|
สุขภาพ >> โรคปวดหลัง >>
อาการปวดหลัง Low back pain
อาการปวดหลังเป็นอาการหนึ่งที่เป็นกันบ่อยๆ
ประมาณ 4/5ของผู้ใหญ่จะเกิดอาการปวดหลังซึ่งอาจจะมากบ้างน้อยบ้างขึ้นกับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการดูแลตัวเอง
ผู้ที่มีอาการปวดหลังร้อยละ50จะหายภายใน
2 สัปดาห์ ร้อยละ90 จะหายภายใน 3
เดือน จะพบผู้ป่วยร้อยละ 5-10ที่จะเป็นโรคปวดเรื้อรัง
การที่มีอาการปวดหลังไม่ได้หมายความว่าจะมีการทำลายเนื้อเยื่อของร่างกาย
การปวดหลังเป็นเพียงเกิดการอักเสบขึ้นที่โครงสร้างของหลัง
อาการที่สำคัญที่แสดงว่าเส้นประสาทถูกทำลายและต้องพบแพทย์โดยด่วนได้แก่
- กลั้นปัสสาวะหรืออุจาระไม่อยู่
- อ่อนแรงของขา
บทความนี้จะกล่าวถึงกลไกการเกิดโรคปวดหลัง
การป้องกัน การรักษา
ส่วนประกอบของหลังของเรา
หลังของเรามิได้ประกอบด้วยกระดูกชิ้นเดียวแต่ประกอบไปด้วยกระดูกสันหลังทั้งหมด
24 ชิ้นที่เรียกว่า vertebrae
วางซ้อนกันตั้งแต่กระดูกสะโพกถึงกะโหลกศีรษะ
ระหว่างกระดูกแต่ละชิ้นจะเนื้อนุ่มเหมือนฟองน้ำขั้นกลางเรียกหมอนรองกระดูกซึ่งจะรับแรงกระแทกของกระดูกและเพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวกระดูกสันหลังทำหน้าที่เป็นแกนกลางของร่างกายกระดูกจะถูกยึดติดเป็นแนวโดยอาศัยกล้ามเนื้อและเอ็น
การหดเกร็งกล้ามเนื้อหลังจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหว
หน้าอีกอย่างหนึ่งของกระดูกสันหลังคือเป็นทางผ่านของประสาทไขสันหลัง
(spinal cord) วิ่งเริ่มต้นจากสมองในกะโหลกศีรษะลงมาในช่องกระดุกสันหลัง
และมีเส้นประสาท( spinal nerve )ออกบริเวณข้อต่อของกระดูกไปเลี้ยงยังอวัยวะต่างๆ
แพทย์จะแบ่งกระดูกหลังออกเป็นห้าส่วนคือ
cervical ,thoracic ,lumbar,sacrum ,coccyx
ส่วนที่เคลื่อนไหวได้มากที่สุดคือส่วนเอว(lumbar)
และเป็นส่วนที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้มากที่สุด
อวัยวะที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้แก่
- รากประสาทที่ออกจากไขสันหลังอาจจะถูกกระตุ้นทำให้มีอาการปวด
- ปลายประสาทที่เลี้ยงไขสันหลังอาจจะถูกกระตุ้นทำให้มีอาการปวด
- กล้ามเนื้อหลังอาจเกร็งอยู่ตลอดเวลาทำให้เกิดอาการปวด
- กระดูกสันหลัง เอ็น
และข้อต่อกระดูกสันหลังอาจจะเกิดโรคทำให้ปวด
- โรคที่เกิดระหว่างกระดูกเช่นหมอนกระดูกทับเส้นประสาท
ดังนั้นการทบทวนโครงสร้างของกระดูกสันหลังจะทำให้เราเข้าใจสาเหตุ
กลไกการเกิดอาการปวดรวมทั้งการให้การรักษา
ส่วนประกอบสำคัญที่ประกอบเป็นกระดูกสันหลังได้แก่
- Vertebral bodies
- Vertebral discs
- Spinal cord and nerve roots
