siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

การตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก Prostate-Specific Antigen(PSA)

การตรวจเลือด PSA (Prostate-Specific Antigen) เป็นเครื่องมือหลักที่แพทย์ใช้ในการคัดกรองและติดตามโรคต่อมลูกหมาก แต่มันก็เป็นหนึ่งในการตรวจที่มีความซับซ้อนและมี "ตัวแปร" มากที่สุด ค่า PSA ที่สูงขึ้นอาจทำให้ผู้ชายหลายคนวิตกกังวลทันทีว่าตนเองเป็นมะเร็ง แต่ในความเป็นจริง ค่า PSA สูง ไม่ได้เท่ากับ มะเร็งเสมอไป ในทางกลับกัน ค่า PSA ต่ำ ก็ไม่ได้การันตี 100% ว่าคุณปลอดภัย

บทความนี้คือคู่มือฉบับสมบูรณ์ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจว่า PSA คืออะไร, ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อค่าเลือดของคุณ (ทั้งที่ทำให้สูงขึ้นและลดลง), และแพทย์มีวิธีการตรวจขั้นสูงอย่างไรเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย


 

PSA (Prostate-Specific Antigen) คืออะไร?

PSA คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นโดยเซลล์ในต่อมลูกหมาก (ทั้งเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็ง) หน้าที่ตามธรรมชาติของมันคือช่วยทำให้น้ำอสุจิมีสภาวะเป็นของเหลวเพื่อให้ตัวอสุจิเคลื่อนไหวได้ดี

โดยปกติ PSA จะพบในน้ำอสุจิเป็นส่วนใหญ่ และจะมีเพียงปริมาณเล็กน้อยเท่านั้นที่รั่วไหลเข้าสู่กระแสเลือด การตรวจ PSA คือการเจาะเลือดเพื่อวัดปริมาณ PSA ที่รั่วไหลออกมาในกระแสเลือดนี้ ค่าที่ได้จะรายงานเป็น nanograms of PSA per milliliter(ng/mL) ของเลือด

 

ค่า PSA สูง ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไป

นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด แม้ว่ามะเร็งต่อมลูกหมากจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่า PSA สูง แต่ภาวะอื่นๆ ที่ไม่ใช่เนื้อร้ายก็สามารถทำให้ค่า PSA สูงขึ้นได้เช่นกัน ได้แก่:

  1. โรคต่อมลูกหมากโต (BPH):ต่อมลูกหมากโต

    • เป็นภาวะที่ต่อมลูกหมากขยายขนาดขึ้นตามวัย (ไม่ใช่มะเร็ง) เมื่อต่อมมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็จะผลิต PSA ออกมามากขึ้นตามไปด้วย นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้ค่า PSA สูงในชายสูงอายุ

  2. ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis):ต่อมลูกหมากอักเสบ

    • การอักเสบหรือการติดเชื้อของต่อมลูกหมาก จะทำให้เซลล์เสียหายและ PSA รั่วไหลเข้าสู่กระแสเลือดได้มากขึ้น

  3. อายุที่เพิ่มขึ้น:

    • แม้จะไม่มีโรคใดๆ ค่า PSA ก็จะค่อยๆ สูงขึ้นตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น

  4. กิจกรรมที่กระทบต่อมลูกหมาก (ชั่วคราว):

    • การมีเพศสัมพันธ์: การหลั่งอสุจิอาจทำให้ค่า PSA สูงขึ้นชั่วคราว (แพทย์บางท่านแนะนำให้งด 2 วันก่อนตรวจ)

    • การตรวจ DRE: การที่แพทย์คลำต่อมลูกหมากทางทวารหนัก

    • การออกกำลังกาย: โดยเฉพาะการขี่จักรยานเป็นเวลานาน อาจกดทับต่อมลูกหมาก

    • หัตถการทางการแพทย์: เช่น การส่องกล้องดูกระเพาะปัสสาวะ หรือการตัดชิ้นเนื้อ

ต่อมลูกหมาก

กลุ่มที่เสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลุกหมาก

คำแนะนำในการตรวจหาค่า PSA

คำแนะนำการตรวจหาค่า PSA แนะนำโดยสมาคมมะเร็งแห่งประเทศอเมริกา สมาคมโรคระบบทางเดินปัสสาวะอเมริกา

ข้อถกเถียงเรื่องการคัดกรอง: ข้อดี vs. ข้อเสีย

การตรวจ PSA มีทั้งประโยชน์และข้อจำกัด ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจนี้จึงควรเป็นการ "ตัดสินใจร่วมกัน" กับแพทย์

ข้อดี (Pros):

ข้อเสียและข้อจำกัด (Cons):

การตรวจ PSA เพื่อคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากเหมาะสมหรือไม่

แต่ปัจจุบันก็มีหลายสถาบันไม่แนะนำให้เจาะ หากจะเจาะจะต้องพิจารณาข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดของการตรวจ


การตรวจเลือดตรวจpsa

ค่าปกติของ PSA

ยังไม่ค่าที่กำหนดว่าเป็นค่าปกติ แต่ที่นิยมใช้คือหากค่า PSA ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 4 ng/mL จะถือว่าปกติ และแนะนำว่าหากค่ามากกว่า 4 ให้ตัดชิ้นเนื้อลูกหมากเพื่อส่งตรวจหามะเร็งแต่อย่างไรก็ตามพบว่ายังพบผู้ที่เป็นมะเร็งมีค่า PSA ต่ำกว่า 4 และพบว่าผู้ที่มีค่าสูงกว่า 4 ไม่เป็นมะเร็ง มีปัจจัยที่ทำให้ค่า PSA ผันผวน เช่น ต่อมลูกหมากอักเสบ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ การใช้ยา finasteride and dutasteride ค่า  PSA ที่สูงโอกาศเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากก็สูง และหากค่าสูงมากขึ้นก็เสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่ม

ค่า PSA ตามอายุ

ค่าจะแสดงเป็นเพียงแนวทางเท่านั้น แพทย์หรือสถาบันแต่ละแห่งอาจจะไม่เท่ากัน ค่าปกติจะต้องน้อยกว่า

ค่าที่มากกว่าปกติอาจจะเป็นโรคต่อลูกหมากอักเสบ หรือต่อมลูกหมากโต หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งจะต้องรอการตรวจเพิ่ม

การแปลผลค่า PSA และ "โซนสีเทา"

โดยทั่วไป แพทย์มักใช้ค่า 4.0 ng/mL เป็นจุดตัด (Cutoff Point) แต่ตัวเลขนี้ไม่ใช่กฎตายตัว:

 

ปัจจัยที่มีผลต่อค่า PSA

ปัจจัยที่ผลทำให้ค่า PSA สูงขึ้น ได้แก่

บางสิ่งบางอย่างอาจทำให้ระดับ PSA ต่ำลง (แม้ว่ามะเร็งเป็นโรคที่ปัจจุบัน)

หากตรวจเลือดแล้วพบว่าค่า PSA มีค่าสูงต้องทำอะไรบ้าง

หากไม่มีอาการแพทย์จะสั่งให้ตรวจเลือดซ้ำ หากเจาะเลือดแล้วค่ายังสูงแพทย์จะตรวจต่อมลูกหมากทางก้นเป็นระยะ หากค่ายังสูงต่อเนื่อง หรือตวรจพบก้อนที่ต่อมลูกหมากแพทย์จะตรวจเพิ่มเช่นการทำ ultrasound ต่อมลูกหมากผ่านทางทวาร การตรวจปัสสาวะ เพื่อตรวจว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ หรือการตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจหามะเร็ง ค่า PSA เท่าไรแพทย์จึงบอกว่าสูง

ถ้าระดับ PSA ของคุณจะสูง

แพทย์อาจแนะนำเฝ้าระวังหรือการรอในระหว่างที่จะทำการทดสอบซ้ำหรือตรวจด้วยวิธีอื่น เช่นการตรวจชิ้นเนื้อต่อมลูกหมากเพื่อดูว่าคุณมีโรคมะเร็งแพทย์ไม่ได้ทั้งหมดใช้จุดตัด PSA เดียวกันเมื่อให้คำปรึกษาว่าจะทำการตรวจชิ้นเนื้อ บางคนอาจให้คำแนะนำถ้า PSA คือ 4 หรือสูงกว่าขณะที่คนอื่นอาจจะแนะนำให้ตรวจซ้ำเมื่อระดับ PSA เท่ากับหรือมากกว่า 2.5

ข้อจำกัดของการตรวจ PSA

แม้ว่าการตรวจ PSAจะทำให้วินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกเริ่มได้โดยก้อนมีขนาดเล็ก และได้รับการรักษาซึ่งอาจจะเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนจากการรักษาโดยการผ่าตัด หรือการใช้รังสีรักษา มีคำถามว่าก้อนมะเร็งที่เจอและรักษานั้นอาจจะไม่อันตรายต่อชีวิตก้อนนั้นอาจจะโตช้าและไม่จำเป็นต้องรักษา

นอกจากนั้นก็ยังพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากจำนวนหนึ่งค่า PSA ปกติ และผู้ที่ค่า PSA สูงก็ไม่เป็นมะเร็งพบว่าร้อยละ25เท่านั้นที่ผลชิ้นเนื้อเป็นมะเร็ง

การตรวจ PSA ในการติดตามผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก

ผู้ที่รักษามะเร็งต่อมลูกหมากไปแล้วค่า PSA จะต่ำลง การเจาะเลือดเพื่อติดตามโรคจึงมีความจำเป็น การที่ค่า PSA สูงขึ้นแสดงว่าเกิดกลับเป็นซ้ำ ซึ่งพบผลเลือดสูงก่อนเกิดอาการกำเริบนานเป็นเดือน การที่จะบอกว่าค่าสูงจะต้องตรวจเลือดซ้ำเป็นระยะ

การศึกษาการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยวิธีการเจาะเลือด

ศึกษาจากคน 1000 คนที่เจาะเลือดตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากทุก1-4 ปีพบว่า

ก่อนการเจาะเลือดตรวจควรจะทราบข้อดีข้อเสียก่อน

ข้อดี

ข้อเสีย

หากค่า PSA สูง ต้องทำอย่างไรต่อ?

อย่าเพิ่งตื่นตระหนก! หากค่า PSA ของคุณสูง แพทย์จะดำเนินการดังนี้:

  1. ตรวจซ้ำ (Re-test): เพื่อยืนยันผลอีกครั้ง

  2. ตรวจร่างกาย (DRE): แพทย์จะคลำต่อมลูกหมากทางทวารหนักเพื่อดูว่ามีก้อนแข็งที่น่าสงสัยหรือไม่

  3. ตรวจหาการติดเชื้อ: ตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่

  4. พิจารณาการตรวจขั้นสูง (Advanced Tests): เช่น การตรวจ Free PSA (อัตราส่วน PSA อิสระ หากค่านี้ต่ำจะเสี่ยงมะเร็งมากขึ้น) หรือ PSA Density (เทียบค่า PSA กับขนาดต่อมลูกหมาก)

  5. การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy): เป็นวิธีเดียวที่จะยืนยันได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ แพทย์จะแนะนำให้ทำในกรณีที่ค่า PSA สูงต่อเนื่อง, ตรวจ DRE ผิดปกติ, หรือผลการตรวจอื่นๆ บ่งชี้ความเสี่ยงสูง

การตรวจใหม่เกี่ยวกับ PSA

แหล่งอ้างอิง

ทบทวนวันที่

โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว

 

การตรวจเลือด PSA (ฉบับเจาะลึก): ปัจจัยที่ทำให้ค่าสูง/ต่ำ และการตรวจขั้นสูง (Free PSA)

 

 


 


ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่า PSA "สูงขึ้น" (โดยที่ไม่ใช่มะเร็ง)

นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้เกิด "ผลบวกลวง" (False Positives):

  1. ต่อมลูกหมากโต (BPH):

    • เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เมื่อต่อมลูกหมากมีขนาดใหญ่ขึ้นตามวัย ก็จะผลิต PSA ออกมามากขึ้นตามไปด้วย

  2. ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis):

    • การอักเสบหรือติดเชื้อของต่อมลูกหมาก จะทำให้เซลล์เสียหายและ PSA รั่วไหลเข้าสู่กระแสเลือดได้มากขึ้น (ควรรออย่างน้อย 6 สัปดาห์หลังการรักษาการติดเชื้อ ก่อนตรวจ PSA ซ้ำ)

  3. อายุที่เพิ่มขึ้น:

    • ค่า PSA จะค่อยๆ สูงขึ้นตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น

  4. การหลั่งอสุจิ (Ejaculation):

    • การมีเพศสัมพันธ์หรือการช่วยตัวเอง อาจทำให้ค่า PSA สูงขึ้นชั่วคราว แพทย์บางท่านจึงแนะนำให้งดกิจกรรมนี้ 1-2 วันก่อนตรวจ

  5. หัตถการทางการแพทย์:

    • การตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก (DRE) อาจทำให้ค่า PSA สูงขึ้นเล็กน้อย (แพทย์บางท่านจึงแนะนำให้เจาะเลือดก่อนตรวจ DRE)

    • การส่องกล้องในกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy) หรือการตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) จะทำให้ค่า PSA สูงขึ้นอย่างชัดเจน

  6. การขี่จักรยาน:

    • มีบางการศึกษาพบว่าการขี่จักรยานเป็นเวลานาน อาจเกิดแรงกดทับต่อต่อมลูกหมากและทำให้ค่า PSA สูงขึ้นชั่วคราวได้

  7. ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน:

    • การใช้ยาหรือฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเสริม อาจกระตุ้นให้ค่า PSA สูงขึ้น


ปัจจัยที่ทำให้ค่า PSA "ลดต่ำลง" (ซึ่งอาจบดบังโรคมะเร็ง)

นี่คือสิ่งที่อันตรายและ "สำคัญมาก" ที่คุณต้องแจ้งให้แพทย์ทราบหากกำลังใช้ยาหรือมีภาวะเหล่านี้:

  1. ยากลุ่ม 5-alpha reductase inhibitors (ยารักษา BPH):

    • ตัวอย่าง: Finasteride (Proscar), Dutasteride (Avodart)

    • ผลกระทบ: ยาเหล่านี้ ทำให้ค่า PSA ในเลือดลดลงประมาณ 50% (ลดลงครึ่งหนึ่ง) หากคุณทานยานี้และตรวจได้ค่า PSA 3.0 ng/mL ค่าที่แท้จริงของคุณอาจสูงถึง 6.0 ng/mL

  2. โรคอ้วน (Obesity):

    • ผู้ชายที่มีน้ำหนักตัวมากหรืออ้วน มักจะมีแนวโน้มที่ค่า PSA จะต่ำกว่าความเป็นจริง (เนื่องจากมีปริมาณเลือดในร่างกายมากกว่า ทำให้ PSA เจือจาง)

  3. ยาบางชนิด:

    • ยาลดไขมันกลุ่ม Statins (เช่น Atorvastatin, Simvastatin)

    • ยาแอสไพริน ที่ใช้เป็นประจำ

    • ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide (เช่น HCTZ)

  4. สมุนไพรบางชนิด:

    • อาหารเสริมหรือสมุนไพรบางตัวที่โฆษณาว่าบำรุงต่อมลูกหมาก อาจมีผลกดค่า PSA (ในขณะที่ Saw Palmetto ดูเหมือนจะไม่มีผล)


การตรวจขั้นสูง: เมื่อค่า PSA อยู่ใน "โซนสีเทา"

เมื่อค่า PSA ของคุณอยู่ในช่วง Borderline (เช่น 4-10) แพทย์จะไม่ตัดสินใจเจาะชิ้นเนื้อทันที แต่อาจใช้การตรวจขั้นสูงเหล่านี้เพื่อประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น:

สรุป: การตรวจ PSA เป็นเครื่องมือคัดกรองที่มีประโยชน์มาก แต่ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรค ผลที่ได้ต้องอาศัยการแปลผลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ของคุณเสมอ


ส่วนที่ 1: SEO (On-Page SEO Elements)

 

เพิ่มเพื่อน