โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กคืออะไร

Iron deficiency หมายถึงร่างกายมีธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ส่วน Iron deficiency anemia (IDA) หมายถึงการขาดธาตุเหล็กรุนแรงจนรบกวนการสร้างฮีโมโกลบินและทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง

ธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญของ ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ภายในเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีหน้าที่จับออกซิเจนจากปอดแล้วนำไปส่งให้เนื้อเยื่อทั่วร่างกาย ธาตุเหล็กส่วนที่เหลือจะเก็บสำรองไว้ในร่างกาย โดย Ferritin เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ช่วยประเมินเหล็กสะสม

ดังนั้นคนเราสามารถ ขาดธาตุเหล็กได้ก่อนที่จะเกิดโลหิตจาง กล่าวคือ Ferritin อาจต่ำแล้ว แต่ Hb ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

การขาดธาตุเหล็กเกิดขึ้นเป็นลำดับอย่างไร

ระยะที่ 1: ธาตุเหล็กสะสมเริ่มลดลง

ร่างกายเริ่มใช้ธาตุเหล็กที่เก็บสำรองไว้ ค่า Ferritin จะเริ่มลดลง แต่ Hb และ MCV อาจยังปกติ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักยังไม่มีอาการ

ระยะที่ 2: ธาตุเหล็กสำหรับสร้างเม็ดเลือดเริ่มไม่เพียงพอ

เหล็กที่ส่งไปยังไขกระดูกลดลง ค่า Serum iron และ TSAT ลดลง ขณะที่ TIBC มักเพิ่มขึ้น การสร้างฮีโมโกลบินเริ่มได้รับผลกระทบ แต่ Hb อาจยังไม่ต่ำชัดเจน

ระยะที่ 3: เกิด Iron Deficiency Anemia

เมื่อธาตุเหล็กไม่เพียงพอต่อการสร้างฮีโมโกลบิน Hb จะลดลง และเม็ดเลือดแดงมักมีขนาดเล็กและมีฮีโมโกลบินน้อย เกิดเป็น microcytic hypochromic anemia

7กลุ่มเสี่ยงโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก

ทำไมจึงขาดธาตุเหล็ก

สาเหตุของการขาดธาตุเหล็กแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ เสียเลือด ได้รับธาตุเหล็กไม่พอ ดูดซึมไม่ดี และร่างกายต้องการธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น

1. เสียเลือดเรื้อรัง

เป็นสาเหตุสำคัญมาก โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ เพราะในเม็ดเลือดแดงมีธาตุเหล็กอยู่จำนวนมาก เมื่อเสียเลือดเรื้อรังจึงเสียธาตุเหล็กออกจากร่างกายตามไปด้วย

สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

  • ประจำเดือนออกมากหรือมานาน เป็นสาเหตุสำคัญในหญิงวัยเจริญพันธุ์
  • เลือดออกจากกระเพาะอาหารหรือลำไส้ เช่น แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้
  • โรคอักเสบหรือโรคอื่นของทางเดินอาหาร
  • ติ่งเนื้อหรือมะเร็งของทางเดินอาหารบางชนิด
  • การใช้ยาที่เพิ่มโอกาสเลือดออก เช่น NSAIDs ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • บริจาคเลือดบ่อย
  • เสียเลือดจากตำแหน่งอื่นเป็นเวลานาน

ข้อสำคัญ: หากผู้ชายหรือผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนพบ iron deficiency anemia โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ควรประเมินหาการเสียเลือดจากทางเดินอาหาร ไม่ควรสรุปว่าเกิดจากรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อยเพียงอย่างเดียว

2. ได้รับธาตุเหล็กจากอาหารไม่เพียงพอ

พบได้ในผู้ที่รับประทานอาหารจำกัด ผู้สูงอายุที่รับประทานอาหารได้น้อย ผู้ที่มีภาวะโภชนาการไม่ดี และเด็กบางกลุ่ม

ในผู้ใหญ่ที่รับประทานอาหารตามปกติ การขาดธาตุเหล็กจากอาหารเพียงสาเหตุเดียวพบได้น้อยกว่าการเสียเลือดหรือปัญหาการดูดซึม จึงไม่ควรหยุดการค้นหาสาเหตุเพียงเพราะผู้ป่วยบอกว่ารับประทานเนื้อสัตว์น้อย

3. ดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยลง

ธาตุเหล็กถูกดูดซึมบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น ภาวะที่รบกวนกระเพาะอาหารหรือลำไส้จึงทำให้ดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยลง เช่น

  • Celiac disease
  • โรค Crohn's disease หรือโรคลำไส้บางชนิด
  • หลังผ่าตัดกระเพาะอาหารหรือ bariatric surgery
  • การผ่าตัดลำไส้เล็กบางส่วน
  • ภาวะที่ทำให้การดูดซึมอาหารผิดปกติ

4. ร่างกายต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น

พบในช่วงที่มีการสร้างเม็ดเลือดและเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น เช่น

  • หญิงตั้งครรภ์
  • ทารกและเด็กที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
  • วัยรุ่นบางช่วง

ใครบ้างที่เสี่ยงขาดธาตุเหล็ก

  • ผู้หญิงที่มีประจำเดือนออกมาก
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนดหรือมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ
  • ผู้บริจาคโลหิตเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีโรคกระเพาะหรือลำไส้เรื้อรัง
  • ผู้ที่เคยผ่าตัดกระเพาะหรือลำไส้
  • ผู้สูงอายุที่รับประทานอาหารได้น้อย
  • ผู้ที่มีเลือดออกเรื้อรัง
  • ผู้ที่ใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรังบางกลุ่มที่มีทั้งการขาดธาตุเหล็กและการอักเสบร่วมกัน

อาการของการขาดธาตุเหล็กและโลหิตจาง

ในระยะแรกที่ Ferritin เริ่มลดลง ผู้ป่วยอาจยังไม่มีอาการ เมื่อการขาดธาตุเหล็กรุนแรงขึ้นและ Hb ลดลง จึงเริ่มมีอาการจากภาวะโลหิตจาง

  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
  • สมรรถภาพในการทำงานหรือออกกำลังกายลดลง
  • หน้ามืด เวียนศีรษะ
  • ปวดศีรษะ
  • ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
  • หายใจเหนื่อยเมื่อออกแรง
  • รู้สึกหนาว มือหรือเท้าเย็น
  • ผิวหนัง ริมฝีปาก เยื่อบุตา หรือเล็บดูซีด

อาการที่ชวนให้นึกถึงการขาดธาตุเหล็ก

  • Pica อยากรับประทานสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร เช่น ดิน น้ำแข็ง หรือสิ่งแปลก ๆ
  • ลิ้นเจ็บหรือลิ้นเรียบ
  • แผลที่มุมปาก
  • ผมร่วงในบางราย
  • เล็บเปราะ หรือเล็บเว้าเป็นรูปช้อน (koilonychia) ในรายที่เป็นมานาน
  • รายที่รุนแรงมากอาจมีปัญหาการกลืน

ขาดธาตุเหล็กนาน ๆ มีผลต่อร่างกายอย่างไร

เมื่อร่างกายมีฮีโมโกลบินไม่เพียงพอ การนำออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อลดลง ทำให้เหนื่อยง่าย สมรรถภาพการทำงานลดลง และหัวใจต้องทำงานมากขึ้นเพื่อชดเชย

ในผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่แล้ว ภาวะโลหิตจางอาจทำให้อาการเจ็บหน้าอก เหนื่อย หรือหัวใจล้มเหลวแย่ลง ส่วนในเด็ก การขาดธาตุเหล็กที่รุนแรงหรือเป็นเวลานานอาจมีผลต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ และพฤติกรรมได้

ในหญิงตั้งครรภ์ ภาวะขาดธาตุเหล็กและโลหิตจางจำเป็นต้องได้รับการดูแล เนื่องจากความต้องการธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นอย่างมากระหว่างตั้งครรภ์

จะรู้ได้อย่างไรว่าขาดธาตุเหล็ก

การดูเพียงว่า “ตัวซีด” ไม่เพียงพอ และการเห็น Hb ต่ำหรือ MCV ต่ำก็ยังไม่สามารถยืนยัน iron deficiency ได้ การประเมินควรดูทั้ง CBC และ Iron studies

1. CBC

ผลที่มักพบเมื่อเกิด iron deficiency anemia ได้แก่

  • Hemoglobin (Hb) ต่ำ
  • Hematocrit ต่ำ
  • MCV ต่ำ เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็ก
  • MCH ต่ำ เม็ดเลือดแดงมีฮีโมโกลบินน้อย
  • RDW มักเพิ่มขึ้นเมื่อเม็ดเลือดแดงเริ่มมีขนาดแตกต่างกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม MCV ต่ำไม่ได้จำเพาะต่อการขาดธาตุเหล็ก เพราะพบได้ใน ธาลัสซีเมีย และภาวะอื่นด้วย

อ่านต่อ: MCV ต่ำหมายความว่าอะไร

2. Ferritin

Ferritin เป็นการตรวจที่มีประโยชน์มากที่สุดตัวหนึ่งในการประเมินเหล็กสะสมในร่างกาย ค่า Ferritin ต่ำสนับสนุนภาวะขาดธาตุเหล็กอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม Ferritin เป็น acute-phase reactant และสามารถสูงขึ้นเมื่อมีการอักเสบ การติดเชื้อ โรคตับ หรือโรคเรื้อรัง ดังนั้น Ferritin ที่ดูปกติหรือสูงจึงไม่ได้ตัดภาวะขาดธาตุเหล็กในทุกสถานการณ์

ในผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจาง แนวทาง AGA ใช้ Ferritin <45 ng/mL เป็น cutoff ช่วยวินิจฉัย iron deficiency แต่ผู้ป่วยที่มี CKD การอักเสบ หรือโรคบางกลุ่มอาจต้องใช้ Ferritin ร่วมกับ TSAT และข้อมูลอื่นในการแปลผล

3. Serum Iron, TIBC และ Transferrin Saturation (TSAT)

รูปแบบที่พบได้บ่อยใน iron deficiency คือ

การตรวจ ภาวะขาดธาตุเหล็ก
Ferritin ลดลง
Serum iron ลดลง
TIBC เพิ่มขึ้น
TSAT ลดลง

อ่านต่อ: Ferritin, Serum Iron, TIBC และ TSAT อ่านอย่างไร

MCV ต่ำ ต้องแยกขาดธาตุเหล็กออกจากธาลัสซีเมีย

ในประเทศไทยเรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะทั้ง iron deficiency และ thalassemia สามารถทำให้ MCV ต่ำ ได้

ดังนั้นเมื่อพบ Hb ต่ำและ MCV ต่ำ ไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นการขาดธาตุเหล็กและซื้อยาธาตุเหล็กมารับประทานเอง ควรดู Ferritin, iron studies, จำนวนเม็ดเลือดแดง, RDW และพิจารณาการตรวจ hemoglobin analysis ตามข้อบ่งชี้

ผู้ป่วยบางรายสามารถมี ธาลัสซีเมียร่วมกับการขาดธาตุเหล็ก ได้ จึงต้องพิจารณาผลตรวจทั้งหมดร่วมกัน

เมื่อพบว่าเป็น Iron Deficiency Anemia ต้องหาสาเหตุต่อ

การวินิจฉัยว่า “ขาดธาตุเหล็ก” ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการวินิจฉัย เพราะธาตุเหล็กไม่ได้หายไปจากร่างกายโดยไม่มีเหตุผล

แพทย์จะพิจารณาจากเพศ อายุ อาการ และประวัติ เช่น

  • ประจำเดือนออกมากหรือไม่
  • มีถ่ายดำ ถ่ายเป็นเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือดหรือไม่
  • ใช้ NSAIDs, aspirin, antiplatelet หรือ anticoagulant หรือไม่
  • น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือมีการเปลี่ยนแปลงการขับถ่ายหรือไม่
  • บริจาคเลือดบ่อยหรือไม่
  • มีโรค celiac หรือโรคลำไส้หรือไม่
  • เคยผ่าตัดกระเพาะหรือลำไส้หรือไม่

ผู้ชายและผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน

หากพบ iron deficiency anemia โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการค้นหาการเสียเลือดจากทางเดินอาหาร เนื่องจากสาเหตุอาจมีตั้งแต่แผลในกระเพาะหรือลำไส้ไปจนถึงโรคที่รุนแรงกว่า การประเมินอาจรวมถึงการส่องกล้องทางเดินอาหารตามข้อบ่งชี้

ผู้หญิงก่อนหมดประจำเดือน

ประจำเดือนออกมากเป็นสาเหตุที่พบบ่อย แต่ไม่ควรถือว่าประจำเดือนเป็นสาเหตุโดยอัตโนมัติในผู้ป่วยทุกคน หากอาการ ประวัติ หรือระดับความรุนแรงไม่สอดคล้อง ควรพิจารณาสาเหตุอื่นรวมถึงโรคทางเดินอาหารด้วย

การรักษาโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

การรักษามีเป้าหมาย 3 อย่าง คือ เพิ่ม Hb กลับสู่ระดับเหมาะสม เติมธาตุเหล็กสะสมให้เพียงพอ และแก้สาเหตุที่ทำให้ขาดธาตุเหล็ก

1. ธาตุเหล็กชนิดรับประทาน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่เริ่มรักษาด้วยธาตุเหล็กชนิดรับประทาน เช่น ferrous sulfate, ferrous fumarate หรือ ferrous gluconate

แนวทางปัจจุบันไม่จำเป็นต้องแบ่งรับประทานวันละหลายครั้งเหมือนในอดีต โดยทั่วไปให้ วันละครั้งเป็นอย่างมาก และในผู้ที่มีอาการข้างเคียง การรับประทาน วันเว้นวัน อาจทนยาได้ดีกว่าและยังให้การดูดซึมที่เหมาะสม

ปริมาณยาควรพิจารณาจาก elemental iron ไม่ใช่เพียงน้ำหนักของเม็ดยาทั้งเม็ด และควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

ผลข้างเคียงของธาตุเหล็กชนิดรับประทาน

  • คลื่นไส้
  • แน่นหรือปวดท้อง
  • ท้องผูก หรือบางรายถ่ายเหลว
  • อุจจาระมีสีดำ

อุจจาระสีดำหลังรับประทานธาตุเหล็กพบได้ตามปกติ แต่ถ้ามีถ่ายดำเหนียวคล้ายยางมะตอยร่วมกับหน้ามืด อ่อนเพลีย หรือสงสัยเลือดออก ต้องพบแพทย์ เพราะอาจแยกจากเลือดออกทางเดินอาหารได้ยาก

2. ธาตุเหล็กทางหลอดเลือดดำ

อาจพิจารณาเมื่อ

  • ไม่สามารถทนผลข้างเคียงของธาตุเหล็กชนิดรับประทาน
  • รับประทานแล้ว Ferritin หรือ Hb ไม่ดีขึ้นตามคาด
  • มีภาวะที่ทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กทางลำไส้ไม่ดี
  • มีการสูญเสียธาตุเหล็กต่อเนื่องบางสถานการณ์
  • จำเป็นต้องแก้ไขภาวะขาดธาตุเหล็กค่อนข้างรวดเร็ว

3. การให้เลือด

Iron deficiency anemia ไม่ได้หมายความว่าต้องให้เลือด ผู้ป่วยส่วนใหญ่รักษาด้วยการเติมธาตุเหล็กและแก้สาเหตุ

การให้เม็ดเลือดแดงพิจารณาในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรง ระบบไหลเวียนไม่คงที่ มีเลือดออกมาก หรือมีข้อบ่งชี้ทางคลินิกอื่น และแม้ได้รับเลือดแล้ว ผู้ป่วยที่ขาดธาตุเหล็กยังจำเป็นต้องได้รับการเติมธาตุเหล็กเพื่อแก้ iron deficiency ด้วย

กินธาตุเหล็กแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ารักษาได้ผล

หลังเริ่มรักษาควรมีการติดตาม CBC เพื่อดูว่า Hb เพิ่มขึ้นตามที่ควรหรือไม่ แนวทาง BSG แนะนำให้ประเมินการตอบสนองของ Hb ภายในประมาณ 4 สัปดาห์แรก

เมื่อ Hb กลับสู่ระดับปกติแล้ว ไม่ควรหยุดยาทันที เพราะเหล็กสะสมในร่างกายอาจยังไม่เต็ม โดยทั่วไปอาจให้ธาตุเหล็กต่ออีกประมาณ 3 เดือนหลัง Hb กลับสู่ปกติ เพื่อเติม iron stores ทั้งนี้ระยะเวลาจริงขึ้นกับสาเหตุ ความรุนแรง และผลตรวจติดตาม

ถ้ารับประทานยาสม่ำเสมอแต่ Hb ไม่เพิ่มขึ้น ต้องทบทวนว่า

  • กินยาสม่ำเสมอหรือไม่
  • ยังมีเลือดออกต่อเนื่องหรือไม่
  • มีปัญหาการดูดซึมหรือไม่
  • การวินิจฉัยถูกต้องหรือไม่
  • มีธาลัสซีเมีย โรคเรื้อรัง โรคไต หรือสาเหตุอื่นร่วมด้วยหรือไม่

อาหารมีบทบาทอย่างไร

ธาตุเหล็กจากอาหารแบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก

Heme iron

พบในอาหารจากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ เนื้อแดง และอาหารทะเลบางชนิด ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่า non-heme iron

Non-heme iron

พบในถั่ว ธัญพืช ผักใบเขียว เต้าหู้ และอาหารจากพืชหลายชนิด การดูดซึมได้รับอิทธิพลจากอาหารอื่นที่รับประทานร่วมกัน

วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึม non-heme iron ขณะที่ชา กาแฟ และแคลเซียมที่รับประทานพร้อมกันอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็กได้

หมายเหตุ: ในผู้ที่เป็น iron deficiency anemia แล้ว การรับประทานอาหารอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะเติมธาตุเหล็กกลับอย่างรวดเร็ว การรักษาด้วยธาตุเหล็กจึงมักยังจำเป็นตามข้อบ่งชี้

ยาหรืออาหารเสริมอะไรที่ควรระวังเมื่อรับประทานธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กสามารถรบกวนการดูดซึมยาบางชนิด และยาบางชนิดอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็ก ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่

  • Levothyroxine — ไม่ควรรับประทานพร้อมกับธาตุเหล็ก เพราะธาตุเหล็กลดการดูดซึมยา
  • Levodopa — ธาตุเหล็กอาจลดการดูดซึมยา
  • ยาลดกรดหรือ proton pump inhibitors — อาจลดการดูดซึม non-heme iron ในผู้ป่วยบางราย
  • Calcium supplements — อาจรบกวนการดูดซึมธาตุเหล็กเมื่อรับประทานพร้อมกัน

หากใช้ยาประจำควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มธาตุเหล็ก เพื่อจัดช่วงเวลารับประทานยาให้เหมาะสม

เมื่อไรควรพบแพทย์โดยเร็ว

ผู้ที่สงสัย iron deficiency anemia ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว หากมีอาการต่อไปนี้

  • เหนื่อยมากหรือหายใจลำบากขณะพัก
  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก
  • หน้ามืดหรือเป็นลม
  • หัวใจเต้นเร็วมากหรือใจสั่นรุนแรง
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • ถ่ายดำคล้ายยางมะตอย หรือถ่ายเป็นเลือด
  • ประจำเดือนออกมากจนมีอาการหน้ามืดหรืออ่อนแรง
  • น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือมีการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงร่วมกับภาวะขาดธาตุเหล็ก

หากมีเลือดออกมาก เป็นลม เจ็บหน้าอก หรือหายใจลำบากรุนแรง ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669

สรุป: พบ Iron Deficiency Anemia แล้วควรคิดอย่างไร

  1. ยืนยันว่าเป็นโลหิตจาง จาก Hb
  2. ยืนยันว่าขาดธาตุเหล็ก โดยเฉพาะ Ferritin และ Iron studies ตามความเหมาะสม
  3. อย่าใช้ MCV ต่ำเพียงตัวเดียววินิจฉัย เพราะต้องแยกธาลัสซีเมียและสาเหตุอื่น
  4. ค้นหาว่าทำไมจึงขาดธาตุเหล็ก โดยเฉพาะการเสียเลือด
  5. ให้ธาตุเหล็กเพื่อแก้ภาวะพร่อง และติดตามการตอบสนอง
  6. รักษาสาเหตุไปพร้อมกัน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

ประโยคสำคัญที่สุดของหน้านี้คือ: “ขาดธาตุเหล็กไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาว่าธาตุเหล็กหายไปไหน”

บทความที่ควรอ่านต่อ

คำถามที่พบบ่อย

Hb ต่ำและ MCV ต่ำ แปลว่าขาดธาตุเหล็กหรือไม่

ยังสรุปไม่ได้ เพราะธาลัสซีเมียและโรคอื่นทำให้ MCV ต่ำได้เช่นกัน ควรตรวจ Ferritin และ Iron studies เพื่อยืนยันภาวะขาดธาตุเหล็ก

Ferritin ต่ำหมายความว่าอะไร

Ferritin ต่ำสนับสนุนว่าธาตุเหล็กสะสมในร่างกายลดลง และเป็นข้อมูลสำคัญในการวินิจฉัย iron deficiency

Ferritin ปกติแปลว่าไม่ขาดธาตุเหล็กหรือไม่

ไม่เสมอไป Ferritin สามารถสูงขึ้นจากการอักเสบ การติดเชื้อ โรคตับ และโรคเรื้อรัง จึงอาจต้องดู TSAT และข้อมูลอื่นร่วมด้วย

ขาดธาตุเหล็กต้องกินธาตุเหล็กนานเท่าไร

ต้องติดตามจน Hb กลับสู่ระดับเหมาะสม และโดยทั่วไปอาจให้ธาตุเหล็กต่ออีกประมาณ 3 เดือนเพื่อเติมเหล็กสะสม ระยะเวลาจริงขึ้นกับสาเหตุ ความรุนแรง และผลตรวจติดตาม

กินธาตุเหล็กแล้วอุจจาระดำอันตรายหรือไม่

อุจจาระสีดำพบได้จากยาธาตุเหล็ก แต่ถ้าดำเหนียวคล้ายยางมะตอย ร่วมกับหน้ามืด อ่อนเพลีย หรือสงสัยเลือดออก ควรพบแพทย์

ทำไมผู้ชายที่ขาดธาตุเหล็กต้องหาสาเหตุ

ผู้ชายไม่มีการสูญเสียเลือดจากประจำเดือน ดังนั้น iron deficiency anemia ที่ไม่มีสาเหตุชัดเจนต้องให้ความสำคัญกับการค้นหาการเสียเลือด โดยเฉพาะจากทางเดินอาหาร

กินอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างเดียวรักษาโลหิตจางได้หรือไม่

ในผู้ที่มี iron deficiency anemia ชัดเจน อาหารเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอที่จะเติมเหล็กได้รวดเร็ว จึงมักต้องใช้ธาตุเหล็กทดแทนพร้อมกับรักษาสาเหตุ

เอกสารอ้างอิง

  1. World Health Organization. Guideline on haemoglobin cutoffs to define anaemia in individuals and populations. Geneva: WHO; 2024.
  2. Snook J, Bhala N, Beales ILP, et al. British Society of Gastroenterology guidelines for the management of iron deficiency anaemia in adults. Gut. 2021;70:2030-2051.
  3. Ko CW, Siddique SM, Patel A, et al. AGA Clinical Practice Guidelines on the Gastrointestinal Evaluation of Iron Deficiency Anemia. Gastroenterology. 2020.
  4. DeLoughery TG, Jackson CS, Ko CW, Rockey DC. AGA Clinical Practice Update on Management of Iron Deficiency Anemia: Expert Review. Gastroenterology. 2024.

ผู้เขียน: นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร
อายุรแพทย์, แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว