริมาณน้ำเฉพาะบุคคล
ปริมาณที่นับรวมควรรวมทั้งน้ำเปล่า เครื่องดื่ม น้ำแกง ซุป น้ำแข็ง และอาหารที่เป็นของเหลว ผู้ป่วยควรใช้ปริมาณที่แพทย์หรือนักกำหนดอาหารระบุ ไม่ควรนำเกณฑ์ 1.5 หรือ 2 ลิตรไปใช้กับทุกคน
อ่านต่อ: ผู้ป่วยโรคไตควรดื่มน้ำวันละเท่าไร และใครบ้างที่ต้องจำกัดน้ำ
9. การใช้ชีวิตที่ช่วยปกป้องทั้งไต หัวใจ และกล้ามเนื้อ
ออกกำลังกายและลดเวลานั่งนิ่ง
หากสภาพร่างกายเอื้อ ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางสะสมอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือเท่าที่หัวใจและร่างกายทนได้ เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ ควรเพิ่มการฝึกแรงต้านตามความเหมาะสมเพื่อรักษากล้ามเนื้อ ผู้สูงอายุหรือผู้เสี่ยงหกล้มควรให้บุคลากรทางการแพทย์ช่วยเลือกชนิดและความหนักที่ปลอดภัย
เลิกบุหรี่และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์มากเกิน
การเลิกบุหรี่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ หลอดเลือด และการดำเนินของโรคไต ส่วนแอลกอฮอล์ควรหลีกเลี่ยงการดื่มมาก และพิจารณาร่วมกับโรคตับ ความดัน เบาหวาน ยาที่ใช้ และคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรอธิบายว่าแอลกอฮอล์ทุกปริมาณทำให้ไตขาดน้ำโดยตรงเสมอไป
ไม่ซื้อยาและอาหารเสริมกินเอง
ผู้ป่วย CKD ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen และ naproxen รับประทานเอง โดยเฉพาะเมื่อขาดน้ำ ใช้ยาขับปัสสาวะ หรือใช้ ACE inhibitor/ARB อยู่ ควรแจ้งแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งว่ามีโรคไต รวมถึงนำรายชื่อยา สมุนไพร และอาหารเสริมทั้งหมดไปทบทวนตามนัด
นอนให้พอและประเมินภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ควรรักษาเวลานอนสม่ำเสมอและนอนให้เพียงพอ หากกรนดัง มีคนสังเกตว่าหยุดหายใจขณะหลับ ง่วงมากตอนกลางวัน หรือความดันควบคุมยาก ควรพบแพทย์เพื่อประเมินภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การรักษาที่เหมาะสมอาจช่วยการนอน อาการในเวลากลางวัน และการควบคุมความดัน แต่ไม่ควรรับรองว่าจะทำให้ไตฟื้นกลับเป็นปกติ
ควบคุมโรคร่วมและกินยาตามแผน
ควบคุมความดัน น้ำตาล และไขมันตามเป้าหมายเฉพาะบุคคล ใช้ยาตามแพทย์สั่ง และตรวจติดตาม eGFR, UACR และเกลือแร่ตามระดับความเสี่ยง อย่าหยุดยาปกป้องไตเพียงเพราะเห็นว่าครีอะตินีนเปลี่ยนเล็กน้อยโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์
10. ใครบ้างควรพบนักกำหนดอาหารโรคไต
นักกำหนดอาหารจะช่วยเปลี่ยนผลเลือดและเป้าหมายการรักษาให้เป็นเมนูที่เข้ากับอาหารไทย งบประมาณ และชีวิตประจำวัน โดยไม่จำกัดอาหารมากเกินจำเป็น
เช็กลิสต์ที่นำไปใช้ได้ตั้งแต่วันนี้
คำถามที่พบบ่อย
ผู้ป่วยโรคไตระยะ G3–G5 ควรได้รับโปรตีนวันละเท่าไร
ผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้ฟอกไต โดยทั่วไปประมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน แต่ต้องปรับตามภาวะโภชนาการ อายุ โรคร่วม และคำแนะนำของทีมรักษา
เนื้อสัตว์หนึ่งฝ่ามือให้โปรตีนเท่าไร
เนื้อ ปลา หรือไก่สุกขนาดหนึ่งฝ่ามือโดยไม่รวมนิ้วและไม่หนามาก มักให้โปรตีนประมาณ 15–22 กรัม แต่เป็นเพียงค่าประมาณ และต้องนับโปรตีนจากไข่ เต้าหู้ ถั่ว ข้าว นม และอาหารอื่นรวมทั้งวันด้วย
เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาหมายถึงเติมได้วันละ 1 ช้อนชาหรือไม่
ไม่ใช่ โซเดียมต่ำกว่า 2,000 มิลลิกรัมเทียบเท่าเกลือประมาณ 5 กรัมหรือไม่ถึง 1 ช้อนชา โดยเป็นปริมาณรวมจากอาหารและเครื่องปรุงทั้งวัน รวมถึงน้ำปลา ซีอิ๊ว กะปิ ปลาร้า น้ำพริก น้ำจิ้ม และอาหารสำเร็จรูป
เป็นโรคไตแล้วต้องงดผักและผลไม้หรือไม่
ไม่จำเป็นต้องงดทุกคน การจำกัดควรพิจารณาจากระดับโพแทสเซียม ระยะโรค ยาที่ใช้ และภาวะโภชนาการ หากโพแทสเซียมสูงควรให้แพทย์หาสาเหตุและปรับชนิด ปริมาณ หรือวิธีปรุงอาหารเป็นรายบุคคล
ผู้ป่วยโรคไตควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรหรือไม่
ไม่มีตัวเลขเดียวสำหรับทุกคน ผู้ที่ปัสสาวะปกติ ไม่มีบวม และไม่มีหัวใจล้มเหลวมักไม่ต้องจำกัดน้ำอย่างเข้มงวด แต่ผู้ที่ปัสสาวะน้อย บวม หัวใจล้มเหลว หรือฟอกไตอาจต้องกำหนดปริมาณน้ำเฉพาะบุคคล
เอกสารอ้างอิง
- Kidney Disease: Improving Global Outcomes (KDIGO) CKD Work Group. KDIGO 2024 Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. Kidney International. 2024;105(4S):S117–S314. อ่านแนวทางฉบับเต็ม
- Ikizler TA, Burrowes JD, Byham-Gray LD, et al. KDOQI Clinical Practice Guideline for Nutrition in CKD: 2020 Update. American Journal of Kidney Diseases. 2020;76(3 Suppl 1):S1–S107. PubMed
- National Kidney Foundation. Healthy Hydration and Your Kidneys. อ่านคำแนะนำเรื่องน้ำ
- โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. บทบาทของอาหารเค็มต่อการเกิดโรคไต. อ่านบทความ
คำเตือนทางการแพทย์: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือวางแผนอาหารเฉพาะบุคคลโดยแพทย์และนักกำหนดอาหารได้ ผู้ป่วยโรคไตแต่ละคนมีระยะโรค ผลเลือด โรคร่วม และยาที่แตกต่างกัน หากมีอาการผิดปกติ น้ำหนักลด บวม หอบเหนื่อย ปัสสาวะลดลง หรือผลโพแทสเซียมผิดปกติ ควรพบแพทย์

