
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
อาการเจ็บ แสบ หรือรู้สึกไม่สบายขณะปัสสาวะ เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยและสร้างความทุกข์ทรมานอย่างมาก ในทางการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า "Dysuria" (ดิสยูเรีย) หรือ ภาวะปัสสาวะแสบขัด ซึ่งพบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่จะพบได้บ่อยในผู้หญิง
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ Dysuria ไม่ใช่ "โรค" แต่เป็น "อาการ" ที่บ่งบอกว่าอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบทางเดินปัสสาวะของคุณ การทราบถึงสาเหตุและสังเกตอาการร่วม จะช่วยให้คุณรับมือกับภาวะนี้ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

ความรู้สึกไม่สบายจาก Dysuria อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยมักมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้:
รู้สึกแสบร้อน (Burning): เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด เหมือนมีน้ำร้อนไหลผ่านท่อปัสสาวะ
รู้สึกเจ็บปวด (Pain): อาจเจ็บแปลบๆ หรือเจ็บหน่วงๆ
รู้สึกไม่สบาย (Discomfort): รู้สึกระคายเคืองหรือไม่สะดวกในบริเวณท่อปัสสาวะ
อาการปวดแสบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงต่างๆ ของการปัสสาวะ ทั้งตอนเริ่มต้น ขณะปัสสาวะ หรือหลังจากปัสสาวะเสร็จสิ้น
สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการอักเสบหรือการระคายเคืองของท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ
การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (UTI): นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (ส่วนใหญ่คือ E. coli) เข้าไปเจริญเติบโตในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เยื่อบุเกิดการอักเสบ
ท่อปัสสาวะอักเสบ (Urethritis): การอักเสบของท่อปัสสาวะ อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียทั่วไป หรือจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
เชื้อโรค เช่น หนองใน (Gonorrhea), หนองในเทียม (Chlamydia), หรือเริม (Herpes) สามารถทำให้เกิดการอักเสบที่ท่อปัสสาวะและนำไปสู่อาการปัสสาวะแสบขัดได้
สารเคมี: การใช้สบู่ที่มีความเป็นด่างสูง, สเปรย์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น, สารหล่อลื่น หรือสารฆ่าอสุจิ อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ปากท่อปัสสาวะ
นิ่วในทางเดินปัสสาวะ: ก้อนนิ่วที่เคลื่อนตัวมาใกล้กระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บและปัสสาวะแสบขัดได้
อาหารและยาที่ทำให้เกิดระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ
ในผู้ชาย: ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis) เป็นสาเหตุที่พบบ่อย
ในผู้หญิง: ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อราหรือแบคทีเรีย หรือภาวะช่องคลอดแห้งหลังวัยหมดประจำเดือน
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง (Interstitial Cystitis): เป็นภาวะอักเสบของกระเพาะปัสสาวะที่ไม่ใช่จากการติดเชื้อ ทำให้มีอาการปวดท้องน้อยและปัสสาวะแสบขัดเรื้อรัง
อาการ Dysuria มักไม่มาเดี่ยวๆ การสังเกตอาการอื่นที่เกิดขึ้นร่วมด้วยจะช่วยในการวินิจฉัยได้มาก:
แสบขัด + ปัสสาวะเป็นเลือด ➡️ อาจเกิดจาก UTI รุนแรง, นิ่ว หรือเนื้องอก
แสบขัด + ปัสสาวะไม่พุ่ง + ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน (ในผู้ชาย) ➡️ อาจเกี่ยวกับ โรคต่อมลูกหมาก
แม้บางครั้งอาการอาจไม่รุนแรง แต่ คุณควรไปพบแพทย์เสมอหากมีอาการปัสสาวะแสบขัด เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการต่อไปนี้:
มีไข้สูง และ/หรือ ปวดหลัง ปวดบั้นเอว
มีเลือดปนในปัสสาวะ
มีหนองหรือสารคัดหลั่งผิดปกติไหลออกมา
อาการไม่ดีขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมง
คุณกำลังตั้งครรภ์
การปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้การติดเชื้อลุกลามจากกระเพาะปัสสาวะไปยังไต ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและรักษายากกว่ามาก
การวินิจฉัย: แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและอาการต่างๆ จากนั้นการตรวจที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) เพื่อหาเม็ดเลือดขาว (บ่งชี้การอักเสบ/ติดเชื้อ), แบคทีเรีย หรือเม็ดเลือดแดง ในบางกรณีอาจต้องส่ง เพาะเชื้อจากปัสสาวะ (Urine Culture) เพื่อระบุชนิดของเชื้อและยาที่ได้ผลดีที่สุด
การรักษา: หัวใจหลักคือการรักษาตามสาเหตุ
การติดเชื้อแบคทีเรีย (UTI): การรักษาหลักคือ ยาปฏิชีวนะ ซึ่งต้องทานให้ครบตามที่แพทย์สั่งแม้อาการจะดีขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันการดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ
การระคายเคือง: หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
โรคอื่นๆ: รักษาตามโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น การรักษานิ่ว หรือโรคต่อมลูกหมาก
ดื่มน้ำมากๆ: การดื่มน้ำ 2-3 ลิตรต่อวัน (หากไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำ) จะช่วยขับเชื้อโรคออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น
หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ: ปวดเมื่อไหร่ให้เข้าห้องน้ำทันที
ยาบรรเทาอาการ: อาจใช้ยาที่ช่วยลดอาการปวดแสบ เช่น ฟีนาโซไพริดีน (Phenazopyridine) ซึ่งจะทำให้ปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง (เป็นผลปกติของยา)
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว