siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

อาการปัสสาวะแสบขัด(Dysuria) คืออะไร? เจาะลึกอาการปัสสาวะแสบขัด สาเหตุ และวิธีรักษาที่ถูกต้อง

อาการเจ็บ แสบ หรือรู้สึกไม่สบายขณะปัสสาวะ เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยและสร้างความทุกข์ทรมานอย่างมาก ในทางการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า "Dysuria" (ดิสยูเรีย) หรือ ภาวะปัสสาวะแสบขัด ซึ่งพบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่จะพบได้บ่อยในผู้หญิง

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ Dysuria ไม่ใช่ "โรค" แต่เป็น "อาการ" ที่บ่งบอกว่าอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบทางเดินปัสสาวะของคุณ การทราบถึงสาเหตุและสังเกตอาการร่วม จะช่วยให้คุณรับมือกับภาวะนี้ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

ปัสสาวะขัด

อาการปัสสาวะแสบขัดเป็นอย่างไร?

ความรู้สึกไม่สบายจาก Dysuria อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยมักมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้:

อาการปวดแสบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงต่างๆ ของการปัสสาวะ ทั้งตอนเริ่มต้น ขณะปัสสาวะ หรือหลังจากปัสสาวะเสร็จสิ้น


สาเหตุหลักที่ทำให้ปัสสาวะแสบขัด

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการอักเสบหรือการระคายเคืองของท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ

1. กลุ่มการติดเชื้อ (Infections) - สาเหตุยอดฮิต

2. กลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs)

3. กลุ่มการระคายเคือง (Irritation)

อาหารและยาที่ทำให้เกิดระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ

4. สาเหตุเฉพาะทาง


อาการร่วมที่ควรสังเกต

อาการ Dysuria มักไม่มาเดี่ยวๆ การสังเกตอาการอื่นที่เกิดขึ้นร่วมด้วยจะช่วยในการวินิจฉัยได้มาก:


เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์?

แม้บางครั้งอาการอาจไม่รุนแรง แต่ คุณควรไปพบแพทย์เสมอหากมีอาการปัสสาวะแสบขัด เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการต่อไปนี้:

การปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้การติดเชื้อลุกลามจากกระเพาะปัสสาวะไปยังไต ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและรักษายากกว่ามาก

การวินิจฉัยและการรักษา

  1. การวินิจฉัย: แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและอาการต่างๆ จากนั้นการตรวจที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) เพื่อหาเม็ดเลือดขาว (บ่งชี้การอักเสบ/ติดเชื้อ), แบคทีเรีย หรือเม็ดเลือดแดง ในบางกรณีอาจต้องส่ง เพาะเชื้อจากปัสสาวะ (Urine Culture) เพื่อระบุชนิดของเชื้อและยาที่ได้ผลดีที่สุด

  2. การรักษา: หัวใจหลักคือการรักษาตามสาเหตุ

    • การติดเชื้อแบคทีเรีย (UTI): การรักษาหลักคือ ยาปฏิชีวนะ ซึ่งต้องทานให้ครบตามที่แพทย์สั่งแม้อาการจะดีขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันการดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ

    • การระคายเคือง: หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

    • โรคอื่นๆ: รักษาตามโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น การรักษานิ่ว หรือโรคต่อมลูกหมาก

การดูแลตนเองเบื้องต้นเพื่อบรรเทาอาการ

 

ทบทวนวันที่

โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว