โรคเกาต์
Gout การรักษา การลดกรดยูริก การใช้ยาแก้อักเสบ การใช้ยาcolchicin
โรคเกาต์คืออะไร
โรคเกาต์เป็นโรคที่เกิดจากระดับกรดยูริก
uric acid
ในเลือดสูงขึ้นทำให้เกิดการอักเสบของข้อเนื่องจากมีการเกาะของ
เกลือ uric บริเวณข้อและเอ็นหากเป็นเรื้อรังจะทำให้ข้อผิดรูปและเสียหน้าที่ในการทำงาน
ในรายที่เรื้อรังการเกาะของเกลือ monosodium urate จะทำให้เกิดก้อนที่เรียกว่า Tophi นอกจากนั้นยังทำให้หน้าที่ของไตเสื่อมและเกิดโรคนิ่วที่ไตด้วย
โรคเกาต์จะหมายถึงภาวะที่มีการเกาะของยูริกที่ข้อทำให้เกิดการอักเสบ
มีอาการปวด บวมแดงร้อน
ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์อาจจะมีกรดยูริกในเลือดสูงหรือปกติก็ได้
และผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเกาต์เสมอไป
โรคเกาต์เป็นในผู้ชายมากว่าผู้หญิง
9
เท่าและมักเป็นวัยกลางคนขึ้นไป
ส่วนผู้หญิงมักเป็นหลังจากหมดประจำเดือน
ภาวะที่เกี่ยวข้องกับระดับกรดยูริก
แบ่งได้เป็น
- Asymptomatic
Hyperuricemia
หมายถึงภาวะที่มีกรดยูริกในเลือดสูงโดยที่ไม่มีอาการ
- Acute Gouty
Arthritis
- Intercritical
Gout
- Chronic
Tophaceous Gout
เมื่อโรคเกาต์ไม่ได้รักษาผู้ป่วยจะปวดข้อบ่อยขึ้น
และปวดนานขึ้น
ข้อที่ปวดจะเป็นหลายข้อ
บางครั้งอาจจะเกิดอักเสบข้อไหล่
สะโพกและหลัง
หากไม่รักษาก็จะเกิดการอักเสบเรื้อรังของข้อมีอาการปวดตลอด
ข้อจะเสียหน้าที่และเกิดการตกตะกอนของเกลือmonosodium
urate ที่ข้อ หู
มือ แขน
เข่าตั้งแต่เริ่มเป็นจนเกิด
tophi ใช้เวลาประมาณ 10 ปี
อาการ
 
ตำแหน่งที่ปวด เริ่มเป็นข้อยังไม่ถูกทำลายหากเป็นนานข้อถูกทำลาย
- ปวด
บวม แดง ร้อน
โดยเฉพาะบริเวณนิ้วหัวแม่เท้าเป็นข้อที่พบบ่อยที่สุดจะมีอาการปวดข้อโดยมากปวดข้อเดียวแต่ก็ปวดหลายข้อได้
- อาการปวดมักเป็นๆหายๆ
หรือเรื้อรัง
- ข้อที่ปวดพบได้ทุกข้อ
แต่พบมากข้อนิ้วหัวแม่เท้า
ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ
ข้อนิ้วและข้อศอก
- พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
- ในรายที่เป็นมานานอาจพบนิ่วทางเดินปัสสาวะ
- มักปวดตอนกลางคืน
อาการปวดจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆมักจะมีปัจจัยกระตุ้นได้แก่
การรับประทานอาหารที่มี uricสูง
ดื่ม alcohol ผ่าตัด
ความเครียด
ข้อที่พบว่าอักเสบได้บ่อยได้แกข้อนิ้วหัวแม่เท้า
ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ
และข้อศอกเรียงตามลำดับ
พบว่าข้อที่เป็นจะบวม แดง
กดเจ็บจากรูปจะเห็นข้อนิ้วหัวแม่เท้าบวมและแดง
ในรายที่เป็นเรื้อรังจะมีการรวมตัวของกรดยูริกเกิดเป็นก้อนที่ข้อเรียก Tophi
การวินิจฉัย
- จากประวัตมีการปวดข้อและการตรวจร่างกายดังกล่าวข้างต้นโรคเกาต์มักจะปวดที่ละข้อแต่ต่างจากโรค
SLE หรือ Rheumatoid
ที่มักปวดที่ละหลายข้อ
- เจาะเลือดพบกรด
uric>7mg%
- ตรวจหากรดยูริกในปัสสาวะที่เก็บ
24 ชั่วโมง
ถ้าค่าสูงมีโอกาสเป็นนิ่วในไต
- เจาะข้อนำน้ำในข้อตรวจพบเกลือ
uric ดังรูป
- X-RAY
ข้อที่ปวดพบผลึก uric
สะสมตามข้อ
การรักษา ช่วงที่มีข้ออักเสบ
- ในช่วงที่มีอาการปวดอาจจะรับประทานยาแก้ปวด
paracetamol หรือยาแก้ปวดอื่น
- ช่วงที่มีการอักเสบของข้อให้ใช้ยา colchicine 0.5 mg ทุก 2
ชั่วโมงจนอาการปวดดีขึ้นหรือเกิดอาเจียน
และถ่ายเหลว
และอาจให้ยาแก้ปวดเช่น aspirin,indomethacin,ibuprofen,naproxyn,piroxicam ยากลุ่มนี้มีข้อเสียคือปวดท้องและเลือดออกทางเดินอาหารได้
- ช่วงที่ปวดให้พักและดื่มน้ำมากๆเพื่อป้องกันการตกตะกอนของกรดยูริก
- ให้นอนพัก
ยกเท้าสูง
- หลีกเลี่ยงการยืนหรือการเดิน
การป้องกันข้ออักเสบ
- ให้ colchicine 0.6 mg วันละ 1-4
เม็ด
ถ้าเริ่มมีอาการของข้ออักเสบให้เพิ่มได้อีก
วันละ 1-2 เม็ด
- ให้ยาลดกรด
uric ในกรณีที่กรด uric >9 mg%และยังมีการอักเสบของข้อหรือไตเริ่มมีอาการเสื่อม
เช่น probenecid 500 mg
ให้ครึ่งเม็ดวันละ2
ครั้งค่อยๆเพิ่มเนื่องจากยานี้จะเพิ่มการขับกรดยูริกทางปัสสาวะดังนั้นไม่ควรให้ในผู้ป่วยที่มีนิ่วในไตและควรแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ
และหรือ allopurinol 200-600 mg/วัน ยานี้ควรระวังในผู้ป่วยที่ไตเสื่อมเนื่องจากอาจจะเกิดอาการผื่นและแพ้ยาได้
ยากลุ่มนี้ไม่ควรให้ขณะที่มีการอักเสบของข้อเพราะจะทำให้ข้ออักเสบเพิ่มขึ้น
- ให้ดื่มน้ำมากกว่า
3 ลิตร/วัน
การควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเกาต์
- กรรมพันธุ์
ผู้ชายจะเริ่มอายุ 35-40 ปี
ส่วนผู้หญิงเริ่ม 45 ปีไปแล้ว
- อ้วน
ถ้าน้ำหนักเกิน
จะส่งผลให้กรดยูริกในเลือดสูงขึ้นด้วย
- อาหารที่มี
purine สูง
- อาหารที่มีไขมันสูง
- โรคความดันโลหิตสูง
- ยาที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูงจะลดการขับกรดยูริก
ยา aspirin ยารักษาวัณโรค เช่น
pyrazinamide , ethambutol,niacin
- เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
จะกระตุ้นให้มีการสร้างกรดยูริกเพิ่ม
- ไตเสื่อม
- โรคที่ทำให้กรดยูริกสูงเช่นโรคมะเร็ง
โรคเม็ดเลือดแดงแตก
- ภาวะขาดน้ำ
- การได้รับอุบัติเหตุที่ข้อ
|