siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

10 อาการโรคไตที่ควรสังเกต และสัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์

อาการและสัญญาณที่ควรรีบพบแพทย์ ปัสสาวะเป็นฟอง ขาหรือตาบวมกดบุ๋ม อ่อนเพลียเรื้อรัง หรือต้องลุกมาปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน นี่ไม่ใช่แค่อาการเหนื่อยล้าทั่วไป แต่คือ "เสียงกระซิบจากไต" ที่กำลังขอความช่วยเหลือ

คุณทราบหรือไม่ว่า โรคไตเรื้อรัง (CKD) เป็นภัยเงียบที่ซ่อนตัวเก่งมาก โรคไตเรื้อรังระยะแรกมักไม่มีอาการ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงตรวจพบจากค่า eGFR หรือ UACR ก่อน เมื่อโรครุนแรงขึ้นอาจพบอาการบวม อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คัน ตะคริว หรือหอบเหนื่อย แต่อาการเหล่านี้เกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน จึงไม่สามารถใช้วินิจฉัย CKD โดยไม่ตรวจเลือดและปัสสาวะ

10 อาการโรคไตที่ควรสังเกตและสัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์

👉 เช็กลิสต์ 10 สัญญาณเตือนภัยของร่างกายที่ต้องระวัง

1. ปัสสาวะเป็นฟองหนาไม่ยุบตัว (Foamy Urine)
หากปัสสาวะมีฟองมากคล้ายฟองเบียร์และไม่ยอมยุบตัว ปัสสาวะเป็นฟองอาจเกิดจากปัสสาวะไหลแรง ภาวะขาดน้ำ หรือสารทำความสะอาด หากมีฟองมากต่อเนื่อง โดยเฉพาะร่วมกับอาการบวม เบาหวานหรือความดัน ควรตรวจ UACR เพื่อดูว่ามีอัลบูมินรั่วหรือไม่

2. ร่างกายบวมน้ำ ขาหรือตาบวมกดบุ๋ม (Edema) เมื่อไตสูญเสียประสิทธิภาพในการขับโซเดียม และน้ำส่วนเกิน น้ำจะคั่งอยู่ในเนื้อเยื่อ มักแสดงอาการบวมที่เท้า ขา ข้อเท้า หรือรอบดวงตาในตอนเช้า บางครั้งอาจบวมมากจนกดแล้วเป็นรอยบุ๋ม

3. ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน (Nocturia) หรือปัสสาวะผิดปกติ
การต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกหลายรอบ ปัสสาวะกลางคืนอาจเกิดจากเบาหวาน ยาขับปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หัวใจล้มเหลวหรือการดื่มน้ำก่อนนอน

4. อ่อนเพลียเรื้อรัง หมดแรง (Fatigue & Weakness)
ถ้ารู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติ พักผ่อนก็ไม่หาย อาจเกิดจากไตเสื่อมสภาพจนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง (Erythropoietin) ได้เพียงพอทำให้ร่างกายเกิดภาวะเลือดจางและเซลล์ขาดออกซิเจน

5. ผิวหนังคันอย่างรุนแรงหรือแห้งกร้าน (Severe Itching)
อาการคันลึกๆ เกาไม่หาย และเป็นทั่วร่างกาย อาการคันใน CKD มีหลายกลไก

6. คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือมีรสโลหะในปาก (Nausea & Metallic Taste)
เมื่อของเสียกลุ่มยูเรียและสารพิษคั่งค้างในเลือดเป็นจำนวนมาก (Uremia) จะส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้กินอาหารไม่ลง คลื่นไส้ และการรับรสชาติเปลี่ยนไป

7. กล้ามเนื้อกระตุกหรือเป็นตะคริวบ่อย (Muscle Cramps)
การเป็นตะคริวบ่อยๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืน ตะคริวมีได้หลายสาเหตุ และในผู้ป่วย CKD อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของสารน้ำหรือเกลือแร่ เช่น แคลเซียม ฟอสเฟต และโพแทสเซีย

8. หายใจไม่อิ่ม หอบเหนื่อย (Shortness of Breath)
ผู้ป่วยอาจมีอาการหอบเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรง ซึ่งเกิดได้จากภาวะ "น้ำคั่งในปอด (Fluid overload)" ที่ไตไม่สามารถดึงน้ำออกได้ หรือจากภาวะเลือดจางรุนแรงจนร่างกายนำออกซิเจนไปเลี้ยงไม่ทัน

9. สมองล้า นอนไม่หลับ (Brain Fog & Insomnia)
สารพิษที่สะสมในร่างกาย (Uremic toxins) สามารถส่งผลกระทบต่อสมอง ทำให้รู้สึกกระสับกระส่าย นอนหลับยาก ขาดสมาธิ หลงลืม หรือคิดอะไรไม่ออก

10. ความดันโลหิตสูงขึ้นผิดปกติ (High Blood Pressure)
ไตมีหน้าที่ควบคุมความดันโลหิตและสมดุลน้ำ เมื่อไตทำงานผิดปกติ ร่างกายจะไม่สามารถขับโซเดียมและน้ำส่วนเกินออกได้ ส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นและเป็นภาระต่อหัวใจ

ผลตรวจผิดปกติและอาการที่ควรรีบพบแพทย์ (แม้จะยังไม่มีอาการทางร่างกาย)

อย่ารอให้ร่างกายประท้วง! บ่อยครั้งที่ภาวะแทรกซ้อนของโรคไตจะไม่แสดงอาการจนกว่าจะถึงจุดคุกคามชีวิต หากผลตรวจเลือดของคุณมีตัวเลขที่สวิงผิดปกติ หรือมีอาการดังต่อไปนี้ ต้องรีบพบแพทย์ :

  • 1. ค่าครีอะตินีน (Creatinine) พุ่งสูงเฉียบพลัน: หากค่าครีอะตินีนกระโดดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน (เช่น จาก 1.0 ไปเป็น 1.5 หรือ 2.0) นี่คือสัญญาณของ "ภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury - AKI)" หรืออาจมีการอุดกั้นของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งควรได้รับการประเมินโดยแพทย์อย่างเร่งด่วน
  • 2. ค่า eGFR ลดลงอย่างชัดเจนมากกว่า 20%: หากเจาะเลือดซ้ำแล้วพบว่าค่าการกรองของไตลดลงฮวบฮาบเกินกว่า 20-30% จากค่าเดิม ถือว่าเกินขอบเขตความแปรผันตามธรรมชาติและต้องเร่งหาสาเหตุ ควรได้รับการประเมิน
  • 3. โพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia): โพแทสเซียมตั้งแต่ 5.5 mmol/L ขึ้นไปถือว่าสูง แบ่งเป็นระดับเล็กน้อย 5.5–5.9 ระดับปานกลาง 6.0–6.4 และระดับรุนแรงตั้งแต่ 6.5 mmol/L ขึ้นไป ภาวะโพแทสเซียมสูงอาจไม่มีอาการ แต่บางรายอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ใจสั่น เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือเป็นลม ความเร่งด่วนในการรักษาต้องพิจารณาร่วมกับอาการ การเพิ่มขึ้นของค่าโพแทสเซียม การทำงานของไต และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
  • 4. ปริมาณปัสสาวะลดลงฮวบฮาบ (Oliguria): หากปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างกะทันหัน หรือปัสสาวะไม่ออกเลยร่วมกับการมีอาการบวมน้ำใหม่ที่ขา ตา หรือใบหน้า
  • 5. อาการทางสมองและระบบหัวใจ (Uremic Emergency): หากมีอาการหายใจไม่อิ่ม นอนราบไม่ได้ (น้ำท่วมปอด), เจ็บหน้าอกรุนแรง (เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ), หรือผู้สูงอายุมีอาการสับสน หลงลืมเฉียบพลัน (ของเสียท่วมสมอง) ต้องเรียกรถพยาบาลทันที

โพแทสเซียมสูงแค่ไหนจึงอันตราย?

ค่าโพแทสเซียมตั้งแต่ 5.5–5.9 mmol/L ถือว่าสูงเล็กน้อย ควรติดต่อแพทย์และตรวจซ้ำภายในประมาณ 3 วัน หากอยู่ที่ 6.0–6.4 mmol/L ควรได้รับการประเมินภายในวันเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อค่าเพิ่มขึ้นรวดเร็ว มีไตบาดเจ็บเฉียบพลัน หรือรู้สึกไม่สบาย ส่วนค่าตั้งแต่ 6.5 mmol/L ขึ้นไป ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที แม้ยังไม่มีอาการ หากมีใจสั่น เป็นลม เจ็บหน้าอก กล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก หรือหายใจลำบาก ให้ไปห้องฉุกเฉินโดยไม่ต้องรอผลตรวจซ้ำ

“ความหมายและอาการที่ต้องระวัง” และ “ควรทำอย่างไร รวมถึงอาหาร” ดังนี้

ค่าโพแทสเซียม ความหมายและอาการที่ต้องระวัง ควรทำอย่างไร รวมถึงอาหาร
ไม่เกินค่าบนของห้องปฏิบัติการ โดยทั่วไปประมาณ 5.0–5.2 mmol/L อยู่ในช่วงอ้างอิงของห้องปฏิบัติการ รับประทานอาหารตามแผนโรคไต ไม่จำเป็นต้องงดผักและผลไม้ หากแพทย์ไม่ได้สั่ง
สูงกว่าค่าบนของห้องปฏิบัติการ แต่ยังต่ำกว่า 5.5 mmol/L สูงกว่าช่วงอ้างอิงเล็กน้อย โดยทั่วไปยังไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน และมักไม่มีอาการ แจ้งแพทย์เมื่อมาพบตามนัด หรือติดต่อเร็วกว่านั้นหากค่าเพิ่มขึ้นจากเดิม มี CKD ระยะรุนแรง หรือใช้ยาที่เพิ่มโพแทสเซียม งดอาหารเสริมและเกลือทดแทนที่มีโพแทสเซียม แต่ไม่ต้องงดผักผลไม้ทั้งหมด
5.5–5.9 mmol/L สูงเล็กน้อย ส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการ บางรายอาจรู้สึกอ่อนแรง ชา หรือใจสั่น ติดต่อคลินิกหรือแพทย์และตรวจซ้ำภายในประมาณ 3 วัน ระหว่างรอให้งดเกลือทดแทนที่มีโพแทสเซียม งดอาหารเสริมโพแทสเซียม ลดอาหารแปรรูปที่มีสารเติมแต่งโพแทสเซียม และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารโพแทสเซียมสูงปริมาณมากในมื้อเดียว
6.0–6.4 mmol/L สูงปานกลาง เสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ แม้ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการ อาการเตือน ได้แก่ กล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก ใจสั่น เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือเป็นลม ติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาล ภายในวันเดียวกัน เพื่อตรวจซ้ำและพิจารณาตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ งดเกลือโพแทสเซียม อาหารเสริม และอาหารหรือเครื่องดื่มโพแทสเซียมสูงชั่วคราว การปรับอาหารอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากมีอาการหรือกำลังป่วยเฉียบพลัน ให้ไปห้องฉุกเฉิน
ตั้งแต่ 6.5 mmol/L ขึ้นไป สูงรุนแรงและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหัวใจหยุดเต้นได้ และบางรายยังไม่มีอาการเตือน ไปห้องฉุกเฉินทันที แม้ไม่มีอาการ ไม่ควรรอแก้ด้วยอาหารหรือรอตรวจครั้งถัดไป
ค่าใดก็ตามร่วมกับใจสั่น เป็นลม เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก อาจมีผลต่อการนำไฟ

ระหว่างรอพบแพทย์ควรหลีกเลี่ยงอะไร?

งดเกลือทดแทนหรือเกลือโซเดียมต่ำที่มีคำว่า potassium chloride, งดอาหารเสริมโพแทสเซียมและเครื่องดื่มเกลือแร่ ลดอาหารแปรรูปที่ฉลากมีคำว่า potassium และหลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำมะพร้าว น้ำผักผลไม้เข้มข้น ผลไม้แห้ง หรืออาหารโพแทสเซียมสูงจำนวนมากในครั้งเดียว

ไม่ควรงดผักและผลไม้ทั้งหมดเป็นเวลานาน เพราะอาจเสียประโยชน์ทางโภชนาการ ควรปรับชนิดและปริมาณตามผลเลือด ระยะโรคไต และคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร

อย่าหยุด ACE inhibitor, ARB, spironolactone หรือยาอื่นด้วยตนเอง เพราะแพทย์ต้องพิจารณาทั้งระดับโพแทสเซียม การทำงานของไต ประโยชน์ของยา และสาเหตุอื่นร่วมกัน ผลโพแทสเซียมสูงอาจเกิดจากเม็ดเลือดแตกในหลอดเลือดได้ แต่ต้องให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้พิจารณาการตรวจซ้ำ

 

ผลตรวจที่ควรติดต่อแพทย์โดยเร็ว

  • Creatinine เพิ่มขึ้นรวดเร็วจากผลเดิม
  • eGFR ลดลงมากกว่า 20% เมื่อยืนยันด้วยการตรวจซ้ำ
  • โพแทสเซียมสูงกว่าช่วงอ้างอิง
  • ปัสสาวะมีเลือดหรือ UACR เพิ่มขึ้นชัดเจน

อาการที่ควรไปห้องฉุกเฉิน

  • หอบเหนื่อยมาก หายใจลำบาก หรือนอนราบไม่ได้
  • เจ็บหน้าอก เป็นลม หรือหัวใจเต้นผิดปกติร่วมกับอ่อนแรงมาก
  • สับสน ซึมลง หรือชัก
  • ปัสสาวะไม่ออกหรือออกน้อยมากร่วมกับบวมและหอบ
  • อาเจียนต่อเนื่องจนรับน้ำไม่ได้

หากพบอาการเหล่านี้ ต้องทำอย่างไร?

การรอให้ร่างกายมีอาการครบมักหมายถึงโรคได้ดำเนินไปไกลแล้ว หากคุณมีความเสี่ยง เช่น เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองการทำงานของไต (เจาะเลือดดูค่า eGFR และตรวจปัสสาวะหาโปรตีนรั่ว UACR) เป็นประจำทุกปี

⚠️ คำเตือนทางการแพทย์ (Medical Disclaimer): บทความและข้อมูลสุขภาพบนเว็บไซต์นี้ จัดทำขึ้นโดยอายุรแพทย์เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้และเป็นข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการปรึกษา การตรวจวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ ภาวะโรคและความเจ็บป่วยของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน หากท่านมีความกังวลหรือมีอาการผิดปกติ โปรดพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาอย่างถูกต้องและปลอดภัย

เขียนและตรวจทบทวนโดย: นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม 10492