siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

คำตอบโดยสรุปคือ: เราไม่สามารถ "ป้องกัน" การเกิดต่อมลูกหมากโต (BPH) ได้ 100% แต่เราสามารถ "ลดความเสี่ยง" และ "ชะลอ" การเกิดภาวะนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

เหตุผลก็เพราะว่าปัจจัยเสี่ยงหลัก 2 ประการที่สำคัญที่สุดนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (Unmodifiable Risk Factors)

  1. อายุที่เพิ่มขึ้น: การที่ต่อมลูกหมากจะโตขึ้นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสูงวัยในผู้ชายตามธรรมชาติ คล้ายกับการมีผมขาวหรือผิวหนังที่เปลี่ยนแปลงไป

  2. พันธุกรรม: หากพ่อหรือพี่ชายของคุณเป็นโรคต่อมลูกหมากโต คุณก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกหลายอย่างที่เราสามารถควบคุมและจัดการได้ ซึ่งการดูแลปัจจัยเหล่านี้เปรียบเสมือนการป้องกันที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ครับ


8 แนวทางปฏิบัติเพื่อ "ลดความเสี่ยง" และ "ชะลอ" การเกิดต่อมลูกหมากโต

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการดูแลสุขภาพองค์รวม คือกุญแจสำคัญในการรักษาสุขภาพต่อมลูกหมากให้ดีไปนานๆ

  1. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน: ภาวะอ้วน โดยเฉพาะไขมันบริเวณหน้าท้อง มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มความเสี่ยงของ BPH การลดน้ำหนักจึงเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด

  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็ว, วิ่งเหยาะๆ, หรือว่ายน้ำ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยลดการอักเสบ ปรับสมดุลฮอร์โมน และลดความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน

  3. เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ:

    • เน้นผักและผลไม้: โดยเฉพาะผักใบเขียวและผลไม้หลากสี ซึ่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

    • มะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ: มีสาร ไลโคปีน (Lycopene) สูง ซึ่งมีผลการศึกษาว่าดีต่อสุขภาพต่อมลูกหมาก

    • ไขมันดี: รับประทานไขมันดีจากปลาทะเล (โอเมก้า-3), อะโวคาโด, และถั่วต่างๆ

    • สังกะสี (Zinc): แร่ธาตุสังกะสีมีความสำคัญต่อต่อมลูกหมาก พบได้ในเมล็ดฟักทองและหอยนางรม

    • ลดเนื้อแดงและอาหารแปรรูป: การบริโภคเนื้อแดงและไขมันอิ่มตัวในปริมาณมากอาจเพิ่มความเสี่ยงได้

  4. ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี: หากคุณเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจ ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเสมอ เพราะโรคเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงร่วมของ BPH

  5. จัดการความเครียด: ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งอาจกระตุ้นการเติบโตของต่อมลูกหมากได้

  6. ไม่กลั้นปัสสาวะ: การกลั้นปัสสาวะเป็นประจำจะทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะยืดและอ่อนแอลงในระยะยาว ซึ่งจะทำให้อาการของ BPH แย่ลงได้เมื่อเกิดขึ้น

  7. หลีกเลี่ยงยาบางชนิด (หากไม่จำเป็น): ยาแก้หวัดลดน้ำมูกบางชนิด (ที่มีส่วนผสมของ Pseudoephedrine) และยาแก้แพ้บางตัว อาจทำให้กล้ามเนื้อคอกระเพาะปัสสาวะบีบตัวและปัสสาวะลำบากขึ้น

  8. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ: สำหรับผู้ชายอายุ 45-50 ปีขึ้นไป ควรเริ่มปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองสุขภาพต่อมลูกหมาก ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

โดยสรุป: แม้เราจะไม่สามารถหยุดยั้งปัจจัยด้านอายุและพันธุกรรมได้ แต่วิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี ทั้งในด้านอาหาร การออกกำลังกาย และการควบคุมน้ำหนัก คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงและชะลอการเกิดโรคต่อมลูกหมากโต การดูแลสุขภาพองค์รวมตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนเพื่อสุขภาพต่อมลูกหมากที่ดีในอนาคตครับ

ต่อมลูกหมากโต การป้องกันต่อมลูกหมากโต อาหารป้องกันต่อมลูกหมาก ยาและสารเคมีที่มีผลต่อต่อมลูกหมาก ปัจจัยเสี่ยงของต่อมลูกหมากโต

ทบทวนวันที่

โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว