หน้าหลัก| การออกกำลัง | สุขภาพดี | อาหารสุขภาพ | สุขภาพจิต |สุภาพสตรี | การตรวจสุขภาพ | การแปรผลเลือด |โรคต่างๆ |วัคซีน | งูกัด | แพทย์ทางเลือก |โรคผิวหนัง | health calculator | มือถือ


 

 

มะเร็งผิวหนัง

ประเทศไทยพบมะเร็งผิวหนังน้อยกว่าประเทศอื่นๆทั้งๆที่เราเป็นเมืองที่มีแสงแดดจัดซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งผิวหนัง อาจเป็นเพราะผิวหนังของคนไทยมีเม็ดสีเมลานินที่ช่วยป้องกันอันตรายจากแสงแดด หรือเป็นจากเราไม่ได้ให้ความสำคัญ และละเลยในการค้นหาเฝ้าระวัง โรคนี้เนื่องจากเห็นว่าเป็นที่ผิวหนังไม่อันตรายก็เป็นได้

รู้จักมะเร็งผิวหนังกันก่อน

มะเร็งผิวหนังคือเนื้อร้ายที่เกิดบนผิวหนังและเยื่อบุ  เนื่องจากความผิดปกติของการเจริญเติบโต และการแบ่งเซลล์ของผิวหนังและเยื่อบุ มะเร็งผิวหนังมีหลายชนิด ที่พบบ่อย ได้แก่

  • มะเร็งผิวหนังชนิดสเควมัสเซลล์ Squamous cell carcinoma,
  • ชนิดเบเซลเซลล์ Basal cell carcinoma
  • เมลาโนมา malignant melanoma พบไม่บ่อย แต่มีความร้ายแรง เพราะสามารถกระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็วคือ มะเร็งของเซลล์เม็ดสี

มะเร็งผิวหนังอาจจะมีขนาดใหญ่ขึ้นช้าๆ และลุกลามเฉพาะที่ หรืออาจจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้ด้วย เช่นต่อมน้ำเหลือง ส่วนมากจะพบในผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี และพบในชายมากกว่าหญิง

 จะทราบได้อย่างไร ว่าไฝที่มีอยู่เป็นมะเร็งหรือไม่

คนที่มีไฝเป็นจำนวนมาก หรือมีไฝขนาดใหญ่ จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งไฝได้สูงกว่าคนที่ไม่มี 

โดยปกติแล้วอาการจะดูออกยากเพราะจะเหมือนเป็นไฝทั่วไป แต่เราสามรถวินิจฉัยด้วยตัวเอง โดยสังเกตการเปลี่ยนแปลงง่ายดังนี้

ถ้ามีข้อสงสัย ให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการวินิจฉัย ซึ่งทำได้โดยการตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่สงสัย ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

ลักษณะที่ทำให้สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนัง

 ไฝที่เป็นอยู่เดิม มีรูปร่างเปลี่ยนไป อาจใช้หลักง่ายๆ คือ ABCD ดังนี้

  • Asymmetryลักษณะของไฝสองข้างม่เหมือนกัน
    Border irregularity ขอบของไฝไม่เรียบ
    Colorสีของไฝไม่สม่ำเสมอ
    SADADAD Diameter ขนาดของไฝมากกว่า 6 มม
      1.  มีผื่นหรือก้อนที่เกิดขึ้นใหม่ และไม่หายใน4-6 สัปดาห์
      2.  ไฝหรือปานที่โตเร็ว และรูปร่างเปลี่ยนไปจากเดิม มีอาการคัน แตกเป็นแผล และมีเลือดออก
      3.  แผลเรื้อรังไม่หายใน 4 สัปดาห์

      ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง

      1.  แสงอัลตราไวโอเลต (UVA,UVB) พวกที่ต้องทำงานกลางแดด เล่นกีฬากลางแจ้ง ชอบอาบแดด จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง
      2.  เชื้อชาติ คนผิวขาว ผมสีบลอนด์ ผิวไหม้แดดง่าย มีโอกาสเสี่ยงสูง เพราะมีเม็ดสีที่ผิวหนังน้อย ความสามารถในการป้องกันเซลล์ผิวหนังจากแสงอัลตราไวโอเลตจึงน้อยกว่าคนผิวคล้ำ คนที่เป็นโรคผิวหนัง Albinism ซึ่งมีความผิดปกติของการสร้างเม็ดสี จะพบมะเร็งผิวหนังได้บ่อย
      3.  การได้รับสารเคมีก่อมะเร็ง เช่น สารหนูที่ปนอยู่ในน้ำ ยาหม้อ ยาไทย ยาจีน ยาลูกกลอน
      4.  แผลเป็นจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลจากผื่นผิวหนังบางโรค เช่น DLE
      5.  มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง
      6.  เชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HPV ที่ทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ
      7.  ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหลังการปลูกถ่ายไต
      8.  ผิวหนังในบริเวณที่เคยได้รังสีรักษา
      9.  คนที่สูบบุหรี่นานๆ จะเกิดมะเร็งในช่องปากได้

      การป้องกันและรักษา

      มะเร็งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นที่อวัยวะใด ถ้าสามารถตรวจพบตั้งแต่แรก และกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติออกได้หมด ก็สามารถหายขาดได้ มะเร็งผิวหนังมีข้อเด่นคือ ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอก เราสามารถมองเห็นได้ จึงทำให้สามารถตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มแรกได้รวดเร็ว และยังติดตามการรักษาได้ง่าย

       การรักษามีหลายวิธี ขึ้นกับชนิด ตำแหน่ง และการลุกลามของโรค โดยทั่วไปมักใช้วิธีผ่าตัดเอามะเร็งผิวหนังออกให้หมด หลายครั้งที่มะเร็งเกิดบนใบหน้า ในบริเวณที่อาจมีการผิดรูปจากการผ่าตัดได้ ปัจจุบันมีวิธีผ่าตัดโดยวิธีที่เรียก Mohs micrographic surgery แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อและส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ในคราวเดียวกัน เพื่อตรวจดูว่าได้ตัดมะเร็งออกได้หมด หากยังมีหลงเหลือ ก็จะกลับมาผ่าตัดซ้ำจนหมด จึงจะเย็บปิดแผล วิธีนี้จะทำให้สามารถตัดมะเร็งออกได้หมดในคราวเดียว โดยไม่ตัดเนื้อดีออกมากเกินจำเป็น แต่ในบางครั้ง มะเร็งถูกทิ้งไว้จนมีขนาดใหญ่เกินที่จะตัดออกได้หมด อาจรักษาโดยการใช้รังสีรักษา หรือถ้ามีการแพร่กระจาย จะต้องให้เคมีบำบัดร่วมด้วย

      มะเร็งผิวหนังสามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าได้รับการวินิจฉัย และรักษาตั้งแต่เริ่มแรก ถ้ามีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง ควรพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อตรวจหามะเร็งตั้งแต่ระยะแรก ในคนทั่วๆ ไปก็ไม่ควรประมาท ระวังอย่าถูกแสงแดดจัด ใช้ครีมกันแดดให้ถูกต้องและเหมาะสม ไม่ควรใช้สารที่ทำให้ผิวขาวหรือทำลายเม็ดสี โดยเฉพาะการฉีดสารกลูต้าไธโอนเข้าเส้นเลือดดำ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของหูด,ไฝ, ปาน หากมีแผลเรื้อรังหรือแผลที่ไม่หายใน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์ สำหรับผู้ที่อยู่ใกล้บริเวณ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ในวันที่ 29 และ 30 พฤศจิกายน 2553 นี้ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังจะจัดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนังไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ขอเชิญไปรับบริการและคำปรึกษาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

      มะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ สาเหตุที่สำคัญคือ

      • แสงแดด โดยเฉพาะผู้ที่เคยผิวไหม้หรือพวกที่นอนอาบแดดผิวสี tan
      • ผู้ที่ได้รับรังสี
      • แผลเป็นจากรอยไหม้ของผิวหนัง
      • ผู้ที่สัมผัสน้ำมัน
      • กรรมพันธุ์
      • การป้องกันที่สำคัญคือการป้องกันการถูกแสงแดด
      • หลีกเลี่ยงแสงแดดช่วง 10.00-15.00 น ซึ่งเป็นช่วงที่มีรังสี UV สูงสุด
      • สวมเสื้อผ้าสีอ่อน เนื้อแน่น หมวกปีกกว้าง 3 นิ้วเมื่อเวลาออกแดด
      • ทาครีมกันแสงแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 15
      • การทาครีมควรทาตั้งแต่ในวัยเด็กเพราะรังที่ประมาณร้อยละ 80 จะได้รับก่อนอายุ 18 ปี

      การตรวจมะเร็งผิวหนังแรกเริ่ม

      ควรจะต้องเริ่มตรวจร่างกายตัวเอง การรักษามะเร็งผิวหนังที่ดีที่สุดคือการค้นพบตั้งแต่แรกเริ่ม โดยต้องสำรวจร่างตายตัวเองให้ทั่วซึ่งต้องใช้กระจกตั้งและกระจกมือช่วย

      SADASDASDA

      ยืนหน้ากระจกส่องข้างหน้า ข้างหลัง ด้านข้างซ้ายขวา ยกแขนขึ้น

      • ตรวจแขน รักแร้ มือ หลังมือ ข้อศอก
      • ตรวจต้นขาด้านหน้า ด้านหลัง น่อง หน้าแข็ง เท่ หลังเท้า ซอกนิ้ว
      • ตรวจหลัง คอด้านหน้า ด้านหลัง หนังศีรษะ ไรผม
      • ตรวจหลัง หนังศีรษะ ไรผม

      มะเร็งผิวหนังเริ่มแรก

      เราเรียก Actinic keratoses คลิกอ่านที่นี่เป็นผื่นเล็กๆมีขุยมักจะพบบริเวณใบหน้า แขน หลังมือโดยเฉพาะบริเวณที่ได้รับแสงมาก หากไม่รักษาก็จะกลายเป็นมะเร็งในภายหลัง

      มะเร็งผิวหนังที่พบได้บ่อยคือ

      SaAS ลักษณะมะเร็งจะเป็นก้อนนูนขึ้นมา พบบ่อยบริเวณใบหน้า มือ ศีรษะ แต่ก็อาจจะพบตามลำตัวมักจะพบในคนผิวขาว ก้อนโตช้า

      s เป็นมะเร็งผิวหนังที่พบเป็นอันดับ 2 มักจะพบในคนผิวขาว มักจะพบบริเวณขอบหู ริมฝีปาก หน้า ก้อนโตช้าหากพบได้เร็วการรักษาจะหายขาด

      As เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยและมีอัตราการตายสูง มักจะพบมากในคนที่เคยมีผิวไหม้จากแดด พวกผิวขาว

      ตีนกา ผิวสีแทน ครีมกันแดด ผิวไหม้จากแดด มะเร็งผิวหนัง ฝ้า กระ

      Types of Skin Cancer

      Skin cancers are named for the type of cells that become malignant (cancer). The three most common types are:

      • Melanoma: Melanoma begins in melanocytes (pigment cells). Most melanocytes are in the skin. See the picture of a melanocyte and other skin cells. Melanoma can occur on any skin surface. In men, it's often found on the skin on the head, on the neck, or between the shoulders and the hips. In women, it's often found on the skin on the lower legs or between the shoulders and the hips. Melanoma is rare in people with dark skin. When it does develop in people with dark skin, it's usually found under the fingernails, under the toenails, on the palms of the hands, or on the soles of the feet.
      • Basal cell skin cancer: Basal cell skin cancer begins in the basal cell layer of the skin. It usually occurs in places that have been in the sun. For example, the face is the most common place to find basal cell skin cancer.

        In people with fair skin, basal cell skin cancer is the most common type of skin cancer.
      • Squamous cell skin cancer: Squamous cell skin cancer begins in squamous cells. In people with dark skin, squamous cell skin cancer is the most common type of skin cancer, and it's usually found in places that are not in the sun, such as the legs or feet. However, in people with fair skin, squamous cell skin cancer usually occurs on parts of the skin that have been in the sun, such as the head, face, ears, and neck.

      Unlike moles, skin cancer can invade the normal tissue nearby. Also, skin cancer can spread throughout the body. Melanoma is more likely than other skin cancers to spread to other parts of the body. Squamous cell skin cancer sometimes spreads to other parts of the body, but basal cell skin cancer rarely does.

      When skin cancer cells do spread, they break away from the original growth and enter blood vessels or lymph vessels. The cancer cells may be found in nearby lymph nodes. The cancer cells can also spread to other tissues and attach there to form new tumors that may damage those tissues.

      The spread of cancer is called metastasis. See the Staging section for information about skin cancer that has spread.

    1. Cancer Cells

      Cancer begins in cells, the building blocks that make up tissues. Tissues make up the skin and otherorgans of the body.

      Normal cells grow and divide to form new cells as the body needs them. When normal cells grow old or get damaged, they usually die, and new cells take their place.

      But sometimes this process goes wrong. New cells form when the body doesn't need them, and old or damaged cells don't die as they should. The buildup of extra cells often forms a mass of tissue called a growth or tumor.

      Growths on the skin can be benign (not cancer) or malignant (cancer). Benign growths are not as harmful as malignant growths.

      • Benign growths (such as moles):
        • Are rarely a threat to life
        • Generally can be removed and usually don't grow back
        • Don't invade the tissues around them
        • Don't spread to other parts of the body
      • Malignant growths (such as melanoma, basal cell cancer, or squamous cell cancer):
        • May be a threat to life
        • Often can be removed but sometimes grow back
        • May invade and damage nearby organs and tissues
        • May spread to other parts of the body

      Skin Cancer Prevention

      KEY POINTS

      • Avoiding risk factors and increasing protective factors may help prevent cancer.
      • Being exposed to ultraviolet radiation is a risk factor for skin cancer.
      • It is not known if the following lower the risk of nonmelanoma skin cancer:
        • Sunscreen use and avoiding sun exposure
        • Chemopreventive agents
      • It is not known if the following lower the risk of melanoma:
        • Sunscreen
        • Counseling and protecting the skin from the sun
      • Cancer prevention clinical trials are used to study ways to prevent cancer.
      • New ways to prevent skin cancer are being studied in clinical trials.

      Avoiding risk factors and increasing protective factors may help prevent cancer.

      Avoiding cancer risk factors may help prevent certain cancers. Risk factors include smoking, being overweight, and not getting enough exercise. Increasing protective factors such as quitting smoking, eating a healthy diet, and exercising may also help prevent some cancers. Talk to your doctor or other health care professional about how you might lower your risk of cancer.

      Being exposed to ultraviolet radiation is a risk factor for skin cancer.

      Some studies suggest that being exposed to ultraviolet (UV) radiation and the sensitivity of a person’s skin to UV radiation are risk factors for skin cancer. UV radiation is the name for the invisible rays that are part of the energy that comes from the sun. Sunlamps and tanning beds also give off UV radiation.

      Risk factors for nonmelanoma and melanoma cancers are not the same.

      • Risk factors for nonmelanoma skin cancer:
        • Being exposed to natural sunlight or artificial sunlight (such as from tanning beds) over long periods of time.
        • Having a fair complexion, which includes the following:
          • Fair skin that freckles and burns easily, does not tan, or tans poorly.
          • Blue or green or other light-colored eyes.
          • Red or blond hair.
        • Having actinic keratosis.
        • Past treatment with radiation.
        • Having a weakened immune system.
        • Being exposed to arsenic.
      • Risk factors for melanoma skin cancer:
        • Having a fair complexion, which includes the following:
          • Fair skin that freckles and burns easily, does not tan, or tans poorly.
          • Blue or green or other light-colored eyes.
          • Red or blond hair.
        • Being exposed to natural sunlight or artificial sunlight (such as from tanning beds) over long periods of time.
        • Having a history of many blistering sunburns, especially as a child or teenager.
        • Having several large or many small moles.
        • Having a family history of unusual moles (atypical nevus syndrome).
        • Having a family or personal history of melanoma.
        • Being white.

      It is not known if the following lower the risk of nonmelanoma skin cancer:

      Sunscreen use and avoiding sun exposure

      It is not known if nonmelanoma skin cancer risk is decreased by staying out of the sun, using sunscreens, or wearing protective clothing when outdoors. This is because not enough studies have been done to prove this.

      Sunscreen may help decrease the amount of UV radiation to the skin. One study found that wearing sunscreen can help prevent actinic keratoses, scaly patches of skin that sometimes become squamous cell carcinoma.

      The harms of using sunscreen are likely to be small and include allergic reactions to skin creams and lower levels of vitamin D made in the skin because of less sun exposure.

      It is also possible that when a person uses sunscreen to avoid sunburn they may spend too much time in the sun and be exposed to harmful UV radiation.

      Although protecting the skin and eyes from the sun has not been proven to lower the chance of getting skin cancer, skin experts suggest the following:

      • Use sunscreen that protects against UV radiation.
      • Do not stay out in the sun for long periods of time, especially when the sun is at its strongest.
      • Wear long sleeve shirts, long pants, sun hats, and sunglasses, when outdoors.

      Chemopreventive agents

      Chemoprevention is the use of drugsvitamins, or other agents to try to reduce the risk of cancer. The following chemopreventive agents have been studied to find whether they lower the risk of nonmelanoma skin cancer:

      Beta carotene

      Studies of beta carotene (taken as a supplement in pills) have not shown that it prevents nonmelanoma skin cancer from forming or coming back.

      Isotretinoin

      High doses of isotretinoin have been shown to prevent new skin cancers in patients with xeroderma pigmentosum. However, isotretinoin has not been shown to prevent nonmelanoma skin cancers from coming back in patients previously treated for nonmelanoma skin cancers. Treatment with isotretinoin can cause serious side effects.

      Selenium

      Studies have shown that selenium (taken in brewer's yeast tablets) does not lower the risk of basal cell carcinoma, and may increase the risk of squamous cell carcinoma.

      Celecoxib

      A study of celecoxib in patients with actinic keratosis and a history of nonmelanoma skin cancer found those who took celecoxib had slightly lower rates of recurrentnonmelanoma skin cancers. Celecoxib may have serious side effects on the heart andblood vessels.

      Alpha-difluoromethylornithine (DFMO)

      A study of alpha-difluoromethylornithine (DFMO) in patients with a history of nonmelanoma skin cancer showed that those who took DFMO had lower rates of nonmelanoma skin cancers coming back than those who took a placebo. DFMO may cause hearing loss which is usually temporary.

      It is not known if the following lower the risk of melanoma:

      Sunscreen

      It has not been proven that using sunscreen to prevent sunburn can protect against melanoma caused by UV radiation. Other risk factors such as having skin that burns easily, having a large number of benign moles, or having atypical nevi may also play a role in whether melanoma forms.

      Counseling and protecting the skin from the sun

      It is not known if people who receive counseling or information about avoiding sun exposure make changes in their behavior to protect their skin from the sun.

      Cancer prevention clinical trials are used to study ways to prevent cancer.

      Cancer prevention clinical trials are used to study ways to lower the risk of developing certain types of cancer. Some cancer prevention trials are conducted with healthy people who have not had cancer but who have an increased risk for cancer. Other prevention trials are conducted with people who have had cancer and are trying to prevent another cancer of the same type or to lower their chance of developing a new type of cancer. Other trials are done with healthy volunteers who are not known to have any risk factors for cancer.

      The purpose of some cancer prevention clinical trials is to find out whether actions people take can prevent cancer. These may include eating fruits and vegetables, exercising, quitting smoking, or taking certain medicines, vitamins, minerals, or foodsupplements.

      New ways to prevent skin cancer are being studied in clinical trials.

      Clinical trials are taking place in many parts of the country. Information about clinical trials can be found in the Clinical Trials section of the NCI Web site. Check NCI's list of cancer clinical trials for nonmelanoma skin cancer prevention trials and melanoma prevention trials that are now accepting patients.

      < Previous section
      General Information About Skin Cancer

         


      fb google
  •