
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease) คือหนึ่งในภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดต่อสุขภาพ เพราะในระยะเริ่มต้นที่ไตค่อยๆ เสื่อมสภาพลง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลย ซึ่งแตกต่างจากโรคไตเฉียบพลันอื่นๆ เช่น นิ่วในไตที่จะปวดบั้นเอวรุนแรง หรือกรวยไตอักเสบที่จะมีไข้สูงหนาวสั่น
แต่เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนออกมา นั่นอาจหมายความว่าการทำงานของไตได้เสื่อมถอยลงไปมากแล้ว การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด มาตรวจสอบกันว่าคุณมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่

นี่คือสัญญาณด่านแรกที่บ่งบอกความผิดปกติได้ดีที่สุด
ปัสสาวะเป็นฟองมากผิดปกติ 🫧: หากฟองมีลักษณะละเอียดคล้ายฟองเบียร์และอยู่นาน อาจเป็นสัญญาณของ "โปรตีนรั่วในปัสสาวะ" ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการแรกเริ่มของไตเสื่อม ปัสสาวะเป็นฟอง
ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน: โดยปกติคนเราจะนอนหลับ 6-8 ชั่วโมงได้โดยไม่ต้องลุกมาปัสสาวะ หรืออาจจะแค่ 1 ครั้ง แต่เมื่อไตเริ่มเสื่อม ความสามารถในการดูดน้ำกลับจะลดลง ทำให้ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อยครั้ง ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะกลางคืน
ปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีสีผิดปกติ: ปัสสาวะสีน้ำล้างเนื้อ สีชา หรือขุ่นผิดปกติ อาจเกิดจากการอักเสบของหน่วยไต ปัสสาวะมีเลือดปน
ปัสสาวะลำบาก: หากต้องเบ่ง ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือสะดุดกลางคัน อาจเป็นสัญญาณของการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ เช่น ต่อมลูกหมากโต ซึ่งหากปล่อยไว้นานจะส่งผลเสียต่อไตได้ ปัสสาวะลำบาก
เป็นอาการคลาสสิกของโรคไต เกิดจากไตไม่สามารถขับเกลือ (โซเดียม) และน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้ ทำให้เกิดการคั่งของน้ำตามส่วนต่างๆ
ช่วงเช้า: มักจะบวมที่ เปลือกตาและใบหน้า
ช่วงบ่ายหรือเย็น: มักจะบวมที่ เท้า ข้อเท้า และหน้าแข้ง (เรียกว่าอาการบวมกดบุ๋ม)
เป็นอาการที่พบได้บ่อยมากในผู้ป่วยโรคไต เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก:
ภาวะโลหิตจาง: ไตที่เสื่อมจะไม่สามารถสร้างฮอร์โมน Erythropoietin (EPO) ที่ใช้กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้เพียงพอ ทำให้เกิดภาวะซีด
ของเสียคั่ง: การสะสมของสารยูเรียและของเสียอื่นๆ ในเลือด ทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนล้า ไม่มีแรง
หากคุณมีความดันโลหิตสูงอยู่แล้วและควบคุมได้ยากขึ้น หรือไม่เคยเป็นความดันสูงมาก่อนแต่ตรวจพบว่าความดันสูงผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าไตซึ่งเป็นอวัยวะควบคุมความดันเริ่มมีปัญหา
เมื่อไตทำงานได้น้อยลง จะไม่สามารถรักษาสมดุลของแร่ธาตุในเลือดได้ โดยเฉพาะการมี "ฟอสฟอรัส" คั่งในเลือดสูง จะกระตุ้นให้เกิดอาการคันที่น่ารำคาญตามผิวหนัง
เมื่อการทำงานของไตลดลงไปมาก ของเสียจะยิ่งคั่งค้างและส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ทั่วร่างกาย
ของเสียที่สะสมในระดับสูงจะส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยเบื่ออาหาร รับรสชาติอาหารเปลี่ยนไป (รู้สึกเหมือนมีรสโลหะในปาก) และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
การคั่งของของเสียและเกลือแร่ที่ผิดปกติจะรบกวนการทำงานของระบบประสาท ทำให้เกิดอาการ ปลายมือปลายเท้าชา เป็นตะคริวบ่อย กล้ามเนื้อกระตุก และหากรุนแรงอาจถึงขั้นชักได้
ไตวายเรื้อรังส่งผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดหยุดยาก หรือมีรอยจ้ำเลือดตามตัวได้ง่าย
(เจ็บหน้าอก) ได้
หากคุณมีอาการข้อใดข้อหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง (เบาหวาน, ความดันสูง, ครอบครัวมีประวัติโรคไต) ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและปัสสาวะประเมินการทำงานของไตโดยเร็วที่สุด
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว