หน้าหลัก| การออกกำลัง | สุขภาพดี | อาหารสุขภาพ | สุขภาพจิต |สุภาพสตรี | การตรวจสุขภาพ | การแปรผลเลือด |โรคต่างๆ |วัคซีน | งูกัด | แพทย์ทางเลือก |โรคผิวหนัง | health calculator | มือถือ

 

NSAID ย่อมาจากคําว่า Nonsteroidal anti-inflammatory drug หมายถึง ยาต้านการอักเสบชนิดที่
ไม่ใช่สเตียรอยด์เป็นยากลุ่มที่ใช้เป็นยาแก้ปวดได้ดีโดยเฉพาะ อาการปวดจากการอักเสบ ยาที่จัด
เป็นนแม่แบบ คือ แอสไพริน (Aspirin) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีและใช้กันมานาน

ยาลดการอักเสบหรือยาแก้ปวดกลุ่ม NSIAD ได้มีการใช้การมานาน และปัจจุบันก็มียาอยู่ในตลาดมากมายมาย ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถบอกได้ว่ายาตัวไหนดีที่สุด เนื่องจากว่าการตอบสนองของยาแต่ละคนและแต่ละขนาดของยาจะไม่เหมือนกัน ดังนั้นผู้บริโภคควรจะมีความรู้ในการเลือกใช้ยา

กลไกการออกฤทธิ์ของยากลุ่ม NSAID

การอักเสบของอวัยวะในร่างกายเกิดจากการที่เซลล์หลังสารที่เรียกว่า พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งเป็นสารสื่อกลางในการกระตุ้นทำให้เกิดอักเสบ ยากลุ่ม NSAIDs นี้ออกฤทธิ์โดยการยับยั้ง enzymes ที่เรียกว่า cyclooxygenases ทำให้การหลั่งของสาร พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ลดลงทำให้การอักเสบลดลง และลดอาการปวด การยับยั้ง enzyme ดังกล่าวทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาอีกหลายประการ

ชนิดของยา NSAID

แบ่งออกเป็นสองชนิดคือ

ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือเคยทำballon หลอดเลือดหัวใจ หรือเคยเป็นอัมพาตหรืออัมพฤต หรือผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงควรจะหลีกเลี่ยงยา NSAID โดยเฉพาะยาในกลุ่ม Selective NSAIDs สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร หรือเคยมีเลือดออกมาควรจะหลีกเลี่ยงยาในกลุ่ม Nonselective NSAIDs

ผู้ป่วยที่มีโรคไต โรคหัวใจวาย โรคตับ ความจะหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดกลุ่มนี้

ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา

ยากลุ่มนี้ใช้ในการรักษาอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบโรคหรือภาวะที่นิยมใช้ยานี้ได้แก่

ยานี้มีผลข้างเคียงที่ผู้รับประทานจะต้องทราบ

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

  • ยากลุ่ม NSAIDs จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง ความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ยานี้เป็นเวลานาน และมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ยา NSAIDs ห้ามระงับอาการปวดหลังผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ

ปัจจัยเสี่ยงต่อระบบทางเดินอาหาร

  • ยากลุ่ม NSAIDs จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนทางเดินอาหารได้แก่ เลือดออกทางเดินอาหาร แผลกระเพาะอาหาร กระเพาะทะลุ

อาการข้างเคียงของยา

ผลข้างเคียงของยา NSAIDs ที่อันตรายให้หยุดยาทันทีและปรึกษาแพทย์ในกรณีที่พบอาการดังต่อไปนี้

ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้

คนส่วนใหญ่จะรับยานี้ได้อย่างปลอดภัย นอกจากบางคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงอาจจะมีผลข้างเคียงของยา ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยได้แก่

  • ระคายต่อกระเพาะ หากรับประทานขนาดยาไม่สูงและรับช่วงสั้นๆอาจจะมีอาการแน่นท้อง เสียดท้อง หากรับประทานยาในขนาดสูงและติดต่อกันเป็นเวลานานก็อาจจะทำให้เกิดโรคกระเพาะ และมีเลือดออกได้
  • ตับอักเสบ หากรับประทานยากลุ่มนี้ในขนาดสูงเป็นระยะเวลานาน
  • ไต การใช้ยากลุ่มนี้แม้ว่าในระยะสั้นก็อาจจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และมีปัญหากับไต ดังนั้นคงต้องติดตามความดันและการทำงานของไต
  • หูอื้อ พบมากในผู้ที่รับประทานยาในขนาดสูง
  • มึนงง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ
  • น้ำมูกไหล เจ็บคอ
  • ผื่นคันเล็กน้อย

ก่อนรับประทานยาจะต้องแจ้งแพทย์อะไรบ้าง

  • ไม่ควรใช้ยานี้ก่อนหรือหลังการผ่าตัดเบียงเบียนหลอดเลือดหัวใจ เนื่องจากยานี้จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง
  • ยานี้จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร และกระเพาะอาหารทุลุ ดังนั้นจะต้องระวังในผู้ป่วยสูงอายุ และผู้ที่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน

ดังนั้นการใช้ยานี้อย่างปลอดภัยจะต้องแจ้งอาการดังต่อไปนี้ให้แพทย์ทราบ

  1. แพ้ยา หากท่านผู้อ่านแพ้ยาดังต่อไปนี้ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชก่อนใช้ยา  และไม่ควรใช้ยาในกลุ่มนี้เองเนื่องจากอาจจะแพ้ยา
  • Aspirin or other salicylates
  • Ketorolac
  • Oxyphenbutazone
  • ibuprofen (e.g., Suprol)
  1.  หากท่านผู้อ่านเป็นโรคหัวใจหรือโรคไตไม่สามารถรับอาหารที่มีเกลือมากไม่ได้ ต้องแจ้งแพทย์เนื่องจากยาในกลุ่มนี้บางตัวมีเกลือผสมอยู่ อาจจะทำให้โรคที่ท่านเป็นอยู่มีอาการทรุดลง
  2. ประวัติการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ หัวใจวาย ความดันโลหิตสูง
  3. ประวัติโรคกระเพาะอาหาร หรือเคยมีเลือดออกทางเดินอาหาร
  4. การตั้งครรภ์ เนื่องจากการใช้ยาในคนท้องอาจจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ และอาจจะเกิดปัญหากับทารกดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยารับประทานเองขณะตั้งครรภ์
  5. ขณะให้นมบุตร ไม่ควรใช้ยาดังต่อไปนี้ indomethacin meclofenamate phenylbutazone piroxicam เนื่องจากมีรายงานว่าเกิดผลข้างเคียง
  6. ผู้สูงอายุอาจจะทำให้สับสน หน้า เท้าบวม ปัสสาวะออกน้อย
  7. หากท่านผู้อ่านที่รับประทานยาอื่นร่วมด้วยต้องแจ้งแพทย์และเภสัชทุกครั้ง
  8. ถ้าหากท่านมีโรคประจำตัวต้องแจ้งทุกครั้ง เช่น
  • โรคหัวใจ
  • โรคกระเพาะอาหาร
  • โรคตับ
  • โรคไต
  • โรคลมชัก
  • โรคหอบหืด
  • โรคเลือดมีประวัติเลือดออกง่าย
  • ริดสีดวงจมูก

ความปลอดภัยสำหรับคนตั้งครรภ์

จัดอยู่ในกลุ่ม D ไม่ควรให้ผู้ที่ตั้งครรภ์ไตรมาศสุดท้ายเพราะอาจจะมีผลเสียกับทารก สำหรับผู้ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยานี้เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีไม่ควรจะใช้ยานี้

การใช้ยา NSAID ในภาวะต่างๆกัน

ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เจ็บหน้าอก หรือมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคอัมพาต ควรจะหลีกเลี่ยงยาในกลุ่มนี้ หากจำเป็นต้องรับยาในกลุ่มนี้ต้องรับประทานยาในขนาดต่ำสุดและระยะสั้นที่สุด สำหรับ aspirin ใช้เป็นยาเพื่อลดการตีบของหลอดเลือด

โรคกระเพาะอาหาร

ผู้ที่มีโรคกระเพาะอาหารหรือเคยมีเลือดออกในทางเดินอาหารจะเสี่ยงต่อการมีเลือดออกหารับประทานยาแก้ปวดกลุ่มนี้ แนวทางแก้ไขอาจจะลดปัญหาเรื่องโรคกระเพาะดดยการรับประทานยาลดกรด เช่น famotidine  omeprazole lansoprazole ร่วมด้วยจะช่วยลดการเกิดโรคกระเพาะ

ภาวะเลือดออก

หากจะผ่าตัดต้องหยุดยากลุ่มนี้เป็นเวลา 7 วันก่อนผ่าตัด

ภาวะบวมน้ำ

ผู้ป่วยที่มีแนวโน้มจะบวม เช่นผู้ป่วยโรคหัวใจวาย โรคตับ และโรคไตเมื่อรับประทานยานี้จะทำให้เกิดการบวมซึ่งอาจจะทำให้โรคกำเริบ

โรคไต

ยาแก้ป่วยกลุ่มนี้อาจจะทำให้การทำงานของไตแย่ลง ดังนั้นไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยโรคไต

ผู้ป่วยตั้งครรภ์หรือเลี้ยงลูกด้วยนม

ไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้ในการตั้งครรภ์ไตรมาศสามเพราะอาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนกับเด็ก แต่สำหรับระหว่างการให้นมสามารถให้ยานี้ได้

ผู้ป่วยที่แพ้ aspirin

หากมีประวัติแพ้ยาก็ควรจะหลีกเลี่ยงยาในกลุ่มนี้ทั้งกลุ่มเพราะอาจจะมีอาการแพ้ยาได้

ยาลดการอักเสบ NSAID

ยาแก้อักเสบหรือยาแก้ปวดที่แพทย์และผู้ป่วยนิยมใช้กันใช้ทั้งลดไข้ในเด็ก ลดอาการข้ออักเสบ แต่ยากลุ่มนี้ก็มีผลข้างเคียงหากใช้ยาไม่ถูกต้อง ท่านผู้อ่านที่ใช้ยากลุ่มนี้ต้องศึกษาถึงผลดีและผลเสียของยากลุ่มนี้ข้อบ่งชี้ในการใช้ยากลุ่มนี้ได้แก่

  1. ใช้เป็นยาแก้ปวด Analgesic ได้แก่ยา Diclofenac;  Fenoprofen; Floctafenine; Ibuprofen; Ketoprofen; Meclofenamate; Mefenamic Acid; Naproxen
  2. ใช้ลดการอักเสบ Anti-inflammatory ได้แก่ยา Flurbiprofen; Indomethacin; Naproxen; Sulindac; Tenoxicam
  3. ใช้แก้ปวดประจำเดือน Antidysmenorrheal ได้แก่ยา Diclofenac; Flurbiprofen; Ibuprofen; Indomethacin; Ketoprofen; Meclofenamate; Mefenamic Acid; Naproxen; Piroxicam
  4. ใช้รักษาโรคเก๊า Antigout agentไดแก่ยา Diclofenac Fenoprofen; Floctafenine; Ibuprofen; Indomethacin; Ketoprofen; Naproxen; Phenylbutazone; Piroxicam; Sulindac
  5. ใช้ลดไข้ Antipyretic—Ibuprofen; Indomethacin; Naproxen
  6. ใช้รักษาข้ออักเสบ Antirheumatic ได้แก่ยา Diclofenac; Diflunisal; Etodolac; Fenoprofen; Flurbiprofen; Ibuprofen; Indomethacin; Ketoprofen; Meclofenamate; Nabumetone; Naproxen; Oxaprozin; Phenylbutazone; Piroxicam; Sulindac; Tenoxicam; Tiaprofenic Acid; Tolmetin
  7. ใช้ป้องกันอาการปวดศีรษะจากหลอดเลือด Vascular headache prophylactic ได้แก่ยาFenoprofen; Ibuprofen; Indomethacin; Mefenamic Acid; Naproxen
  8. ใช้แก้ปวดศีรษะจากหลอดเลือดสมอง Vascular headache suppressantได้แก่ยา Diclofenac; Diflunisal; Etodolac; Fenoprofen; Floctafenine; Ibuprofen; Indomethacin; Ketoprofen; Meclofenamate; Mefenamic Acid; Naproxen

วิธีการใช้ยาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

หลังจากที่รับประทานยานี้แล้วท่านจะต้องทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

จะต้องหลีกเลี่ยงอะไรหากรับประทานยา celecoxib

  • หลีกเลี่ยงการดื่มสุราเพราะจะเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในกระเพาะอาหาร
  • ไม่ควรจะรับประทานยาในกลุ่มยาแก้อักเสบ NSAIDs
  • ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดหรือยารักษาไข้หวัดที่มีส่วนผสมของยากลุ่ม NSAID โดยจะต้องอ่านสลากยาก่อนรับประทาน
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจ้าๆ

หากท่านรับประทานยาดังต่อไปนี้จะต้องแจ้งแพทย์

 

ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID ตัวไหนดีที่สุด | คำเตือนในการใช้ยากลุ่ม NSAIDs

   



fb google

ยากลุ่ม NSAIDs