ภาวะโลหิตจาง (Anemia): Hb ต่ำหมายถึงอะไร สาเหตุ อาการ และต้องทำอะไรต่อ
หลายคนได้รับผลตรวจสุขภาพแล้วพบว่า Hemoglobin (Hb) ถูกพิมพ์เป็นสีแดง มีลูกศรชี้ลง หรือมีคำว่า Low จึงกังวลว่า “ผมเป็นโลหิตจางหรือไม่” “อันตรายไหม” และ “ต้องกินธาตุเหล็กหรือเปล่า”
ถ้าค่า Hb ต่ำกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสมกับเพศ อายุ และภาวะของร่างกาย ถือว่ามี ภาวะโลหิตจาง แต่ความรุนแรงไม่ได้ขึ้นกับตัวเลข Hb เพียงอย่างเดียว ต้องดูว่าเกิดขึ้นเร็วหรือค่อย ๆ เป็นมานาน มีอาการหรือไม่ มีการเสียเลือดหรือโรคประจำตัวร่วมด้วยหรือไม่
หากเกิดจาก การเสียเลือดเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจมีอาการหน้ามืด ใจสั่น เหงื่อออก ความดันต่ำ หรือเป็นลม แม้ค่า Hb ที่ตรวจในระยะแรกอาจยังไม่ลดลงมาก ในทางกลับกัน ผู้ที่มีโลหิตจางเรื้อรังอาจมี Hb ต่ำกว่ามาก แต่ยังมีอาการไม่มากเนื่องจากร่างกายค่อย ๆ ปรับตัว
ที่สำคัญคือ Hb ต่ำยังบอกไม่ได้ว่าเป็นโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เพราะโลหิตจางมีหลายสาเหตุ เช่น เสียเลือด ธาลัสซีเมีย โรคไต โรคเรื้อรัง การขาดวิตามิน หรือความผิดปกติของไขกระดูก จึงไม่ควรซื้อธาตุเหล็กรับประทานเองก่อนทราบสาเหตุ
ถ้า Hb ต่ำ สิ่งแรกที่ควรรู้มี 4 เรื่อง
- Hb ต่ำจริงหรือไม่ เมื่อเทียบกับเพศ อายุ การตั้งครรภ์ และค่ามาตรฐานของห้องปฏิบัติการ
- โลหิตจางมากน้อยเพียงใด และมีอาการหรือไม่
- เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็ก ปกติ หรือใหญ่ โดยดูจากค่า MCV
- สาเหตุคืออะไร เช่น ขาดธาตุเหล็ก เสียเลือด ธาลัสซีเมีย โรคไต โรคเรื้อรัง หรือขาดวิตามิน
จุดสำคัญคือ “โลหิตจาง” เป็นสิ่งที่ตรวจพบ จะต้องหาสาเหตุเพื่อการรักษาที่สาเหตุ ดังนั้นเป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้ค่า Hb สูงขึ้น แต่ต้องหาว่าเหตุใด Hb จึงลดลง
ภาวะโลหิตจางคืออะไร
ภาวะโลหิตจาง (Anemia) คือภาวะที่ระดับฮีโมโกลบินในเลือดต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม ทำให้ความสามารถของเลือดในการนำออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อลดลง
ฮีโมโกลบินเป็นโปรตีนที่อยู่ในเม็ดเลือดแดง มีหน้าที่จับออกซิเจนจากปอดแล้วนำไปส่งให้สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่าง ๆ เมื่อ Hb ลดลง อวัยวะจึงได้รับออกซิเจนน้อยลง และร่างกายต้องปรับตัวเพื่อชดเชย
สิ่งสำคัญที่ควรจำคือ “โลหิตจางไม่ใช่ชื่อของสาเหตุ แต่เป็นสิ่งที่ตรวจพบ” เมื่อพบโลหิตจางจึงต้องค้นหาต่อว่าเกิดจากอะไร
Hb เท่าไรจึงเรียกว่าโลหิตจาง
เกณฑ์ Hb แตกต่างตามอายุ เพศ การตั้งครรภ์ และปัจจัยทางสรีรวิทยาบางอย่าง สำหรับผู้ใหญ่โดยทั่วไปใช้เกณฑ์ดังนี้
| กลุ่ม | ระดับ Hb ที่เข้าเกณฑ์โลหิตจาง |
|---|---|
| ผู้ชาย อายุ 15–65 ปี | < 13 g/dL |
| ผู้หญิง อายุ 15–65 ปี ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ | < 12 g/dL |
| หญิงตั้งครรภ์ ไตรมาสที่ 1 | < 11 g/dL |
| หญิงตั้งครรภ์ ไตรมาสที่ 2 | < 10.5 g/dL |
| หญิงตั้งครรภ์ ไตรมาสที่ 3 | < 11 g/dL |
หมายเหตุ: การแปลผลควรดูช่วงอ้างอิงของห้องปฏิบัติการร่วมด้วย เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะเฉพาะอาจใช้เกณฑ์แตกต่างกัน
แพทย์อาจตรวจอะไรเพิ่มเติมเมื่อพบโลหิตจาง
ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกอย่างในทุกคน การตรวจควรเลือกตาม MCV, reticulocyte, อาการ ประวัติ และโรคประจำตัว
- CBC และ RBC indices
- Reticulocyte count
- Peripheral blood smear
- Ferritin
- Iron studies และ TSAT
- Vitamin B12 และ folate
- Creatinine และ eGFR เพื่อประเมินการทำงานของไต
- การตรวจตับ
- Thyroid function ในรายที่เหมาะสม
- LDH, bilirubin, haptoglobin และการตรวจ hemolysis ตามข้อบ่งชี้
- Hemoglobin analysis เมื่อสงสัยธาลัสซีเมียหรือ hemoglobinopathy
- การประเมินเลือดออกจากทางเดินอาหารเมื่อมีข้อบ่งชี้
- การตรวจไขกระดูกในผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ด้วยการตรวจทั่วไป
- การตรวจการทำงานของตับในรายที่สงสัย
- การตรวจหาหลักฐานเม็ดเลือดแดงแตกในรายที่สงสัย hemolysis
- การตรวจธาลัสซีเมียหรือ hemoglobin analysis ตามข้อบ่งชี้
- การประเมินแหล่งเสียเลือดจากทางเดินอาหารตามอายุ อาการ และความเสี่ยง
อาการของภาวะโลหิตจางมีอะไรบ้าง
ผู้ที่มีโลหิตจางเล็กน้อยหรือเป็นมานานอาจไม่มีอาการ แต่เมื่อ Hb ลดลงมากขึ้นหรือเกิดขึ้นรวดเร็ว อาการจะเริ่มชัดขึ้น
- เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- หน้ามืด เวียนศีรษะ หรือเป็นลม
- ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
- หายใจเร็วหรือเหนื่อยเมื่อออกแรง
- ปวดศีรษะหรือสมาธิลดลง
- รู้สึกหนาวง่าย
- ผิวหนัง ริมฝีปาก ฝ่ามือ เยื่อบุตาด้านใน หรือเล็บดูซีดลง
การดูว่า “ซีด” จากผิวหนังหรือเยื่อบุตาช่วยให้สงสัยภาวะโลหิตจางได้ แต่ไม่สามารถบอกระดับ Hb ได้แน่นอน การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจเลือด
ถ้าปล่อยให้โลหิตจางเป็นเวลานาน จะมีผลต่อร่างกายอย่างไร
เมื่อเลือดนำออกซิเจนไปยังอวัยวะต่าง ๆ ได้น้อยลง ร่างกายจะพยายามชดเชยโดยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และเพิ่มการไหลเวียนเลือด หากโลหิตจางมากหรือเป็นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อหลายระบบ
หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น
หัวใจต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้นเพื่อชดเชยออกซิเจนที่ลดลง ผู้ป่วยจึงอาจมีใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หรือเหนื่อยง่าย ในผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่เดิม ภาวะโลหิตจางอาจทำให้อาการเจ็บหน้าอก เหนื่อย หรือภาวะหัวใจล้มเหลวแย่ลง
สมรรถภาพทางร่างกายลดลง
กล้ามเนื้อได้รับออกซิเจนน้อยลง ทำให้เดิน ออกกำลังกาย หรือทำงานได้ลดลง ผู้ป่วยบางรายรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาแม้พักผ่อนเพียงพอ
สมองและระบบประสาทได้รับผลกระทบ
อาจเกิดอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ สมาธิลดลง หรือความสามารถในการทำงานและเรียนรู้ลดลง
ผู้สูงอายุอาจอ่อนแรงมากขึ้น
ผู้สูงอายุที่มีโลหิตจางอาจเหนื่อยง่าย เดินได้น้อยลง อ่อนแรง และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคประจำตัวมากขึ้น
เด็กและหญิงตั้งครรภ์มีผลกระทบเฉพาะกลุ่ม
โลหิตจางในเด็กอาจกระทบการเจริญเติบโตและพัฒนาการ ส่วนในหญิงตั้งครรภ์จำเป็นต้องประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม เพราะความต้องการธาตุเหล็กและการสร้างเม็ดเลือดเพิ่มขึ้น
ดังนั้นแม้จะเป็นโลหิตจางเล็กน้อยและไม่มีอาการ ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะสิ่งสำคัญคือการค้นหาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลัง
Hb ต่ำเล็กน้อย อันตรายไหม
Hb ต่ำเล็กน้อยและไม่มีอาการมักไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่ ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะแม้โลหิตจางเพียงเล็กน้อยจะต้องตรวจต่อเพื่อหาสาเหตุของโลหิตจาง เช่น การขาดธาตุเหล็ก การเสียเลือดเรื้อรัง โรคไต หรือโรคเรื้อรังอื่น
สิ่งที่สำคัญกว่าการถามเพียงว่า “Hb เท่าไร” คือดูว่า ลดลงเร็วหรือไม่ มีอาการหรือไม่ และมีโรคหัวใจหรือการเสียเลือดร่วมด้วยหรือไม่และโลหิตจางเกิดจากโรคอะไร
โลหิตจางอันตรายแค่ไหน ต้องดูมากกว่าตัวเลข Hb
ความรุนแรงของโลหิตจางไม่ได้ตัดสินจากค่า Hb เพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณา ความเร็วที่ Hb ลดลง อาการ การเสียเลือด อายุ โรคหัวใจ และโรคประจำตัว ร่วมกัน
โลหิตจางจากการเสียเลือดเฉียบพลัน
ผู้ที่เสียเลือดจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว อาจมีหน้ามืด ชีพจรเร็ว ความดันต่ำ เหงื่อออก ตัวเย็น หรือหมดสติได้ แม้ค่า Hb ในช่วงแรกอาจยังไม่ต่ำมาก
โลหิตจางเรื้อรัง
หาก Hb ค่อย ๆ ลดลงในช่วงหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ร่างกายมีเวลาปรับตัว ผู้ป่วยจึงอาจมี Hb ต่ำมากแต่ยังมีอาการไม่รุนแรงเท่าผู้ที่เสียเลือดเฉียบพลัน
เพราะฉะนั้นการถามว่า “Hb เท่านี้อันตรายไหม” ต้องตอบร่วมกับอาการและสถานการณ์ของผู้ป่วยเสมอ
เมื่อไรต้องไปโรงพยาบาลทันที
หากมีภาวะโลหิตจางและเกิดอาการต่อไปนี้ ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว:
- เจ็บหรือแน่นหน้าอก
- หายใจลำบากหรือเหนื่อยมากขณะพัก
- หน้ามืด เป็นลม หรือหมดสติ
- ใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็วมาก
- อ่อนแรงมากจนทำกิจวัตรไม่ได้
- อาเจียนเป็นเลือด
- ถ่ายดำคล้ายยางมะตอย
- ถ่ายเป็นเลือดหรือมีเลือดออกจำนวนมาก
- ความดันต่ำ ตัวเย็น เหงื่อออก หรือมีอาการคล้ายช็อก
หากมีอาการรุนแรง ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669
สาเหตุของภาวะโลหิตจางมีอะไรบ้าง
สาเหตุของโลหิตจางมีจำนวนมาก แต่เพื่อให้เข้าใจง่ายสามารถแบ่งตามกลไกหลักได้เป็น สร้างเม็ดเลือดแดงไม่พอ สูญเสียเลือด และเม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ
1. ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงไม่เพียงพอ
โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
ธาตุเหล็กเป็นส่วนสำคัญในการสร้างฮีโมโกลบิน เมื่อร่างกายขาดธาตุเหล็ก เม็ดเลือดแดงจะสร้างฮีโมโกลบินได้น้อยลง และมักมีขนาดเล็กลง
แต่เมื่อพบการขาดธาตุเหล็ก คำถามต่อไปคือ “ทำไมจึงขาดธาตุเหล็ก” เพราะสาเหตุอาจมาจากอาหาร การเสียเลือดจากประจำเดือน หรือการเสียเลือดจากทางเดินอาหาร
ขาดวิตามิน B12 หรือโฟเลต
วิตามิน B12 และโฟเลตจำเป็นต่อการสร้าง DNA ของเซลล์เม็ดเลือด เมื่อขาดอาจเกิดภาวะโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ หรือ macrocytic/megaloblastic anemia
Pernicious anemia
เป็นภาวะที่ร่างกายดูดซึมวิตามิน B12 ไม่ได้ตามปกติ จากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของการขาดวิตามิน B12
โรคไตเรื้อรัง
ไตสร้างฮอร์โมน erythropoietin หรือ EPO ซึ่งกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อไตเสื่อมมากขึ้น การสร้าง EPO ลดลง จึงเป็นสาเหตุสำคัญของโลหิตจางในผู้ป่วย CKD
อ่านต่อ: ภาวะโลหิตจางในโรคไตเรื้อรัง
โรคเรื้อรังและการอักเสบ
การติดเชื้อเรื้อรัง โรคอักเสบ โรคภูมิคุ้มกัน และมะเร็งบางชนิดสามารถรบกวนการใช้ธาตุเหล็ก และการสร้างเม็ดเลือดแดงได้
โรคของไขกระดูก
เช่น aplastic anemia, myelodysplastic syndrome หรือโรคที่รบกวนการทำงานของไขกระดูก อาจทำให้สร้างเม็ดเลือดแดงไม่เพียงพอ และบางรายมีเม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดผิดปกติร่วมด้วย
2. การสูญเสียเลือด
การเสียเลือดเป็นสาเหตุสำคัญของโลหิตจาง และอาจเกิดได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง
- ประจำเดือนออกมากหรือออกนาน
- เลือดออกจากกระเพาะอาหารหรือลำไส้
- แผลในกระเพาะอาหาร
- เนื้องอกหรือมะเร็งในทางเดินอาหารบางชนิด
- การใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
- อุบัติเหตุหรือการเสียเลือดเฉียบพลัน
โดยเฉพาะผู้ชายและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หากพบ iron deficiency anemia โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ควรประเมินหาสาเหตุการเสียเลือดจากทางเดินอาหาร
3. เม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ
Hemolytic anemia
เป็นภาวะที่เม็ดเลือดแดงแตกหรือถูกกำจัดเร็วกว่าที่ไขกระดูกสร้างทดแทนได้ สาเหตุมีทั้งพันธุกรรม ภูมิคุ้มกัน การติดเชื้อ ยา และความผิดปกติอื่น
Autoimmune hemolytic anemia
ระบบภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดีมาทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง ทำให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นลงและเกิดโลหิตจาง
4. โรคทางพันธุกรรมของฮีโมโกลบินและเม็ดเลือดแดง
ธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติในการสร้างสายโกลบินของฮีโมโกลบิน ทำให้เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็กและอาจถูกทำลายเร็วกว่าปกติ ความรุนแรงแตกต่างกันมากตามชนิดของโรค
ธาลัสซีเมียเป็นเหตุผลสำคัญที่ว่า MCV ต่ำไม่ได้แปลว่าขาดธาตุเหล็กเสมอไป
Sickle cell disease
เป็นโรคฮีโมโกลบินทางพันธุกรรมที่ทำให้เม็ดเลือดแดงเปลี่ยนรูปร่าง แตกง่าย และอาจอุดตันหลอดเลือด พบมากในประชากรบางภูมิภาคของโลก
สาเหตุทางพันธุกรรมหรือโรคหายากอื่น
เช่น Fanconi anemia, Diamond-Blackfan anemia และความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือดบางชนิด พบไม่บ่อยกว่าสาเหตุข้างต้น
สาเหตุของ Hb ต่ำที่พบบ่อย
ภาวะโลหิตจางเกิดได้จากกลไกหลัก 3 กลุ่ม: สร้างเม็ดเลือดแดงไม่พอ สูญเสียเลือด หรือเม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วเกินไป
1. ขาดธาตุเหล็ก
ภาวะขาดธาตุเหล็กเป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยของโลหิตจาง แต่เมื่อพบว่าขาดธาตุเหล็ก สิ่งสำคัญคือต้องถามต่อว่า “ทำไมจึงขาดธาตุเหล็ก” ไม่ใช่เพียงให้ธาตุเหล็กรับประทานแล้วจบ เพราะสาเหตุอาจยังคงอยู่และทำให้กลับมาเป็นซ้ำได้
สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
-
เสียเลือดจากประจำเดือนมากหรือมานาน โดยเฉพาะในหญิงวัยเจริญพันธุ์
-
เสียเลือดจากทางเดินอาหารเรื้อรัง เช่น แผลในกระเพาะอาหาร เลือดออกจากลำไส้ หรือโรคของทางเดินอาหารบางชนิด
-
ได้รับธาตุเหล็กจากอาหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารได้น้อยหรือมีภาวะโภชนาการไม่ดี
-
ร่างกายต้องการธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น เช่น หญิงตั้งครรภ์ เด็ก และวัยรุ่นที่กำลังเจริญเติบโต
-
การดูดซึมธาตุเหล็กลดลง เช่น โรค celiac disease โรคของกระเพาะหรือลำไส้ หรือหลังผ่าตัดกระเพาะอาหารบางชนิด
-
บริจาคเลือดบ่อย หรือมีการเสียเลือดซ้ำ ๆ จากสาเหตุอื่น
-
ในบางพื้นที่อาจพบจาก พยาธิในลำไส้ที่ทำให้เสียเลือดเรื้อรัง
โดยเฉพาะใน ผู้ชายและผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน หากพบ iron deficiency anemia โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ควรประเมินหาการเสียเลือดจากทางเดินอาหาร ไม่ควรสรุปว่าเกิดจากการรับประทานอาหารอย่างเดียว
ดังนั้นการรักษาที่ถูกต้องคือ ให้ธาตุเหล็กเมื่อมีข้อบ่งชี้ พร้อมกับค้นหาและแก้สาเหตุที่ทำให้ขาดธาตุเหล็ก เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะโลหิตจางกลับมาอีก
2. การเสียเลือด
เช่น ประจำเดือนออกมาก เลือดออกจากกระเพาะหรือลำไส้ แผลในกระเพาะอาหาร ริดสีดวงที่มีเลือดออก หรือโรคของทางเดินอาหารบางชนิด
3. ธาลัสซีเมียและความผิดปกติของฮีโมโกลบิน
พบได้บ่อยในประเทศไทย ผู้ป่วยบางคนมี MCV ต่ำมานานแต่ไม่ได้ขาดธาตุเหล็ก จึงไม่ควรให้ธาตุเหล็กจาก MCV ต่ำเพียงอย่างเดียว
4. โรคไตเรื้อรัง
ไตมีบทบาทในการสร้างฮอร์โมน erythropoietin ซึ่งกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อไตเสื่อมมากขึ้น การสร้างเม็ดเลือดแดงอาจลดลง
5. โรคเรื้อรังและการอักเสบ
การติดเชื้อเรื้อรัง โรคภูมิคุ้มกัน มะเร็ง และโรคอักเสบหลายชนิด สามารถรบกวนทั้งการใช้ธาตุเหล็กและการสร้างเม็ดเลือดแดง
6. ขาดวิตามิน B12 หรือโฟเลต
มักสัมพันธ์กับเม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่หรือ MCV สูง และการขาดวิตามิน B12 บางรายอาจมีอาการชา เดินเซ หรือความผิดปกติทางระบบประสาทร่วมด้วย
7. เม็ดเลือดแดงแตกเร็วกว่าปกติ
เรียกว่า hemolysis อาจเกิดจากโรคทางพันธุกรรม ภูมิคุ้มกัน ยาบางชนิด การติดเชื้อ หรือสาเหตุอื่น
8. ความผิดปกติของไขกระดูก
พบไม่บ่อยเท่าสาเหตุข้างต้น แต่ควรพิจารณาเมื่อมีเม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดผิดปกติร่วมด้วย หรือไม่สามารถอธิบายภาวะโลหิตจางจากสาเหตุทั่วไปได้
ใช้ค่า MCV เป็นทางแยกเพื่อหาสาเหตุของโลหิตจาง
เมื่อพบ Hb ต่ำ ค่าแรก ๆ ที่ควรดูต่อในผล CBC คือ MCV (Mean Corpuscular Volume) ซึ่งบอกขนาดเฉลี่ยของเม็ดเลือดแดง
| MCV | กลุ่มโลหิตจาง | โรคหรือสาเหตุที่พบบ่อย |
|---|---|---|
| < 80 fL | Microcytic anemia เม็ดเลือดแดงขนาดเล็ก |
ขาดธาตุเหล็ก, ธาลัสซีเมีย, sideroblastic anemia, anemia of chronic disease บางราย |
| ประมาณ 80–100 fL | Normocytic anemia เม็ดเลือดแดงขนาดปกติ |
โรคไตเรื้อรัง, anemia of chronic disease, การเสียเลือดเฉียบพลัน, hemolytic anemia, โรคไขกระดูกบางชนิด |
| > 100 fL | Macrocytic anemia เม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ |
ขาดวิตามิน B12, ขาดโฟเลต, โรคตับ, การดื่มแอลกอฮอล์, hypothyroidism, ยาบางชนิด, myelodysplastic syndrome |
หมายเหตุ: MCV เป็นเครื่องมือช่วยจัดกลุ่ม ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค คนหนึ่งคนอาจมีหลายสาเหตุพร้อมกัน ทำให้ค่า MCV ดูปกติทั้งที่มีความผิดปกติมากกว่าหนึ่งชนิด
ถ้า MCV ต่ำ ต้องตรวจอะไรต่อ
สองสาเหตุสำคัญที่ต้องแยกคือ ภาวะขาดธาตุเหล็กและธาลัสซีเมีย
การตรวจที่มีประโยชน์ได้แก่:
- Ferritin
- Serum iron และ iron studies ตามข้อบ่งชี้
- Transferrin saturation (TSAT)
- RDW
- จำนวน RBC
- Peripheral blood smear
- การตรวจ hemoglobin analysis หรือธาลัสซีเมียตามข้อบ่งชี้
Ferritin ต่ำสนับสนุนการขาดธาตุเหล็กอย่างมาก แต่ ferritin สามารถสูงขึ้นจากการอักเสบหรือโรคเรื้อรังได้ จึงอาจต้องพิจารณา TSAT และข้อมูลอื่นร่วมด้วย
ค่า Reticulocyte ช่วยตอบคำถามอะไร
Reticulocyte คือเม็ดเลือดแดงอายุน้อยที่เพิ่งออกจากไขกระดูก และเป็นการตรวจที่สำคัญมากในการหาสาเหตุของโลหิตจาง
หลักคิดง่าย ๆ คือ “เมื่อ Hb ต่ำ ไขกระดูกพยายามสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มหรือไม่”
- Reticulocyte สูง ทำให้นึกถึงการเสียเลือด เม็ดเลือดแดงแตก หรือช่วงที่ไขกระดูกกำลังตอบสนองต่อการรักษา
- Reticulocyte ต่ำหรือไม่เพิ่มตามที่ควร ทำให้นึกถึงปัญหาการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ขาดธาตุเหล็ก ขาดวิตามิน โรคไต โรคเรื้อรัง หรือโรคไขกระดูก
RDW (Red Cell Distribution Width) บอกว่าเม็ดเลือดแดงมีขนาดแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด
RDW ที่สูงร่วมกับ MCV ต่ำอาจพบในภาวะขาดธาตุเหล็ก แต่ต้องแปลผลร่วมกับ CBC ตัวอื่นและการตรวจธาตุเหล็ก ไม่ควรใช้ RDW เพียงค่าเดียวเพื่อวินิจฉัยโรค
Reticulocyte สำคัญอย่างไร
Reticulocyte คือเม็ดเลือดแดงอายุน้อยที่เพิ่งสร้างออกจากไขกระดูก ค่านี้ช่วยตอบคำถามสำคัญว่า “เมื่อเกิดโลหิตจาง ขกระดูกกำลังเร่งสร้างเม็ดเลือดแดงชดเชยหรือไม่”
- Reticulocyte สูง อาจหมายถึงร่างกายกำลังชดเชยจากการเสียเลือด หรือเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย
- Reticulocyte ต่ำหรือไม่เพิ่มตามที่ควร อาจหมายถึงการสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง เช่น ขาดสารอาหาร โรคไต โรคเรื้อรัง หรือความผิดปกติของไขกระดูก
ถ้า ferritin ต่ำ หมายความว่าอะไร
Ferritin สะท้อนปริมาณธาตุเหล็กสะสมในร่างกาย ค่า ferritin ต่ำสนับสนุนภาวะขาดธาตุเหล็กอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ferritin สามารถสูงขึ้นจากการอักเสบ การติดเชื้อ โรคตับ หรือโรคเรื้อรังบางชนิด ดังนั้นผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะขาดธาตุเหล็ก แม้ค่า ferritin จะไม่ได้ต่ำชัดเจน และอาจต้องพิจารณา TSAT รวมถึงบริบททางคลินิกประกอบ
Hb ต่ำและ MCV ต่ำ อย่าเพิ่งสรุปว่าขาดธาตุเหล็ก
นี่เป็นข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย เพราะทั้ง ภาวะขาดธาตุเหล็กและธาลัสซีเมีย สามารถทำให้ MCV ต่ำได้
หากสงสัยขาดธาตุเหล็ก การตรวจที่มีประโยชน์มากคือ serum ferritin และในบางกรณีอาจพิจารณา transferrin saturation (TSAT) หรือ iron studies เพิ่มเติม
ดังนั้นไม่ควรซื้อธาตุเหล็กรับประทานเองเพียงเพราะเห็น Hb หรือ MCV ต่ำ โดยยังไม่ได้ประเมินสาเหตุ
การรักษาภาวะโลหิตจาง
หลักสำคัญที่สุดคือ รักษาสาเหตุของโลหิตจาง ไม่ใช่รักษาเพียงตัวเลข Hb
- ขาดธาตุเหล็ก → ให้ธาตุเหล็กและหาสาเหตุที่ทำให้ขาด
- เสียเลือด → หยุดเลือดและรักษาต้นเหตุ
- ขาดวิตามิน B12 → ให้วิตามิน B12 และหาสาเหตุการขาด
- ขาดโฟเลต → ให้โฟเลตเมื่อยืนยันหรือมีข้อบ่งชี้
- โรคไต → ประเมินธาตุเหล็กและรักษาตามแนวทาง CKD
- Hemolytic anemia → รักษาตามสาเหตุของการทำลายเม็ดเลือดแดง
- โรคไขกระดูก → อาจต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางโลหิตวิทยา
Hb ต่ำต้องกินธาตุเหล็กหรือไม่
ไม่ใช่ทุกคน
ธาตุเหล็กใช้รักษาผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก แต่ Hb ต่ำอาจเกิดจากธาลัสซีเมีย โรคไต ขาดวิตามิน B12 โรคเรื้อรัง หรือสาเหตุอื่น
ดังนั้นการเห็น Hb ต่ำหรือ MCV ต่ำ ยังไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะซื้อธาตุเหล็กรับประทานเอง ควรหาสาเหตุให้ชัดเจนก่อน
Hb ต่ำต้องให้เลือดหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องให้เลือดทุกคนที่ Hb ต่ำ
การให้เม็ดเลือดแดงพิจารณาจากค่า Hb ร่วมกับ อาการ การเสียเลือด ระบบไหลเวียนโลหิต โรคหัวใจ และสภาพทางคลินิกโดยรวม
ในผู้ใหญ่ที่นอนโรงพยาบาลและระบบไหลเวียนโลหิตคงที่ แนวทางการให้เลือดแบบ restrictive มักพิจารณาการให้เลือดเมื่อ Hb ต่ำกว่า 7 g/dL ขณะที่ผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้มีโรคหัวใจเดิม อาจใช้ระดับที่แตกต่างออกไปตามบริบททางคลินิก
ตัวเลขดังกล่าวจึง ไม่ใช่กฎตายตัวสำหรับผู้ป่วยทุกคน และไม่ควรใช้ตัดสินการให้เลือดด้วยตนเอง
ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางควรดูแลตัวเองอย่างไร
1. อย่ารักษาเองก่อนรู้สาเหตุ
โดยเฉพาะไม่ควรซื้อธาตุเหล็กรับประทานเพียงเพราะเห็น Hb หรือ MCV ต่ำ
2. เก็บผลเลือดเดิมไว้เปรียบเทียบ
ค่า Hb เดิมมีประโยชน์มากในการแยกว่าเป็นภาวะใหม่ หรือเป็นโลหิตจางเรื้อรังที่มีมานาน
3. สังเกตอาการเสียเลือด
เช่น ประจำเดือนมากกว่าปกติ ถ่ายดำ ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด หรือเลือดออกผิดปกติจากตำแหน่งอื่น
4. รับประทานอาหารให้เหมาะกับสาเหตุ
ผู้ที่ขาดธาตุเหล็กควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเหมาะสม แต่การปรับอาหารไม่สามารถทดแทนการค้นหาสาเหตุของการเสียเลือด หรือโรคที่ทำให้เกิดโลหิตจางได้
5. ติดตามโรคประจำตัว
โดยเฉพาะโรคไต โรคตับ โรคอักเสบเรื้อรัง และโรคที่อาจส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือด
6. ติดตาม CBC ตามคำแนะนำ
หลังเริ่มรักษาควรติดตามว่า Hb ดีขึ้นหรือไม่ และผลเลือดอื่นเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่สอดคล้องกับการรักษาหรือไม่
ถ้าผลเลือดบอกว่า Hb ต่ำ ควรทำอะไรต่อ
- ดูว่าค่า Hb ต่ำกว่าปกติมากน้อยเพียงใด
- เปรียบเทียบกับผลเลือดเก่าว่าเพิ่งลดลงหรือเป็นมานาน
- ประเมินว่ามีอาการผิดปกติหรือเลือดออกหรือไม่
- ดู MCV และ RDW ในผล CBC
- พิจารณา reticulocyte เพื่อประเมินการตอบสนองของไขกระดูก
- เลือกตรวจเพิ่มเติมตามกลุ่มสาเหตุที่สงสัย
- รักษาตามสาเหตุ ไม่ใช่รักษาเพียงตัวเลข Hb
จากผล CBC ควรอ่านเรื่องไหนต่อ
หน้า “ภาวะโลหิตจาง” เป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นเลือกอ่านต่อให้ตรงกับผลตรวจของคุณ
-
Hb ต่ำ แต่ยังไม่เข้าใจค่าอื่นใน CBC
CBC คืออะไร และอ่านผลตรวจอย่างไร -
ต้องการเข้าใจค่า Hb โดยละเอียด
Hemoglobin (Hb) คืออะไร -
Hb ต่ำ + MCV ต่ำ
MCV ต่ำหมายความว่าอะไร → ตรวจ Ferritin เพื่อประเมินธาตุเหล็ก → Iron deficiency / Thalassemia -
Hb ต่ำ + eGFR ต่ำ หรือเป็นโรคไตเรื้อรัง
โลหิตจางในโรคไตเรื้อรัง -
Hb ต่ำ + MCV สูง
อ่านต่อเรื่อง Vitamin B12, Folate และ Macrocytic anemia -
Hb ต่ำ + Reticulocyte สูง
อ่านต่อเรื่องการเสียเลือดและ Hemolytic anemia
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Hb ต่ำและโลหิตจาง
Hb ต่ำคือโลหิตจางเลยหรือไม่
หาก Hb ต่ำกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสมกับอายุ เพศ และสภาวะของบุคคล ถือว่าเข้าเกณฑ์ภาวะโลหิตจาง แต่ยังต้องหาสาเหตุต่อว่าเกิดจากอะไร
Hb ต่ำต้องกินธาตุเหล็กหรือไม่
ไม่ทุกคน ธาตุเหล็กใช้รักษาผู้ที่ขาดธาตุเหล็ก ควรประเมิน ferritin หรือ iron studies ตามความเหมาะสมก่อน เพราะ Hb ต่ำอาจเกิดจากธาลัสซีเมีย โรคไต โรคเรื้อรัง ขาดวิตามิน หรือสาเหตุอื่น
Hb ต่ำแต่ไม่มีอาการ ต้องรักษาหรือไม่
ควรค้นหาสาเหตุ แม้ไม่มีอาการ เพราะภาวะโลหิตจางเล็กน้อยอาจเป็นสัญญาณของโรคหรือการเสียเลือดที่ยังไม่แสดงอาการ
Hb ต่ำควรดูค่าไหนต่อ
เริ่มจาก CBC โดยเฉพาะ MCV และ RDW และมักพิจารณา reticulocyte จากนั้นเลือกตรวจ ferritin, iron studies, B12, folate, kidney function หรือการตรวจอื่นตามรูปแบบที่พบ
MCV ต่ำแปลว่าขาดธาตุเหล็กหรือไม่
ไม่เสมอไป MCV ต่ำพบได้ทั้งในภาวะขาดธาตุเหล็ก และธาลัสซีเมีย รวมถึงโรคบางชนิด จึงต้องใช้ข้อมูลอื่นประกอบ
Hb ต่ำเท่าไรต้องให้เลือด
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกคน ในผู้ใหญ่ที่นอนโรงพยาบาลและอาการคงที่ มักพิจารณาการให้เลือดเมื่อ Hb ต่ำมากประมาณ 7 g/dL แต่แพทย์ต้องพิจารณาอาการ การเสียเลือด โรคหัวใจ และสภาพระบบไหลเวียนโลหิตร่วมด้วย
โลหิตจางจากโรคไตดูอย่างไร
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังอาจมี Hb ลดลงจากการสร้าง erythropoietin ลดลง แต่ยังต้องประเมินภาวะขาดธาตุเหล็ก การเสียเลือด และสาเหตุอื่นร่วมด้วย
โลหิตจางอันตรายไหม
ขึ้นกับระดับ Hb ความเร็วที่ Hb ลดลง อาการ การเสียเลือด และโรคประจำตัว การเสียเลือดเฉียบพลันอาจเป็นอันตรายแม้ค่า Hb ในระยะแรกยังไม่ต่ำมาก
โลหิตจางเรื้อรังมีผลต่อหัวใจหรือไม่
โลหิตจางทำให้หัวใจต้องเพิ่มการสูบฉีดเลือดเพื่อส่งออกซิเจนให้เพียงพอ หากรุนแรงหรือเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจเดิม อาจทำให้อาการเหนื่อย ใจสั่น เจ็บหน้าอก หรือหัวใจล้มเหลวแย่ลง
MCV ต่ำหมายถึงขาดธาตุเหล็กหรือไม่
ไม่เสมอไป MCV ต่ำพบได้ในภาวะขาดธาตุเหล็ก ธาลัสซีเมีย sideroblastic anemia และ anemia of chronic disease บางราย
Hb ต่ำต้องกินธาตุเหล็กหรือไม่
ไม่ทุกคน ควรยืนยันหรือประเมินการขาดธาตุเหล็กก่อน เพราะโลหิตจางมีสาเหตุอื่นอีกมาก
Ferritin ต่ำหมายความว่าอะไร
Ferritin ต่ำสนับสนุนว่าร่างกายมีธาตุเหล็กสะสมต่ำ และเป็นข้อมูลสำคัญในการวินิจฉัย iron deficiency
โลหิตจางจากโรคไตเกิดจากอะไร
โรคไตเรื้อรังทำให้การสร้าง erythropoietin ลดลง แต่ผู้ป่วยยังต้องได้รับการประเมินการขาดธาตุเหล็ก การเสียเลือด และสาเหตุอื่นร่วมด้วย
บทความที่เกี่ยวข้อง
สรุป
ภาวะโลหิตจางหมายถึงระดับฮีโมโกลบินต่ำกว่าปกติ แต่การรู้ว่า Hb ต่ำเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบของการวินิจฉัย
ขั้นตอนสำคัญคือประเมินว่าโลหิตจางเกิดขึ้นเร็วหรือเรื้อรัง มีอาการหรือเลือดออกหรือไม่ จากนั้นใช้ CBC โดยเฉพาะ MCV ร่วมกับ reticulocyte และการตรวจเพิ่มเติม เช่น ferritin, iron studies, B12, folate และการทำงานของไต เพื่อค้นหาสาเหตุ
เมื่อทราบสาเหตุแล้วจึงเลือกการรักษาที่ถูกต้อง ผู้ป่วยบางรายต้องได้รับธาตุเหล็ก บางรายต้องรักษาโรคไต การเสียเลือด การขาดวิตามิน หรือโรคของเม็ดเลือด ดังนั้นไม่ควรรักษาภาวะโลหิตจางด้วยตนเองจากค่า Hb เพียงตัวเดียว
เอกสารอ้างอิง
- World Health Organization. Guideline on haemoglobin cutoffs to define anaemia in individuals and populations. Geneva: WHO; 2024.
- Gerber GF, Emadi A. Evaluation of Anemia. Merck Manual Professional Edition. Reviewed 2026.
- Snook J, Bhala N, Beales ILP, et al. British Society of Gastroenterology guidelines for the management of iron deficiency anaemia in adults. Gut. 2021;70:2030-2051.
- Carson JL, Stanworth SJ, Guyatt G, et al. Red Blood Cell Transfusion: 2023 AABB International Guidelines. JAMA. 2023;330(19):1892-1902.
ผู้ชายหรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ขาดธาตุเหล็ก ต้องหาสาเหตุเลือดออกหรือไม่
หากพบ iron deficiency anemia ที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน โดยเฉพาะในผู้ชายและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ควรประเมินหาสาเหตุการเสียเลือดจากทางเดินอาหาร เพราะบางรายอาจมีแผล โรคของลำไส้ หรือมะเร็งทางเดินอาหาร
การตรวจที่เหมาะสมขึ้นกับอายุ อาการ ประวัติครอบครัว ยาที่ใช้ และระดับความเสี่ยงของแต่ละคน
📚 เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูล (References)
- เอกสารอ้างอิงทางวิชาการข้อที่ 1
