Steven Johnson Syndrome
โรค Stevens-Johnson syndrome และ toxic epidermal necrolysis จะมีลักษณะที่คล้ายกันคือ จะมีผื่นที่เยื่อบุ mucosa (เช่นเยื่อบุในปาก ช่องคลอด ท่องปัสสาวะ ตา )และมีผื่นนูนแดง ที่ผิวหนัง และมีการลอกของผิวหนัง หากเป็น Stevens-Johnson syndrome ผิวหนังจะลอกน้อยกว่าร้อยละ10% ส่วน toxic epidermal necrolysis จะมีผิวลอกมากกว่าร้อยละ 30%
ตวามเป็นมา
- ปี 1922 Stevens and Johnson ได้รายงานผู้ป่วยเด็ดสองคนอายุ 7 และ 8 ปี โดยมีอาการไข้สูง ผื่นขึ้นตามตัว ปากและตา เขาเชื่อว่าเกิดจากการติดเชื้อแต่ไม่ทราบสาเหตุ
- ปี1950 Thomas ได้แบ่งผื่นออกเป็นสองพวกได้แก่ erythema multiforme minor (von Hebra) และ erythema multiforme major (EMM;หรือที่เรียกว่า Stevens-Johnson syndrome, or SJS).
- ปี 1993-1994 Bastuji and Roujeau ผื่น erythema multiforme และ Stevens-Johnson syndromeออกจากกันโดยมีข้อแตกต่างกันดังนี้
- erythema multiforme จะมีผื่นเป็นแดง และบุ๋มตรงกลาง จะไม่มีผื่นที่ตาและปาก
- ส่วนStevens-Johnsonจะมีผื่นแดงและลอกทั้งตัว ที่สำคัญจะมีผื่นที่ปาก ตา มักจะมีผื่นที่ตาทำให้เกิดตาแดง ปากมีแผลหลายแห่ง ริมฝีปากบวม แตก อ้าปากไม่ขึ้น อวัยวะเพศมีแผล รวมทั้งทวารหนัก ทำให้ถ่ายเหลว
สาเหตุ
เชื่อว่าเกิดจากภูมิแพ้ต่อสารภูมิแพ้ เช่นยา การติดเชื้อ
- การติดเชื้อเช่น
Mycoplasmapneumoniae,
herpes simplex virus 1 หรือ 2 Streptococcus species, Histoplasma capsulatum, influenza virus, and adenovirus
- การฉีดวัคซีน
- โรคบางชนิดเช่น
systemic lupus
- ยา ที่พบได้บ่อยได้แก่ยาปฏิชีวนะ(
sulfa,
penicillin
) ยาแก้ปวด (nsaid )ยาแก้โรคเก๊าต์( Allopurinol) ยาแก้ไอ ยาจิตเวช ยากันชัก (
Phenytoin, Carbamazepine, barbiturates
)
- อาหาร
อาการของผู้ป่วย
มักจะเริ่มต้นอาการที่ไม่บ่งชี้ว่าจะเป็นโรคอะไรได้แก่
- ไอ
- ปวดตามตัว
- ปวดศีรษะ
- ไข้
- อาเจียน
- ท้องร่วง
อาการเฉพาะตำแหน่งได้แก่
อาการทางตา
- ตาแดง
- น้ำตาไหล
- ตาแห้ง
- ปวดตา
- หนังตากระตุก
- เคืองตา
- เหมือนฝุ่นเข้าตา
- ตามองไม่ชัด
- ปวดแสบร้อน
- ปวดตาเมื่อเจอแสง
- มองเห็นภาพซ้อน
อาการอื่น ได้อาการที่เกิดขึ้นกับแต่ละอวัยวะ
- Skin lesions ผื่นที่ผิวหนังจะมีผื่นลักษณะ erythema multiforme ผื่นจะเป็นตุ่มแดง หรือเป็นตุ่มพอง
- Oral lesions ผื่นที่ปาก
- Esophageal lesions แผลในหลอดอาหาร
- Pharyngeal lesions แผลที่คอ
- Laryngeal lesions แผลที่กล่องเสียง
- Anal lesions แผลที่ก้น
- Tracheal lesions แผลในหลอดลม
- Vaginal lesions แผลที่ช่องคลอด
- Urethral lesions แผลที่ท่อปัสสาวะ
การตรวจร่างกาย
สามารถตรวจพบผื่นตามผิวหนังแรกๆจะขึ้นบางแห่งต่อมาผื่นจะลามทั่วตัวปาก ในช่องปาก ตาแดงอักเสบและมีผิวลอกเหมือนผื่นในโรค toxic epidermal necrolysis
การพยากรณ์โรค
- อัตราการเสียชีวิตจะสูงในผู้ป่วยที่เป็นโรค toxic epidermal necrolysis ประมาณร้อยละ30-35
- ส่วน Stevens-Johnson syndromeจะมีอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 5
- อาจจะมีโรคแทรกซ้อน ที่สำคัญได้แก่
- การขาดน้ำและการเสียสมดุลของเกลือแร่
- การติดเชื้อ
- การสูญเสียพลังงานและโปรตีน
- แผลที่เยื่อบุต่างๆ เช่น ปาก ทางเดินอาหาร ทางเดินหลอดลม
- ตา อาจจะทำให้เกิดการอักเสบ และตาอาจจะบอด
- ปอดบวมพบได้ร้อยละ30ของผู้ป่วยที่เป็น Stevens-Johnson syndrome
- โรคแทรกซ้อนอื่นๆที่พบได้แต่ไม่มากได้แก่ ตับอักเสบ ไตวาย
การรักษา
หยุดปัจจัยกระตุ้น
- หากสงสัยว่าแพ้ยาต้องหยุดยานั้นทันที ผู้ป่วยมักจะได้รับยาก่อนเกิดอาการ 1-3 สัปดาห์ หากผู้ป่วยเคยแพ้มาก่อนอาการอาจจะเกิดเร็ว
- หากสงสัยว่าเกิดจากการติดเชื้อ ต้องรีบหาสาเหตุและให้ยาอย่างเหมาะสม
การรักษาทั่วๆไป
ไม่มีการรักษาเฉพาะสำหรับโรคนี้ การรักษาเป็นการประคับประคอง และควรย้ายเ้าไปใน ICU หรือ BURN UNIT
- ให้น้ำเกลือกอย่างเพียงพอ
- หากรับประทานอาหารไม่ได้ให้ใส่สายทางจมูกเพื่อป้อนอาหาร ควรจะเริ่มต้นวันที่2 และหยุดน้ำเกลือเมื่อ2 สัปดาห์
- หากรับประทานอาหารไม่ได้ต้องให้อาหารทางน้ำเกลือ
- ให้อินซูลินหากน้ำตาลในเลือดสูง
- ต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อ
- ให้ยาป้องกันการเกิดแผลที่กระเพาะอาหาร
- ให้เพาะเชื้อจากเลือด สายสวนปัสสาวะ สายป้อนอาหาร
- หลีกเลี่ยงยาทาที่มีsulfonamide เป็นส่วนผสม เช่น
silver sulfadiazine
- ปรับอุณหภูมิห้องมิให้เกิน 32 องศาเพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน
- การทำแผลที่ผิวหนัง
- ยาที่ใช้ทาก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าชนิดไหนดีกว่ากัน โดยทั่วไปก็ใช้วิธีชำระแผล ทำความสะอาด เพาะเชื้อทุก 48 ชั่วโมง
การรักษาโดยการให้ยา
ได้มีการทดลองให้ยาหรือการรักษาโดยการกดภูมิคุ้มกัน พบว่ายังไม่มีข้อสรุปว่าวิธีไหนจะดีที่สุด
- การใช้ยา steoid ได้รับการกล่าวมากที่สุด ว่าการให้ยาในระยะสั้นจะทำให้โรคหายเร็ว แต่จากการศึกษาปี 1980 พบว่าการให้ steoid จะทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 91% แต่มีผู้แย้งว่าการศึกษาสมัยเก่าอาจจะมีปัญหาเรื่องการกำจัดต้นเหตุ และการให้ steroid ที่ช้าหรือขนาดยาไม่พอ
- การใช้ยา steoid จะเพิ่มอัตราการติดเชื้อ ทำให้มีการทำลายโปรตีนเพิ่มขึ้น
- โดยสรุปการให้ steroid ยังไม่พิสูจน์ว่ามีประโยชน์
- ขนาดยาที่ใช้ prednisolone 1 mg/kg หากโรคเป็นมากต้องเพิ่มขนาดยา
|