
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
คำตอบโดยสรุปคือ: เราไม่สามารถ "ป้องกัน" การเกิดต่อมลูกหมากโต (BPH) ได้ 100% แต่เราสามารถ "ลดความเสี่ยง" และ "ชะลอ" การเกิดภาวะนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
เหตุผลก็เพราะว่าปัจจัยเสี่ยงหลัก 2 ประการที่สำคัญที่สุดนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
อายุที่เพิ่มขึ้น: การที่ต่อมลูกหมากจะโตขึ้นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสูงวัยในผู้ชายตามธรรมชาติ คล้ายกับการมีผมขาวหรือผิวหนังที่เปลี่ยนแปลงไป
พันธุกรรม: หากพ่อหรือพี่ชายของคุณเป็นโรคต่อมลูกหมากโต คุณก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกหลายอย่างที่เราสามารถควบคุมและจัดการได้ ซึ่งการดูแลปัจจัยเหล่านี้เปรียบเสมือนการป้องกันที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ครับ
การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการดูแลสุขภาพองค์รวม คือกุญแจสำคัญในการรักษาสุขภาพต่อมลูกหมากให้ดีไปนานๆ
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน: ภาวะอ้วน โดยเฉพาะไขมันบริเวณหน้าท้อง มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มความเสี่ยงของ BPH การลดน้ำหนักจึงเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็ว, วิ่งเหยาะๆ, หรือว่ายน้ำ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยลดการอักเสบ ปรับสมดุลฮอร์โมน และลดความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน
เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ:
เน้นผักและผลไม้: โดยเฉพาะผักใบเขียวและผลไม้หลากสี ซึ่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
มะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ: มีสาร ไลโคปีน (Lycopene) สูง ซึ่งมีผลการศึกษาว่าดีต่อสุขภาพต่อมลูกหมาก
ไขมันดี: รับประทานไขมันดีจากปลาทะเล (โอเมก้า-3), อะโวคาโด, และถั่วต่างๆ
สังกะสี (Zinc): แร่ธาตุสังกะสีมีความสำคัญต่อต่อมลูกหมาก พบได้ในเมล็ดฟักทองและหอยนางรม
ลดเนื้อแดงและอาหารแปรรูป: การบริโภคเนื้อแดงและไขมันอิ่มตัวในปริมาณมากอาจเพิ่มความเสี่ยงได้
ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี: หากคุณเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจ ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเสมอ เพราะโรคเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงร่วมของ BPH
จัดการความเครียด: ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งอาจกระตุ้นการเติบโตของต่อมลูกหมากได้
ไม่กลั้นปัสสาวะ: การกลั้นปัสสาวะเป็นประจำจะทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะยืดและอ่อนแอลงในระยะยาว ซึ่งจะทำให้อาการของ BPH แย่ลงได้เมื่อเกิดขึ้น
หลีกเลี่ยงยาบางชนิด (หากไม่จำเป็น): ยาแก้หวัดลดน้ำมูกบางชนิด (ที่มีส่วนผสมของ Pseudoephedrine) และยาแก้แพ้บางตัว อาจทำให้กล้ามเนื้อคอกระเพาะปัสสาวะบีบตัวและปัสสาวะลำบากขึ้น
ตรวจสุขภาพเป็นประจำ: สำหรับผู้ชายอายุ 45-50 ปีขึ้นไป ควรเริ่มปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองสุขภาพต่อมลูกหมาก ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
โดยสรุป: แม้เราจะไม่สามารถหยุดยั้งปัจจัยด้านอายุและพันธุกรรมได้ แต่วิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี ทั้งในด้านอาหาร การออกกำลังกาย และการควบคุมน้ำหนัก คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงและชะลอการเกิดโรคต่อมลูกหมากโต การดูแลสุขภาพองค์รวมตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนเพื่อสุขภาพต่อมลูกหมากที่ดีในอนาคตครับ
ต่อมลูกหมากโต การป้องกันต่อมลูกหมากโต อาหารป้องกันต่อมลูกหมาก ยาและสารเคมีที่มีผลต่อต่อมลูกหมาก ปัจจัยเสี่ยงของต่อมลูกหมากโต
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว