ต้อกระจก > ตาบอดสี > ตาแดง > ตาแห้ง > ต้อหิน > เสียงแหบ > ตากุ้งยิง
โรคต้อหิน
หลายคนคุ้นเคยกับคำว่าต้อกระจกมากกว่าต้อหิน
ต้อกระจกเป็นภาวะที่เลนส์ตาเราขุ่นมัวเหมือนกระจกฝ้าทำให้เห็นไม่ชัด
ส่วนต้อหินไม่ได้หมายความว่าเลนส์ตาเราจะแข็งเหมือนหิน แต่หมายถึงการเสื่อมของประสาทตาจากความดันในตาซึ่งสูงขึ้นหรือบางคนความดันตาก็ไม่ได้สูง
การทำงานของตา
การที่จะเข้าใจโรคต้อหินจะต้องเข้าใจถึงโครงสร้างของตา ตาของเรามีลักษณะกลม
มีเปลือกตาขาว (sclera ) หุ้ม
น้ำตาและน้ำเลี้ยงตาเหมือนกันหรือไม่
น้ำตาเป็นน้ำที่สร้างจากต่อมน้ำตาและหล่อเลี้ยงภายนอก
ส่วนน้ำเลี้ยงตาจะอยู่ในลูกตาไม่ออกสู่ภายนอก น้ำเลี้ยงตาจะหล่อเลี้ยง
กระจกตา เลนส์และม่านตา |
อยู่ภายนอก
ส่วนหน้าของลูกตาซึ่งเป็นส่วนที่เรามองเห็น จะมีเยื่อบางๆหุ้มอยู่เรียกเยื่อนี้ว่า conjunctiva ถัดจากนั้นเป็นชั้นที่เรียกว่า กระจกตา (cornea) เป็นทางให้แสงผ่านชั้นนี้หากขุ่นมัวเราสามารถผ่าตัดเปลี่ยนได้
ถัดจากนั้นก็จะเป็นรูม่านตา pupil ซึ่งจะปรับปริมาณแสงที่ผ่านถ้าสว่างมากรูม่านตาก็จะเล็ก
หากมือรูม่านตาก็จะกว้างเพื่อให้แสงผ่านเข้าตามากขึ้น แสงจะผ่านไปเลนส์ lens และไปที่จอรับภาพ retina ในตาจะมีน้ำเลี้ยงเรียก aqueous humor ซึ่งเหล่าเลี้ยงเลนส์ กระจกตา และจะถูกดูดซึมตามท่อข้าง iris
muscle ทำให้มีความสมดุลของน้ำในตา
ต้อหินคืออะไร
ต้อหินเป็นภาวะที่เกิดจากความดันในลูกตาสูงขึ้นและมีการเสื่อมของประสาทต าและสูญเสียการมองเห็น
ความดันในตาที่สูงจะกดดันเส้นประสาทตา (optic nerve)ให้เสื่อม
ความดันสูงเป็นเวลานานประสาทตาก็จะเสื่อมทำให้สูญเสียการมองเห็น
การสูญเสียการมองเห็นจะเริ่มที่ขอบนอกของลานสายตา ส่วนตรงกลางภาพยังเห็นชัด
หากไม่ได้รักษาการมองเห็นจะจะได้ภาพเล็กลง
การเปลี่ยนแปลงจะค่อยๆเป็นโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว โดยมากมักจะเป็นสองข้าง
อาจจะเป็นข้างใดข้างหนึ่งก่อน
การมองเห็นของคนปกติ |
การมองเห็นของคนเป็นต้อหิน |
อาการของต้อหิน
ผู้ที่มีความเสี่ยง
- ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน
- ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน
- ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก
- ผู้ป่วยโรคต่อมธัยรอยด์
- ผู้ที่ใช้ยา steroid
|
เนื่องจากโรคต้อหินมีการดำเนินอย่างช้าๆ
ความดันในตาค่อยๆเพิ่มดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่มีอาการ
นอกจากผู้ป่วยบางรายที่เป็นแบบเฉียบพลันจะมีอาการเห็นไม่ชัด เมื่อมองแสงไฟจะเห็นรุ้งกินน้ำเป็นวงๆ
ปวดตา ปวดศีรษะ โรคต้อหินเป็นได้ทุกอายุ คนที่มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้แก่
ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน
ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ดังนั้นแพทย์แนะนำให้มีการตรวจตาเป็นประจำ แนะนำว่าผู้ที่อายุ 40
ปีควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคต้อหิน หากปกติก็ให้ตรวจทุก 2-4 ปี
สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปีควรได้รับการตรวจคัดกรองทุก 2 ปี
สำหรับท่านที่มีความเสี่ยงต่อโรคต้อหินควรได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 35 ปี
ชนิดของโรคต้อหิน
Open angle glaucoma
แนวสีเขียวเป็นแนวทางน้ำเลี้ยงตาไหลเวียนและไหลเข้าท่อระบายน้ำเลี้ยงตา(drainage
canals) การอุดจะเกิดที่ที่ทางเดินท่อน้ำตาถูกอุดตัน |
เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดของต้อหิน เกิดจากการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงตาอุดตัน ทำให้ความดันในลูกตาสูง
(intraocular pressure IOP)
ผู้ป่วยจะไม่มีอาการ ไม่มีสัญญาณเตือนหากไม่พบก็จะมีการเสื่อมของสายตา
ต้อหินชนิดนี้ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยา
Angle closure glaucoma
จากภาพจะเห็นว่าท่อระบายน้ำตาถูกปิดโดยกล้ามเนื้อม่านตา Iris |
พบไม่บ่อย เกิดเมื่อมุมระหว่าง iris และ corneaแคบ
ต้อหินชนิดนี้จะเกิดอาการอย่างเฉียบพลันเนื่องจากมีการอุดของระบบท่อระบายทำให้ความดันในลูกตาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ยาบางชนิดหรือการที่อยู่ในที่มืดจะทำให้รูม่านตาขยายก็จะทำให้เกิดต้อหินชนิดนี้ได้
อาการที่สำคัญคือปวดศีรษะ ปวดตา คลื่นไส้อาเจียน
เห็นแสงเป็นสายรุ้งรอบดวงไฟและตามัวลง
หากมีอาการนี้ต้องรีบพบแพทย์เพราะหากช้าจะทำให้เกิดการทำลายประสาทตา
การรักษามักจะต้องผ่าตัด
ต้อหินที่เกิดจากสาเหตุอื่น
เช่นการอักเสบของตา การได้รับอุบัติเหตุ โรคเบาหวานหรือการใช้ยาเช่น steroid ต้อหินชนิดนี้จะมีอาการไม่รุนแรง
การรักษาก็ขึ้นกับความรุนแรงและชนิดของต้อหิน
Normal tension glaucoma NTG
ต้อหินชนิดนี้จะมีความดันลูกในตาปกติแต่ประสาทตาก็ถูกทำลาย
การรักษายังเป็นที่ถกเถียงกัน
Pigmentary glaucoma
เกิดเม็ดสีของตาหลุดไปอุดท่อระบาย การรักษาใช้ยาหรือ laser
การวินิจฉัย
หากแพทย์สงสัยว่าจะเป็นต้อหินแพทย์จะตรวจตาอย่างละเอียด
ตรวจความดันลูกตา Tonometry
เป็นการวัดความดันลูกตา แพทย์จะหยอดยาชาหลังจากนั้นก็จะวัดความดันลูกตา
ค่าความดันของลูกตาปกติ 12-22 มม.ปรอทคนที่เป็นต้อหินมากจะมีความดันในลูกตามากกว่า
20 มม.ปรอท
ตรวจประสาทตาและจอรับภาพ Ophthalmoscopy
วิธีการตรวจจอรับภาพตาด้วยกล้องส่อง |
ภาพที่เห็นจากกล้องเส้นประสาทตาจะมีสีซีดตรงกลางภาพ |
เป็นการใช้เครื่องมือส่องเข้าไปในตาเพื่อตรวจดูประสาทตา
ผู้ป่วยบางคนอาจจะต้องหยอดยาขยายม่านตาเพื่อจะตรวจได้ง่ายขึ้น
ผู้ป่วยที่เป็นต้อหินเรื้อรังเส้นประสาทจะซีดและมีขนาดใหญ่
การตรวจลานสายตา Perimetry
วิธีการตรวจลานสายตา |
ลานสายตาของคนปกติจะเห็นได้กว้าง จุดดำๆที่เห็นเรียกจุดบอด |
ลานสายตาของคนที่เป็นต้อหินจะแคบ ส่วนที่มองไม่เห็นคือส่วนดำๆในภาพ |
เป็นการตรวจลานสายตาของผู้ป่วย กล่าวคือเวลาเรามองเราสามารถมองได้เป็นบริเวณกว้าง
หากเป็นโรคต้อหินพื้นที่เรามองจะแคบลงดังแสดงในรูปข้างบน
วิธีการตรวจผู้ป่วยจะมองตรงแล้วจะมีหลอดไฟหรือแสงวางตำแหน่งต่างๆกันหากเราเห็นก็บอก
แพทย์จะจดตำแหน่งที่เห็นเพื่อจะตรวจสอบลานสายตาว่าแคบหรือปกติ
การตรวจ Gonioscopy
เป็นการตรวจมุมของกล้ามเนื้อ iris กับ cornea เป็นการตรวจเพื่อจะบอกว่าเป็นต้อหินชนิดมุมปิดหรือเปิด
โดยแพทย์จะหยอดยาชาและเอาเครื่องมือติดตาซึ่งจะมีกระจกซึ่งแพทย์จะสามารถมองเห็นว่ามุมปิดหรือมุมเปิด
โรคต้อหินรักษาหายขาดหรือไม่
โรคต้อหินไม่สามารถรักษาให้หายขาดแต่สามารถควบคุมได้
เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคต้อหินแล้วต้องติดตามการรักษาต่อเนื่อง
หลักการรักษาคือการลดความดันในลูกตา ป้องกันตาบอดโดยการใช้ยาหยอด ยารับประทาน
การรับประทานยา การผ่าตัด
วิธีการรักษามีอย่างไรบ้าง
การใช้ยาหยอดตา
ยาหยอดตาที่ใช้รักษาต้อหินหากใช้ไม่ถูกต้องก็จะเกิดผลข้างเคียงและไม่มีประสิทธิภาพวิธีการใช้ยาที่ถูกต้องมีดังนี้
- ตรวจชื่อยาว่าถูกต้องหรือไม่
- ล้างมือให้สะอาด
- เขย่ายาให้เข้ากัน
- เอนตัวไปข้างหลัง
- เหลือกตามองไปข้างบน
- ดึงหนังตาล่างออกเพื่อเป็นแหล่งหยอดยา
- หยอดยาลงบนหนังตาล่างแล้วปิดตา เอนนอน
- อย่าให้ขวดยาถูกตา
- กดที่หัวตาเบาๆ 2-3 นาที เพื่อมิให้ยาไหลลงในท่อน้ำตา
- ใช้ผ้าเช็ดยาที่อยู่รอบตา
- ล้างมืออีกครั้ง
- หากต้องหยอดยาอีกชนิดหนึ่งให้รอ 5 นาทีค่อยหยอดชนิดใหม่
| ชนิดยา |
ชื่อยา |
การออกฤทธิ์ |
ผลข้างเคียง |
| Beta blocker |
Ateoptic,Betaophtiole,
Betagan,Betoptic
glaucooph,nyolol
timolol,Fortil |
ลดการสร้างน้ำเลี้ยงตา |
ทำให้หัวใจเต้นช้า ความดันโลหิตลดลง
หอยหืดมากขึ้นในคนที่เป็นหอบหืด |
| Carbonic anhydrase inhibitor |
Azopt,trusopt |
ลดการสร้างน้ำเลี้ยงตา |
ตามัว คันตา ตาแห้ง หากแพ้ยา sulfa ไม่ควรใช้Azopt |
| Miotic |
pilogel HS |
เพิ่มการไหลเวียนของน้ำเลี้ยงตา |
มองไม่ชัดในที่มืดเนื่องจากรูม่านตาเล็ก |
| Postaglandin |
xalatan |
เพิ่มการไหลเวียนของน้ำเลี้ยงตา |
มีการเปลี่ยนเป็นสีเป็นน้ำตาลของม่านตา |
| Alpha adrenergic
agonist |
alphagan |
ลดการสร้างน้ำเลี้ยงตา |
อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ตามัว ปากแห้ง จมูกแห้ง |
| Sympathomimetic |
|
เพิ่มการไหลเวียนของน้ำเลี้ยงตา |
ปวดศีรษะ ตามัว |
การรักษาโดยการผ่าตัด
การผ่าตัดทุกชนิดจะมีความเสี่ยงแพทย์จะเลี่ยงการผ่าตัด
แต่การผ่าตัดปัจจุบันก็ประสบผลสำเร็จด้วยดี
การผ่าตัดเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นต้อหินชนิดมุมปิดclose angle
glaucoma หรือในรายที่ใช้ไม่ได้ผลหรือมีผลข้างเคียงของยา การผ่าตัดมักจะเลือกผ่าข้างใดข้างหนึ่ง การผ่าตัดมีสองชนิดใหญ่ๆคือ
Laser surgery
การผ่าตัดด้วยวิธี Laser แพทย์จะหยอดยาชาที่ตาหลังจากนั้นจะใช้พลังงานจากแสง laser เพื่อเปิดทางเดินน้ำเลี้ยงตา ขณะทำท่านอาจจะเห็นแสงเหมือนถ่ายรูป
และมีอาการระคายเคืองตา การรักษาโดยวิธี laser จะลดความดันลูกตาเป็นการชะลอการผ่าตัด วิธีการผ่าตัก laser มีดังนี้
- Laser peripheral iridotomy
- Argon Laser Trabeculoplasty
- Laser cyclophotocoagulation
หลังการผ่าตัดด้วย laser ผู้ป่วยจำเป็นที่จะต้องใช้ยา
บางรายอาจจะต้องผ่าตัดซ้ำ
Microsurgery
การผ่าตัดวิธีนี้เหมาะสมกับต้อหินทุกชนิดทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง
การผ่าตัดอาจจะใช้ยาชาเฉพาะที่หรือดมยาสลบ
หลังผ่าตัดผู้ป่วยสามารถเดินและกลับบ้านได้โดยมีผ้าปิดตาและห้ามถูกน้ำ
ห้ามออกกำลังกายอย่างหนัก ห้ามก้ม ดำน้ำ หรืออ่านหนังสือเป็นเวลา 1 สัปดาห์
หลังการผ่าตัดลูกตาท่านก็จะเหมือนปกติ
จะมีรูเล็กๆที่ตาขาวซึ่งถูกหนังตาบนปิดบังอยู่
คำแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นต้อหิน
- จะต้องตรวจวัดความดันลูกตาทุกสัปดาห์ ทุกเดือนจนกระทั่งความดันในตากลับสู่ปกติ
- ให้ใช้ยาอย่างสม่ำเสมอแม้ว่าความดันลูกตากลับสู่ปกติ จะหยุดเมื่อแพทย์สั่งให้หยุด
- ให้ใช้ยาเวลาที่สะดวกที่สุด เช่นหลังตื่นนอน หรือก่อนนอน
- หากท่านลืมหยอดยา ให้หยอดยาทันที่ที่นึกขึ้นได้
- หากลืมรับประทานยา ให้รับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้
- เตรียมยาสำรองหากต้องเดินทาง
- จดชื่อยาที่ใช้รวมทั้งขนาดที่ใช้ไว้กับตัว
- ปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการหยอดยาที่ถูกต้อง
- จดตารางการหยอดยา และยารับประทานไว้ที่ๆมองเห็นได้ง่าย
- ต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียง
- เมื่อไปพบแพทย์ท่านอื่นต้องบอกว่าท่านเป็นต้อหินและกำลังใช้ยาอยู่
- หากมีอาการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับตาต้องรายงานแพทย์
- ไปตามแพทย์นัด และให้แพทย์นัดครั้งต่อไป
- หากไม่ได้ใช้ยาต้องบอกแพทย์ทุกครั้ง
การดูและตา
- สำหรับคุณผู้หญิงต้องใช้เครื่องสำอางที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
- ห้ามขยี้ตาแม้ว่าจะเคืองตา
- หากท่านมีการผ่าตัดตา ให้สวมแว่นกันฝุ่นหรือกันน้ำเวลาทำงานหรือว่ายน้ำ
- ดูแลสุขภาพทั่วไปให้แข็งแรง
- รับประทานอาหารคุณภาพ ออกกำลังกาย งดบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา ลดปริมาณกาแฟ ควบคุมน้ำหนัก
- ลดความเครียด
- เมื่อดื่มน้ำให้ดื่มครั้งละไม่มากแต่บ่อยๆได้
เรียบเรียง 30/06/2545 |