หน้าหลัก| การออกกำลัง | สุขภาพดี | อาหารสุขภาพ | สุขภาพจิต |สุภาพสตรี | การตรวจสุขภาพ | การแปรผลเลือด |โรคต่างๆ |วัคซีน | งูกัด | แพทย์ทางเลือก |โรคผิวหนัง | health calculator | มือถือ

ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือชาวบ้านเรียกยาละลายลิ่มเลือด

เมื่อเกิดแผลหรือเลือดออกก็จะเกิดลิ่มเลือดทำให้เลือดหยุด แต่ในบางภาวะการเกิดลิ่มเลือดจะเกิดง่ายและเกิดผลเสีย เช่นหัวใจเต้นสั่นพริ้ว ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ ลิ่มเลือดเกาะที่ลิ้นหัวใจ ลิ่มเลือดดังกล่าวจะไปอุดหลอดเลือดทำให้เกิดโรคเช่นอัมพาตเป็นต้น

ผลข้างเคียงยานี้อาจจะทำให้เลือดออกง่ายดังนั้นจะต้องปฏิบัติตามแพทย์

 

ยานี้มีปฏิกิริยากับยาหลายอย่างดังนั้นห้ามซื้อยารับประทานเอง

ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (oral anti-coagulant)

coumadin

เมื่อไรจึงจะใช้ยาละลายลิ่มเลือด warfarin

Warfarin เป็นยาในกลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดกิน (oral anti-coagulant) มีข้อบ่งใช้ในการป้องกันการแข็งตัวของเลือดจนเกิดการอุดตันของหลอดเลือด ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะดังกล่าว

อาการไม่พึงประสงค์

อาการไม่พึงประสงค์หลักของ warfarin ได้แก่ ภาวะเลือดออก ซึ่งอาการบ่งบอกว่ามีภาวะดังกล่าวได้แก่ อาการปวดท้อง ถ่ายดำ อาเจียนหรือไอเป็นเลือด พบจ้ำเลือดตามผิวหนัง เป็นต้น โดยความเสี่ยงของการเกิดเลือดออก จะเพิ่มสูงขึ้นในผู้ที่มีภาวะเหล่านี้

อาการผลข้างเคียงของยามีอะไรบ้าง

หากอาการดังกล่าวรุนแรง หรือไม่หายจะต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ

ข้อสำคัญยาละลายลิ่มเลือดอาจจะทำให้เกิดผิวหนังตายจากการขาดเลือด ดังนั้นต้องหมั่นตรวจผิวหนังหากพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงผิวหนัง มีแผล หรือมีอาการปวด ต้องรีบแจ้งแพทย์ รวมทั้งการเกิด purple toe syndrome และ skin necrosis

หากพบอาการดังกล่าวจะต้องหยุดยาและพบแพทยทันที อาการดังกล่าวได้แก่

การตรวจติดตามความปลอดภัย

เนื่องจากยานี้หากได้มากไปจะเกิดเลือดออกดังนั้นจะต้องเจาะเลือดเพื่อความปลอดภัยโดยการเจาะ International Normalized Ratio (INR) ตลอดระยะเวลาที่ใช้ยา

โดยปกติค่าจะรักษาค่า INRจะมีค่าเท่าใด

สิ่งหนึ่งที่พึงระลึกถึงในการติดตามค่า INR คือ ค่า INR จะอยู่ในระยะคงที่ (steady state) ภายหลังจากได้รับยาแล้วประมาณ 7-10 วัน. ดังนั้นความจะปรับยาหลังจากได้ยาอย่างน้อย 3 วันเพื่อมิให้เกิดปัญหาเลือดออก

ปฏิกิริยาระหว่างยากับอาหารและกับยาด้วยกัน 

ยาที่มีผลเพิ่มฤทธิ์ของวาร์ฟารินทำให้เลือดออกง่าย

การใช้ warfarin ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด (antiplatelet agents) เช่น ASA, clopidogrel รวมทั้งยากลุ่ม NSAIDs จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออก จึงต้องใช้ร่วมกันอย่างระมัดระวังเช่นเดียวกัน.

ยาที่มีผลลดฤทธิ์ของวาร์ฟาริน เช่น

จะต้องรับประทานอาหารอย่างไร

เนื่องจาก warfarin เป็น vitamin K antagonists ดังนั้นอาหารที่มีวิตามินเคสูง เช่น ตับ ชาเขียว ผักใบเขียว (อาทิ ผักขม ผักกาดหอม กระหล่ำต่างๆ) น้ำมันจากพืช อาจมีผลต้านการออกฤทธิ์ของ warfarin ได้ ในทางปฏิบัติไม่ได้ห้ามผู้ป่วยกินอาหารดังกล่าว เพียงแต่แนะนำให้กินในปริมาณที่คงที่. การกินอาหารที่มีวิตามินเคสูง อย่างไม่สม่ำเสมอจะส่งผลกระทบถึงการปรับขนาดยาที่ไม่เหมาะสม จนผู้ป่วยอาจเกิดอันตรายได้.

ก่อนจะใช้ยานี้จะต้องแจ้งแพทย์เรื่องอะไรบ้าง

ข้อปฏิบัติตนสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยา Warfarin

การเก็บยา

เนื่องจากยานี้มีอันตรายมาก ควรจะเก็บยาให้พ้นจากมือเด็ก

ยาต้านการแข็งตัวของเลือด  


fb google