siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

ป้องกันโรคไตเรื้อรังอย่างไร? 8 ขั้นตอนดูแลไตก่อนผิดปกติ

โรคไตเรื้อรังระยะแรกมักไม่มีอาการ การรอให้บวม เหนื่อย หรือปัสสาวะผิดปกติจึงอาจช้าเกินไป การป้องกันที่ได้ผลไม่ใช่การซื้อผลิตภัณฑ์ “ล้างไต” แต่คือการรู้ว่าตนเองเสี่ยงหรือไม่ ตรวจให้ถูกชนิด และจัดการเบาหวาน ความดัน อาหาร ยา และพฤติกรรมที่ทำร้ายไตตั้งแต่วันนี้

บทความนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบว่าเป็นโรคไตและต้องการป้องกัน CKD หากตรวจพบ eGFR ต่ำ อัลบูมินรั่วในปัสสาวะ หรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น CKD แล้ว คำแนะนำเรื่องอาหาร น้ำ และยาต้องปรับตามระยะโรคและผลเลือดของแต่ละคน

แพทย์แนะนำคู่สามีภรรยาเรื่องการตรวจสุขภาพและพฤติกรรมป้องกันโรคไตเรื้อรัง
การป้องกันโรคไตเริ่มจากรู้ความเสี่ยง ตรวจสุขภาพ และควบคุมปัจจัยที่แก้ไขได้

1. การป้องกัน CKD หมายถึงอะไร

การป้องกันโรคไตเรื้อรังไม่ได้หมายถึงการดื่มน้ำหรือรับประทานผลิตภัณฑ์เพื่อ “ล้างไต” แต่หมายถึงการลดโอกาสที่เนื้อไตจะได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง โดยจัดการสาเหตุสำคัญ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน บุหรี่ ยาที่เสี่ยงต่อไต และภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน

การป้องกันมีสองส่วนที่ต้องทำควบคู่กัน ได้แก่ ป้องกันก่อนเกิดโรค ด้วยการดูแลสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยง และ ค้นหาความผิดปกติให้เร็ว ในผู้มีความเสี่ยง เพราะ CKD ระยะแรกมักไม่มีอาการ การตรวจพบอัลบูมินรั่วหรือ eGFR ลดลงตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้มีโอกาสแก้ไขสาเหตุและชะลอความเสียหายได้ก่อนเข้าสู่ระยะรุนแรง

เป้าหมายสำคัญ: ไม่ใช่เพียงป้องกันการฟอกไต แต่รวมถึงการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญของผู้ที่มีโรคไตด้วย

2. ใครบ้างมีความเสี่ยงและควรตรวจไต

ทุกคนควรดูแลไต แต่ผู้ที่มีปัจจัยต่อไปนี้ควรให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองมากเป็นพิเศษ:

  • เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือหัวใจล้มเหลว
  • มีประวัติไตบาดเจ็บเฉียบพลัน นิ่วในไต การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ หรือทางเดินปัสสาวะอุดกั้น
  • มีโรคภูมิคุ้มกัน เช่น โรคเอสแอลอี หรือมีโรคที่อาจกระทบไต
  • มีญาติสายตรงเป็นโรคไต โรคไตถุงน้ำ หรือโรคไตทางพันธุกรรม
  • อายุมากขึ้น มีโรคอ้วน สูบบุหรี่ หรือใช้ยาและสมุนไพรที่อาจกระทบไตเป็นประจำ

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์หรือสถานพยาบาลเรื่องความถี่ในการตรวจ ไม่ควรรอให้มีอาการก่อน สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมอ่าน ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรัง

3. การตรวจที่จำเป็น: ความดัน น้ำตาล ภาวะอ้วน eGFR และ UACR

การป้องกัน CKD ต้องตรวจทั้งปัจจัยที่ทำลายไต การทำงานของไต และร่องรอยความเสียหายของไต ไม่ควรดูค่า Creatinine เพียงตัวเดียว

3.1 ความดันโลหิต

ความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการ จึงต้องวัดจึงจะทราบ ควรพักอย่างน้อย 5 นาที ใช้ผ้าพันแขนขนาดเหมาะสม และหลีกเลี่ยงกาแฟ บุหรี่และการออกกำลังกายในช่วงอย่างน้อย 30 นาทีก่อนวัด หากพบค่าสูงควรวัดซ้ำและใช้ค่าเฉลี่ย ไม่ควรสรุปจากการวัดเพียงครั้งเดียว

ตารางแปลผลความดันโลหิตเบื้องต้นสำหรับประชาชน
ค่าความดันโลหิต ความหมายเบื้องต้น ควรทำอย่างไร
ต่ำกว่า 120/80 mmHg เป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ รักษาพฤติกรรมสุขภาพและตรวจตามความเสี่ยง
120–139 หรือ 80–89 mmHg สูงกว่าระดับเหมาะสม วัดซ้ำ ลดเค็ม ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย และปรึกษาแพทย์หากมีเบาหวาน โรคหัวใจ หรือปัจจัยเสี่ยงโรคไต
วัดที่สถานพยาบาลตั้งแต่ 140/90 mmHg ขึ้นไปซ้ำ ๆ เข้าเกณฑ์ที่ควรประเมินภาวะความดันโลหิตสูง นัดพบแพทย์เพื่อวัดยืนยัน ประเมินความเสี่ยงและวางแผนดูแล
ค่าเฉลี่ยที่บ้านตั้งแต่ 135/85 mmHg ขึ้นไป ความดันที่บ้านสูง นำบันทึกความดันและเครื่องวัดไปปรึกษาแพทย์
ตั้งแต่ 180/120 mmHg ขึ้นไป ความดันสูงมาก พักแล้ววัดซ้ำ หากยังสูงควรติดต่อสถานพยาบาลโดยเร็ว และไปฉุกเฉินทันทีหากมีเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด สับสน หรือปวดศีรษะรุนแรง

ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน: โดยทั่วไปควรควบคุมความดันให้ต่ำกว่า 130/80 mmHg หากทำได้อย่างปลอดภัยและไม่เกิดอาการหน้ามืด อ่อนเพลีย หรือหกล้ม ทั้งนี้แพทย์อาจปรับเป้าหมายตามอายุ ความเปราะบาง โรคหัวใจ โรคไตและยาที่ใช้

ควรรีบรับการประเมิน: หากวัดได้ตั้งแต่ 180/120 mmHg ขึ้นไป ให้นั่งพักแล้ววัดซ้ำ หากยังสูง หรือมีเจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด สับสน หรือปวดศีรษะรุนแรง ควรไปโรงพยาบาลทันที

3.2 น้ำตาลในเลือดและ HbA1c

การตรวจน้ำตาลช่วยค้นหาเบาหวานและภาวะก่อนเบาหวาน ส่วน HbA1c สะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วงประมาณ 2–3 เดือน ไม่ควรรอให้มีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลียก่อนจึงตรวจ

ตารางแปลผลน้ำตาลในเลือดและ HbA1c เบื้องต้น
การตรวจ ปกติ ภาวะก่อนเบาหวาน เข้าเกณฑ์เบาหวาน ควรทำอย่างไร
น้ำตาลหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ต่ำกว่า 100 mg/dL 100–125 mg/dL ตั้งแต่ 126 mg/dL ขึ้นไป หากอยู่ในช่วงก่อนเบาหวานควรปรับพฤติกรรมและติดตามตามความเสี่ยง หากตั้งแต่ 126 mg/dL ขึ้นไปควรพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยัน
HbA1c ต่ำกว่า 5.7% 5.7–6.4% ตั้งแต่ 6.5% ขึ้นไป หากอยู่ในช่วงก่อนเบาหวานควรประเมินปัจจัยเสี่ยงและติดตาม หากตั้งแต่ 6.5% ขึ้นไปควรพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยัน
น้ำตาลแบบสุ่ม ไม่ใช้ค่าครั้งเดียวแบ่งปกติหรือก่อนเบาหวานโดยไม่มีบริบท ตั้งแต่ 200 mg/dL ขึ้นไปร่วมกับอาการเบาหวานชัดเจน ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน โดยเฉพาะเมื่อมีปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลียมาก

ในผู้ที่ไม่มีอาการชัดเจน ผลที่เข้าเกณฑ์เบาหวานควรได้รับการตรวจยืนยันอีกครั้งหรือยืนยันด้วยการตรวจอีกชนิดหนึ่ง ไม่ควรวินิจฉัยหรือเริ่มยาด้วยตนเองจากผลเพียงครั้งเดียว ส่วนระดับน้ำตาลแบบสุ่มตั้งแต่ 200 mg/dL ขึ้นไปร่วมกับอาการเบาหวานที่ชัดเจน สามารถใช้ประกอบการวินิจฉัยโดยแพทย์ได้

ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานแล้ว: เป้าหมาย HbA1c สำหรับผู้ใหญ่จำนวนมากคือประมาณต่ำกว่า 7% แต่ต้องกำหนดเป็นรายบุคคลตามอายุ ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน ความเสี่ยงน้ำตาลต่ำ โรคร่วมและยาที่ใช้ ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการตรวจ eGFR และ UACR ตามแผนของทีมรักษาเพื่อค้นหาโรคไตตั้งแต่ยังไม่มีอาการ

ข้อควรทราบ: HbA1c อาจคลาดเคลื่อนในผู้ที่มีโลหิตจาง โรคของฮีโมโกลบิน เพิ่งเสียเลือดหรือได้รับเลือด และโรคไตบางระยะ แพทย์จึงต้องแปลผลร่วมกับระดับน้ำตาลและข้อมูลอื่น

3.3 น้ำหนัก BMI และรอบเอว

ภาวะน้ำหนักเกินและไขมันสะสมในช่องท้องเพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ และโรคไต จึงควรชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงเพื่อคำนวณ BMI และวัดรอบเอวร่วมกัน ไม่ควรใช้ BMI เพียงค่าเดียว เพราะผู้ที่ BMI ไม่สูงมากอาจมีไขมันช่องท้องมากและมีความเสี่ยงทางเมตาบอลิกได้

  • BMI 23.0–24.9 กก./ม²: เริ่มมีน้ำหนักเกินตามจุดตัดที่ใช้กับประชากรเอเชีย
  • BMI ตั้งแต่ 25 กก./ม²: เข้าข่ายโรคอ้วนตามเกณฑ์เอเชียที่ใช้กันในประเทศไทย
  • รอบเอวตั้งแต่ 90 ซม.ในผู้ชาย หรือ 80 ซม.ในผู้หญิง: บ่งชี้ภาวะอ้วนลงพุงและความเสี่ยงเมตาบอลิกเพิ่มขึ้น

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องมือคัดกรอง ไม่ใช่คำวินิจฉัยเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาร่วมกับความดัน น้ำตาล ไขมัน โรคร่วม มวลกล้ามเนื้อ และแนวโน้มน้ำหนัก หากน้ำหนักหรือรอบเอวเพิ่มขึ้นควรวางแผนอาหารและกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม ไม่ควรใช้การอดอาหารหรืออาหารเสริมลดน้ำหนักที่ไม่ทราบส่วนประกอบ

3.4 Creatinine และ eGFR

Creatinine เป็นของเสียจากกล้ามเนื้อ ส่วน eGFR เป็นค่าประมาณอัตราการกรองของไตที่คำนวณจาก Creatinine ร่วมกับข้อมูลอื่น eGFR มีหน่วยเป็น mL/min/1.73 m² และไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ ผลครั้งเดียวอาจเปลี่ยนจากภาวะขาดน้ำ การเจ็บป่วย ยา มวลกล้ามเนื้อ หรืออาหารบางมื้อ จึงต้องแปลผลร่วมกับผลเดิมและบริบทของผู้ตรวจ

3.5 UACR และการตรวจปัสสาวะ

UACR คืออัตราส่วนอัลบูมินต่อครีอะตินีนในปัสสาวะ ช่วยค้นหาอัลบูมินรั่วซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อน eGFR ลด โดยทั่วไป UACR ตั้งแต่ 30 mg/g ขึ้นไปถือว่าผิดปกติ แต่ควรยืนยันผล เพราะไข้ การติดเชื้อ การออกกำลังกายหนัก ประจำเดือน หรือระดับน้ำตาลที่สูงมากอาจทำให้ผลสูงชั่วคราวได้

จำง่าย: การประเมินไตควรมีอย่างน้อย “เลือดดู eGFR + ปัสสาวะดู UACR” และใช้ผลหลายครั้งเมื่อจำเป็น ไม่วินิจฉัย CKD จากค่า Creatinine สูงหรือ eGFR ต่ำเพียงครั้งเดียวโดยไม่มีบริบท

อ่านเพิ่มเติม: คู่มือแปลผล Creatinine, eGFR และ UACR และ เหตุใดการวินิจฉัย CKD จึงใช้หลักอย่างน้อย 3 เดือน

4. ควบคุมความดันและเบาหวานก่อนเกิดความเสียหายของไต

4.1 ควบคุมความดันโลหิต

ความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการ แต่ทำลายหลอดเลือดหัวใจ สมอง และไตได้ ควรวัดด้วยวิธีที่ถูกต้องและติดตามตามความเสี่ยง เป้าหมายความดันต้องกำหนดเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีอาการหน้ามืด หรือผู้มีโรคร่วม หากได้รับยาลดความดันควรรับประทานสม่ำเสมอและไม่หยุดยาเอง

4.2 ป้องกันและควบคุมเบาหวาน

เบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญของ CKD ผู้ที่มีเบาหวานควรคุมระดับน้ำตาลตามเป้าหมายเฉพาะบุคคล พร้อมตรวจ eGFR และ UACR ตามแผนของทีมรักษา ผู้ที่ยังไม่เป็นเบาหวานควรลดเครื่องดื่มหวาน อาหารพลังงานสูง คุมน้ำหนัก และเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ

ผู้ที่มีทั้งเบาหวานและความดันสูงไม่ควรให้ความสำคัญกับตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเพียงอย่างเดียว การควบคุมน้ำตาล ความดัน ไขมัน น้ำหนัก และการงดบุหรี่ร่วมกันช่วยลดทั้งความเสี่ยงโรคไตและโรคหัวใจได้มากกว่าการแก้เพียงปัจจัยเดียว

5. ลดเค็ม เลือกโปรตีนให้เหมาะสม และควบคุมน้ำหนัก

5.1 ลดโซเดียม ไม่ใช่เพียงลดเกลือที่เติม

ผู้ใหญ่ควรได้รับโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เทียบเท่าเกลือน้อยกว่า 5 กรัมหรือไม่ถึง 1 ช้อนชาต่อวัน โดยนับรวมโซเดียมจากอาหารและเครื่องปรุงทั้งหมด ไม่ใช่ปริมาณที่อนุญาตให้เติมเพิ่ม ควรลดน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงปรุงรส น้ำพริก อาหารหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และอาหารแปรรูป

อาหารโซเดียมสูง 5 กลุ่มที่ต้องระวัง

  1. อาหารแปรรูปและหมักเค็ม: เช่น กุนเชียง ไส้กรอก หมูยอ แฮม เบคอน ลูกชิ้น ปลาเค็ม ไข่เค็ม ปลาร้าและผักดอง
  2. อาหารสำเร็จรูปและพร้อมรับประทาน: เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กซอง อาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง ซุปก้อนและผงปรุงสำเร็จ
  3. เครื่องปรุง น้ำซุป น้ำราดและน้ำจิ้ม: เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสหอยนางรม น้ำพริก น้ำจิ้มสุกี้ น้ำราดข้าวและน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว
  4. ขนมขบเคี้ยวและของกินเล่นรสจัด: เช่น มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบ ถั่วปรุงรส สาหร่ายปรุงรสและปลาเส้น
  5. อาหารตามสั่งและอาหารนอกบ้าน: เช่น ข้าวผัด ผัดกะเพรา ราดหน้า ผัดซีอิ๊ว ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกงและส้มตำ ซึ่งอาจมีเครื่องปรุงหลายชนิดรวมกัน

รับประทานอาหารนอกบ้านอย่างไร: หลัก “ฉลาดสั่ง–ฉลาดกิน”

  • ฉลาดสั่ง: บอกลดเค็ม ไม่เติมผงปรุงรส และขอน้ำจิ้ม น้ำราดหรือน้ำซุปแยกต่างหาก
  • ฉลาดกิน: ชิมก่อนปรุง ลดน้ำซุปและน้ำราด แตะน้ำจิ้มเพียงเล็กน้อย และไม่เติมเครื่องปรุงบนโต๊ะเพิ่ม

หากอาหารมื้อหนึ่งมีรสเค็มมาก มื้อถัดไปควรเลือกอาหารสดและปรุงน้อย ไม่ควรดื่มน้ำปริมาณมากเพื่อหวัง “ล้างเกลือ” โดยเฉพาะผู้ที่มีหัวใจล้มเหลว บวม ปัสสาวะน้อย หรือได้รับคำสั่งจำกัดน้ำ

5.2 รับประทานโปรตีนพอเหมาะ จำกัดเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป

ผู้ที่ยังไม่มี CKD ไม่จำเป็นต้องจำกัดโปรตีนเป็นกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แต่ควรรับประทานอาหารสมดุล เพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้และถั่วต่าง ๆ และเลือกปลา ไข่ หรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมันในปริมาณพอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารเสริมหรืออาหารโปรตีนสูงเกินความจำเป็น

เนื้อแดง ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแพะ และเนื้อแกะ หากรับประทานควรจำกัดรวมประมาณ 350–500 กรัมหลังปรุงสุกต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 3 มื้อ ส่วนเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง หมูยอ และลูกชิ้น ควรรับประทานให้น้อยที่สุดและไม่ควรเป็นอาหารประจำ เพราะสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมักมีโซเดียม ไขมันอิ่มตัว หรือสารปรุงแต่งสูง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

5.3 ควบคุมน้ำหนักด้วยอาหารและพฤติกรรมที่สมดุล

น้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และภาวะที่ไตต้องกรองเลือดมากเกินไป การควบคุมน้ำหนักจึงไม่ใช่เพียงการลดปริมาณอาหาร แต่ต้องทำร่วมกับการเคลื่อนไหวร่างกาย การนอนให้เพียงพอ และการจัดการความเครียด

ด้านอาหารควรเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนจากพืช ปลาและอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย ลดเครื่องดื่มหวาน อาหารทอด อาหารพลังงานสูง เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป ไม่ควรอดอาหารอย่างรุนแรงหรือใช้อาหารเสริมลดน้ำหนักที่ไม่ทราบส่วนประกอบ หากมี CKD หรือโพแทสเซียมผิดปกติแล้วต้องปรับชนิดอาหารตามผลเลือด

สำหรับการออกกำลังกาย การนอนและการจัดการความเครียด อ่านต่อในหัวข้อ การดูแลพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคไต

6. ป้องกันไตบาดเจ็บเฉียบพลันจากขาดน้ำ ยาและการติดเชื้อ

6.1 ป้องกันภาวะขาดน้ำ

ไม่มีปริมาณน้ำตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคน ผู้ที่สุขภาพทั่วไปดีควรดื่มตามความกระหายและเพิ่มเมื่อเสียเหงื่อ อากาศร้อน มีไข้ อาเจียน หรือท้องเสียอย่างเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องฝืนดื่มวันละ 3–4 ลิตรเพื่อหวังล้างไต ผู้มีหัวใจล้มเหลว ตับแข็ง บวม ปัสสาวะน้อย หรือได้รับคำสั่งจำกัดน้ำต้องทำตามคำแนะนำเฉพาะบุคคล

6.2 ใช้ยาและสมุนไพรอย่างปลอดภัย

ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen, naproxen หรือ diclofenac รับประทานต่อเนื่องเอง โดยเฉพาะเมื่อขาดน้ำ สูงอายุ มีโรคไต หรือใช้ยาขับปัสสาวะร่วมกับ ACE inhibitor/ARB ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาทุกชนิด รวมถึงยาชุด สมุนไพร และอาหารเสริม และไม่ควรหยุดยาประจำเองโดยไม่มีคำแนะนำ

6.3 รักษาการติดเชื้อและการอุดกั้นให้ทันเวลา

ไข้สูง การติดเชื้อรุนแรง ความดันตก ปัสสาวะแสบขัดร่วมกับไข้ ปวดเอวรุนแรง นิ่ว หรือปัสสาวะไม่ออก อาจทำให้ไตบาดเจ็บเฉียบพลันได้ ผู้สูงอายุ ผู้เป็นเบาหวาน และผู้มี CKD เดิมมีความเสี่ยงมากขึ้น หากรับประทานหรือดื่มไม่ได้ ปัสสาวะลดลง หน้ามืด ซึม หรือหอบเหนื่อย ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว

อ่านเพิ่มเติม: ภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน: เมื่อไรควรสงสัยและควรทำอย่างไร

7. งดบุหรี่ ออกกำลังกาย นอนให้พอ และจัดการความเครียด

7.1 งดบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่

บุหรี่ทำลายหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงความดัน โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง มะเร็ง และการดำเนินของโรคไต การเลิกบุหรี่จึงเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันไต ไม่ใช่เพียงการป้องกันโรคปอด

7.2 เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

ผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำ และฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ โดยปรับตามสุขภาพและความสามารถ การเคลื่อนไหวช่วยควบคุมความดัน น้ำตาล ไขมัน น้ำหนัก และความเครียด หากไม่ได้ออกกำลังกายมานานควรเริ่มครั้งละน้อยแล้วค่อยเพิ่มขึ้น

7.3 นอนให้เพียงพอและค้นหาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ควรนอนประมาณ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน การนอนไม่พออาจทำให้ควบคุมความดัน น้ำตาล ความอยากอาหารและน้ำหนักได้ยากขึ้น หากกรนดังเป็นประจำ มีผู้สังเกตว่าหยุดหายใจ สะดุ้งเฮือก หรือมีอาการง่วงผิดปกติในเวลากลางวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

7.4 จัดการความเครียดอย่างเหมาะสม

ความเครียดเรื้อรังอาจทำให้นอนหลับไม่ดี รับประทานอาหารมากขึ้น สูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มหวานมากขึ้น และควบคุมความดันกับน้ำตาลได้ยาก จึงส่งผลต่อความเสี่ยงโรคไตทางอ้อม

ควรจัดเวลาพัก ฝึกหายใจช้า ๆ ทำสมาธิ เดิน ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย และพูดคุยกับครอบครัวหรือบุคลากรสุขภาพ หากความเครียดรบกวนการนอน การทำงาน หรือการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ

8. ผลตรวจผิดปกติครั้งเดียวควรทำอะไรต่อ

อย่าเพิ่งสรุปว่าเป็น CKD และอย่าปล่อยผลตรวจทิ้งไว้โดยไม่ติดตาม ควรนำผลเดิม รายชื่อยาและอาหารเสริม รวมทั้งข้อมูลการเจ็บป่วยก่อนตรวจไปให้แพทย์พิจารณา แพทย์อาจนัดตรวจ Creatinine/eGFR ซ้ำ ตรวจ UACR ตรวจปัสสาวะ วัดความดัน ตรวจน้ำตาล หรือส่งตรวจอื่นตามข้อบ่งชี้

ควรประเมินเพิ่มเติมเมื่อพบ eGFR ต่ำกว่า 60, UACR ตั้งแต่ 30 mg/g ขึ้นไป, มีเลือดหรือโปรตีนในปัสสาวะ, Creatinine เพิ่มขึ้นจากเดิม หรือมีความดันและเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ผลผิดปกติชั่วคราวอาจเกิดจากขาดน้ำ ไข้ การติดเชื้อ ยา การออกกำลังกายหนัก หรือระดับน้ำตาลสูงมาก จึงต้องดูระยะเวลาและแนวโน้มร่วมกัน

  1. เปรียบเทียบกับผลเดิมและดูว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดเร็วเพียงใด
  2. ทบทวนภาวะขาดน้ำ ไข้ อาเจียน ท้องเสีย การติดเชื้อ ยา สมุนไพร และอาหารเสริม
  3. ตรวจซ้ำตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด ไม่จำเป็นต้องรอ 3 เดือนหากสงสัย AKI
  4. หากความผิดปกติคงอยู่อย่างน้อย 3 เดือน จึงประเมินตามเกณฑ์ CKD ร่วมกับสาเหตุและระดับความเสี่ยง

ควรรีบไปโรงพยาบาล หากปัสสาวะลดลงอย่างรวดเร็วหรือแทบไม่มีปัสสาวะ หอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ บวมเพิ่มรวดเร็ว อาเจียนหรือถ่ายเหลวจนดื่มไม่ได้ สับสน ซึมลง เจ็บหน้าอก หรือใจสั่นร่วมกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง

หากผลเลือดพบ Creatinine สูงหรือ eGFR ต่ำ อ่านต่อที่ Creatinine สูง eGFR ต่ำ เป็นโรคไตไหม

9. คำถามที่พบบ่อย

คนทั่วไปควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเพื่อป้องกันโรคไตหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวเลขเดียวกับทุกคน ความต้องการน้ำขึ้นกับอากาศ การออกกำลังกาย อาหาร โรคประจำตัว และการสูญเสียน้ำ ไม่ควรฝืนดื่มปริมาณมากเพื่อ “ล้างไต” และผู้ที่ถูกสั่งจำกัดน้ำต้องทำตามทีมรักษา

ค่า Creatinine สูงครั้งเดียวแปลว่าเป็นโรคไตเรื้อรังหรือไม่

ยังสรุปไม่ได้ ต้องพิจารณาผลเดิม eGFR UACR การตรวจปัสสาวะ ยาที่ใช้ ภาวะขาดน้ำและการเจ็บป่วยร่วมกัน CKD หมายถึงความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำงานของไตที่อยู่อย่างน้อย 3 เดือนและมีผลต่อสุขภาพ

คนที่ยังไม่มีโรคไตต้องจำกัดโปรตีน 0.8 กรัม/กก./วันหรือไม่

ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับประชาชนทุกคน การกำหนดโปรตีนเป็นกรัมต่อน้ำหนักตัวใช้ในผู้ป่วย CKD บางกลุ่ม ผู้ที่ยังไม่มี CKD ควรกินสมดุล เลี่ยงโปรตีนสูงเกินจำเป็น เพิ่มอาหารจากพืช จำกัดเนื้อแดง และกินเนื้อแปรรูปให้น้อยที่สุด

รับประทานหมูถือว่าเป็นเนื้อแดงหรือไม่

ถือเป็นเนื้อแดง เพราะนิยามเนื้อแดงครอบคลุมเนื้อจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หมู วัว แพะ และแกะ แม้เนื้อหมูบางส่วนจะมีสีอ่อนหลังปรุงก็ตาม

ใครควรตรวจ eGFR และ UACR

ผู้มีเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ ประวัติ AKI นิ่ว โรคภูมิคุ้มกัน ประวัติครอบครัวโรคไต หรือปัจจัยเสี่ยงอื่นควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจและความถี่ที่เหมาะสม

เอกสารอ้างอิง

  1. Kidney Disease: Improving Global Outcomes (KDIGO) CKD Work Group. KDIGO 2024 Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. Kidney International. 2024;105(4S):S117–S314.
  2. National Kidney Foundation. 6-Step Guide to Protecting Kidney Health.
  3. World Health Organization. Sodium reduction.
  4. World Health Organization. Physical activity.
  5. International Agency for Research on Cancer, World Health Organization. Carcinogenicity of the consumption of red meat and processed meat.
  6. World Cancer Research Fund. Limit red and processed meat.
  7. Kidney Disease: Improving Global Outcomes (KDIGO). The relationship between obesity and chronic kidney disease: conclusions from a KDIGO Controversies Conference.
  8. European Society of Cardiology. 2024 ESC Guidelines for the Management of Elevated Blood Pressure and Hypertension.
  9. American Diabetes Association Professional Practice Committee. Diagnosis and Classification of Diabetes: Standards of Care in Diabetes—2026.
  10. American Diabetes Association Professional Practice Committee. Cardiovascular Disease and Risk Management: Standards of Care in Diabetes—2026.

เขียนและตรวจทบทวนโดย:
นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร
อายุรแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว
เลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม 10492

ทบทวนล่าสุด: 8 สิงหาคม 2569