
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
"ไต" เป็นอวัยวะที่ทำงานหนักเงียบๆ ตลอด 24 ชั่วโมง และมักจะไม่แสดงอาการใดๆ จนกว่าจะเสื่อมไปแล้วมากกว่า 70-80% ข่าวดีคือ โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) เป็นโรคที่ "ป้องกันได้" และหากตรวจพบเร็ว ก็สามารถ "ชะลอ" การเสื่อมไม่ให้ไปถึงจุดที่ต้องฟอกไตได้
บทความนี้คือคู่มือปฏิบัติที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคน ทั้งผู้ที่ยังแข็งแรงดี และผู้ที่ตรวจพบว่าเป็นโรคไตในระยะเริ่มต้น
เป้าหมายคือการ "ป้องกัน" ไม่ให้เกิด "สาเหตุหลัก" ที่จะไปทำลายไต นั่นคือ เบาหวาน และ ความดันโลหิตสูง
ทำไม: การกินเค็มจัดเป็นประจำ คือภาระหนักที่ทำให้ไตต้องทำงานหนักเพื่อขับเกลือ และเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคความดันโลหิตสูง
ปฏิบัติการ:
เป้าหมาย: โซเดียมไม่เกิน 2,000 mg/วัน (เกลือ 1 ช้อนชา หรือ น้ำปลา 4-5 ช้อนชา)
เลี่ยง: อาหารแปรรูป (ไส้กรอก, กุนเชียง), อาหารสำเร็จรูป (บะหมี่ซอง), น้ำจิ้ม/น้ำซุป, และ "ผงปรุงรส"
ทำไม: การกินหวานจัด, ดื่มน้ำอัดลม/ชานมไข่มุกเป็นประจำ เป็นสาเหตุหลักของ "โรคอ้วน" และ "โรคเบาหวานชนิดที่ 2" ซึ่งเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของไต
ปฏิบัติการ: ลดการบริโภคน้ำตาลเติมเพิ่ม, เลือกดื่มน้ำเปล่าเป็นหลัก
ทำไม: ยาบางชนิดสามารถทำลายเนื้อไตได้โดยตรง
ปฏิบัติการ:
ห้ามซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac, Arcoxia) กินเองพร่ำเพรื่อ หากปวด ให้ใช้ "พาราเซตามอล" ในขนาดที่เหมาะสม
ห้ามใช้ ยาชุด, ยาต้ม, หรือยาสมุนไพรที่ไม่ทราบแหล่งที่มาแน่ชัด
งดสูบบุหรี่: บุหรี่ทำให้หลอดเลือด (รวมถึงหลอดเลือดไต) ตีบและแข็งตัว
ออกกำลังกาย: สม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาที 3-5 วัน/สัปดาห์
ควบคุมน้ำหนัก: รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม (BMI < 25)
ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ: ช่วยให้ไตขับของเสียได้สะดวก และลดเสี่ยงโรคนิ่ว
หากคุณอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพประจำปี (ตรวจเลือดดูน้ำตาล/ไขมัน และวัดความดัน) เพื่อค้นหาโรคเบาหวานและความดันสูงตั้งแต่เนิ่นๆ
หากคุณถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) ไม่ว่าจะระยะใดก็ตาม (ระยะ 1-5) เป้าหมายของเราจะ "เข้มงวด" ยิ่งขึ้น เราไม่ได้แค่ "ป้องกัน" แต่เรากำลัง "รักษา" ไตที่เหลืออยู่
คุณต้องทำทุกข้อใน "ส่วนที่ 1" (การป้องกัน) แต่ต้องทำ "เข้มงวดกว่าเดิม" และเพิ่ม 4 ภารกิจสำคัญนี้เข้าไป:
ทำไม: ความดันคือ "แรงดัน" ที่อัดกระแทกตัวกรองไต การลดความดันคือการลดภาระไตโดยตรง
เป้าหมาย: เป้าหมายของผู้ป่วยโรคไตจะ "เข้มงวด" กว่าคนทั่วไป คือ < 130/80 mmHg (คนทั่วไป < 140/90)
ปฏิบัติการ: กินยาลดความดันตามแพทย์สั่ง "อย่างเคร่งครัด" ห้ามหยุดยาเอง แม้จะรู้สึกสบายดีก็ตาม
(อ่านเพิ่มเติม: การจัดการความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยโรคไต)
ทำไม: น้ำตาลคือต้นเหตุที่ทำให้ตัวกรองไต "รั่ว" และ "พัง"
เป้าหมาย: คุมน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้ < 7.0% (หรือตามที่แพทย์กำหนด)
ปฏิบัติการ: กินยาเบาหวานหรือฉีดอินซูลินอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมอาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาล
(อ่านเพิ่มเติม: เบาหวานลงไต และผลกระทบ 2 ทิศทาง)
ทำไม: มียาบางกลุ่มที่ "ดีเป็นพิเศษ" ในการชะลอไตเสื่อม
ปฏิบัติการ: แพทย์มักจะสั่งยาเหล่านี้ให้คุณ:
ACEi หรือ ARBs: (เช่น Enalapril, Losartan) ยาลดความดันกลุ่มนี้มีฤทธิ์ "ลดแรงดันในตัวกรองไต" และ "ลดโปรตีนรั่ว" โดยตรง
SGLT2 inhibitors: (เช่น Dapagliflozin) ยาเบาหวานกลุ่มใหม่ที่พิสูจน์แล้วว่า "ชะลอไตเสื่อม" และ "ปกป้องหัวใจ" ได้ (แม้ในคนที่ไม่เป็นเบาหวาน)
เมื่อไตเสื่อมมากขึ้น (ระยะ 3-5) การคุมอาหารจะซับซ้อนกว่าแค่ "ลดเค็ม"
ทำไม: ไตที่เสื่อมจะไม่สามารถขับแร่ธาตุบางอย่างได้
ปฏิบัติการ (ต้องปรึกษาแพทย์/นักโภชนาการ):
คุม "ฟอสฟอรัส": (ระยะ 3-5) ต้อง "เลี่ยง" อาหารฟอสฟอรัสสูง (เช่น นม, ถั่ว, น้ำอัดลมสีดำ, อาหารแปรรูป)
คุม "โพแทสเซียม": (ระยะ 4-5) ต้อง "เลี่ยง" ผักผลไม้โพแทสเซียมสูง (เช่น กล้วย, ส้ม, ทุเรียน)
กิน "ยาจับฟอสฟอรัส": ต้องกิน "พร้อมอาหาร" ทุกมื้อตามแพทย์สั่ง
สรุป: การป้องกันไตที่ดีที่สุดคือการ "ควบคุมต้นเหตุ" (เบาหวาน, ความดัน, ลดเค็ม) ส่วนการชะลอไตเสื่อมที่ดีที่สุดคือการ "ปฏิบัติตามแผนการรักษา" อย่างเข้มงวดที่สุด (คุมเป้าหมายความดัน, กินยาพิทักษ์ไต, และคุมอาหารเฉพาะโรค) ครับ
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว