siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

ทำความรู้จัก "ไต": โครงสร้างและหน้าที่สำคัญที่ทุกคนต้องรู้

ไต (Kidney) คืออวัยวะมหัศจรรย์ที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อรักษาสมดุลให้ร่างกายของเรามีชีวิตอยู่ได้ แม้จะมีขนาดเพียงเท่ากำปั้น แต่กลับทำหน้าที่ซับซ้อนและสำคัญอย่างยิ่ง ไตเป็นหัวใจหลักของระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary System) ซึ่งเป็นระบบกำจัดของเสียที่สำคัญที่สุดของร่างกาย การทำความเข้าใจโครงสร้างและหน้าที่ของไตจึงเป็นก้าวแรกของการดูแลสุขภาพไตให้แข็งแรงไปอีกนาน


โครงสร้างของระบบทางเดินปัสสาวะ

ระบบนี้เปรียบเสมือนโรงบำบัดน้ำเสียของร่างกาย ประกอบด้วย 4 อวัยวะหลักที่ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ

  1. ไต (Kidneys): เป็นอวัยวะรูปทรงคล้ายเมล็ดถั่ว มี 2 ข้าง อยู่บริเวณบั้นเอวสองด้านของกระดูกสันหลัง ไตคือ "หน่วยกรองหลัก" ที่ทำหน้าที่กรองเลือดเพื่อแยกของเสีย, น้ำ และสารส่วนเกินออกจากเลือด เพื่อผลิตเป็นน้ำปัสสาวะ

  2. ท่อไต (Ureters): เป็นท่อลำเลียงที่เชื่อมต่อระหว่างไตแต่ละข้างไปยังกระเพาะปัสสาวะ ทำหน้าที่นำน้ำปัสสาวะที่ผลิตเสร็จแล้วส่งไปเก็บพักไว้

  3. กระเพาะปัสสาวะ (Urinary Bladder): เป็นอวัยวะที่มีลักษณะเป็นถุงกล้ามเนื้อยืดหยุ่น ทำหน้าที่เป็น "อ่างเก็บน้ำ" ชั่วคราว เมื่อมีน้ำปัสสาวะสะสมประมาณ 200-300 มิลลิลิตร ผนังกระเพาะปัสสาวะจะส่งสัญญาณประสาทไปที่สมอง ทำให้เรารู้สึกปวดปัสสาวะ

  4. ท่อปัสสาวะ (Urethra): เป็นท่อสุดท้ายที่ทำหน้าที่นำน้ำปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะขับออกจากร่างกาย

โครงสร้างของไต

 


7 หน้าที่สำคัญของไต: มากกว่าแค่การขับปัสสาวะ

หลายคนเข้าใจว่าไตมีหน้าที่แค่สร้างปัสสาวะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไตมีความสำคัญต่อระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย

1. กำจัดของเสียออกจากร่างกาย

เมื่อเรารับประทานอาหาร โดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ร่างกายจะเผาผลาญและเกิดของเสียที่ชื่อว่า ยูเรีย (Urea) และ ครีเอตินิน (Creatinine) ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย ไตจะทำหน้าที่กรองสารพิษเหล่านี้ออกจากเลือดและขับทิ้งไปกับปัสสาวะ หากของเสียเหล่านี้คั่งค้าง จะทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ ซึม และหมดสติได้

2. รักษาสมดุลน้ำในร่างกาย

ไตคือผู้ควบคุมปริมาณน้ำในร่างกายอย่างแท้จริง หากเราดื่มน้ำมากเกินไป ไตจะขับน้ำส่วนเกินออกทำให้ปัสสาวะใสและมีปริมาณมาก ในทางกลับกัน หากร่างกายขาดน้ำ เช่น ท้องเสียหรือเหงื่อออกมาก ไตจะพยายามสงวนน้ำไว้โดยการดูดน้ำกลับ ทำให้ปัสสาวะน้อยลงและมีสีเข้มข้น

3. รักษาสมดุลเกลือแร่ (Electrolytes)

เกลือแร่ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม และฟอสเฟต มีความสำคัญต่อการทำงานของเซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อ ไตจะคอยปรับระดับเกลือแร่เหล่านี้ให้สมดุลเสมอ หากไตเสื่อมจะไม่สามารถขับเกลือ (โซเดียม) ส่วนเกินได้ ทำให้เกิดอาการบวมและความดันโลหิตสูง

4. รักษาสมดุลกรด-ด่างของเลือด

กระบวนการเผาผลาญในร่างกายจะสร้างสภาวะกรดขึ้นทุกวัน ไตจะทำหน้าที่ปรับสมดุลโดยการขับกรดส่วนเกินทิ้งไปกับปัสสาวะ เพื่อรักษาระดับความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของเลือดให้คงที่ ซึ่งสำคัญต่อการทำงานของเอนไซม์และเซลล์ทั่วร่างกาย

5. ควบคุมความดันโลหิต

ไตควบคุมความดันโลหิตผ่านกลไกหลัก 2 อย่าง คือ การควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือโซเดียมในร่างกาย และการผลิตฮอร์โมนที่ชื่อว่า เรนิน (Renin) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ควบคุมการหดและขยายตัวของหลอดเลือด ผู้ป่วยโรคไตจึงมักมีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย

6. กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง

ไตสามารถรับรู้ได้เมื่อร่างกายมีออกซิเจนน้อยลง และจะตอบสนองโดยการสร้างฮอร์โมน อิริโทรโพอิติน (Erythropoietin หรือ EPO) ไปกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อไตเสื่อม การสร้างฮอร์โมนนี้จะลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจาง

7. สร้างวิตามินดีในรูปแบบที่ออกฤทธิ์ได้

วิตามินดีที่ร่างกายได้รับจากแสงแดดหรืออาหารยังไม่สามารถใช้งานได้ ไตคืออวัยวะสุดท้ายที่จะเปลี่ยนวิตามินดีให้อยู่ในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ (Active Vitamin D) ซึ่งจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส เพื่อสร้างกระดูกที่แข็งแรง

จะเห็นได้ว่าไตเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักและมีความสำคัญอย่างยิ่ง การดูแลไตให้ดีจึงเท่ากับการดูแลสุขภาพของร่างกายทั้งระบบ

เพิ่มเพื่อน