- Muscles
สำหรับตำแหน่งที่มักจะทำให้เกิดอาการปวดได้แก่
- บริเวณกระดูกคอ cervical
- บริเวณกระดูกหน้าอก thorax
- บริเวณกระดูกเอว lumbar
ส่วนกระดูก sacrum เป็นกระดูก 5
ชิ้นเชื่อมติดกันและต่อกับกระกระดูกสะโพกที่เรียกว่า
sacroiliac joint
สาเหตุของอาการปวดหลัง
สาเหตุของโรคปวดหลังส่วนใหญ่ไม่ร้ายแรงมักจะเกิดจากหดเกร็งของกล้ามเนื้อ
อาการปวดมักจะเกิดทันที
การเคลื่อนไหวบางท่าจะทำให้ปวดมากขึ้นสาเหตุที่พบบ่อยๆได้แก่
- การนั่งผิดท่าเช่น
การนั่งหลังโก่ง นั่งบิดๆ
- นั่งขับรถหลังโก่ง
- การยืนที่ผิดท่า
- การยกของผิดท่า
- การนอนบนที่นอนที่นุ่มหรือแข็งเกินไป
- ร่างกายไม่แข็งแรง
- ทำงานมากไป
การไม่ออกกำลังจะทำให้กล้ามเนื้อไม่มีกำลังที่จะทำให้หลังอยู่ในท่าที่ถูกต้องทำให้เกิดการดึงรั้งกล้ามเนื้อข้างหนึ่งจึงเกิดอาการปวดหลัง
อาการปวดอาจจะปวดมากจนกระทั่งไม่สามารถยืนหรือก้ม
นอกจากนั้นการเคลื่อนไหวที่ผิดวิธีก็เป็นสาเหตุสำคัญของโรคปวดหลังรายละเอียดอ่านได้ที่นี่
การแบ่งชนิดของโรคปวดหลัง
โรคปวดหลังเราจะแบ่งชนิดตามระยะเวลาที่เกิดอาการของโรคกล่าวคือ
ปวดหลังแบบเฉียบพลันอาการมักจะไม่เกิน
6 สัปดาห์ ถ้าอาการปวดมากกว่า
12
สัปดาห์เรียกปวดหลังเรื้อรังส่วนระยะเวลาที่ปวดอยู่ระหว่าง
6-12 สัปดาห์เรียก Subacute
การที่ต้องแบ่งระยะเวลาก็เพื่อจะบอกการดำเนินของโรค
ผู้ป่วยโรคปวดหลังต้องแจ้งประวัติอะไรบ้าง
การวินิจฉัยโรคปวดหลังต้องอาศัยประวัติที่ละเอียดเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุ
- ประวัติเป็นมะเร็ง
หากท่านเคยเป็นมะเร็งแม้ว่าจะรักษาแล้วต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเพราะอาจจะเป็นมะเร็งแพร่กระจาย
- น้ำหนักลดลงโดยที่ไม่ได้คุมอาหาร
- การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
- การใช้ยา steroid
เพราะหากใช้นานอาจจะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน
- การติดยาเสพติด
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
- เมื่อพักอาการปวดไม่หาย
- ไข้
- อุบัติเหตุที่เกิดกับหลังเช่น
ตกที่สูง
อุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์
ยกของหนักไป
- โรคกระดูกพรุน
- กลั้นปัสสาวะหรืออุจาระไม่อยู่
การตรวจร่างกาย
หลังจากซักประวัติแล้วแพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุของโรคปวดหลัง
- ท่ายืนและการเดิน Gait and Posture
ท่ายืนก็อาจจะทำให้เราพบสาเหตุเช่น
หลังโก่ง กระดูกหลังคด
เดินแล้วขาลาก(หมอนกระดูกทับเส้นประสาท)
- การเคลื่อนไหวของหลัง Range of Motion
โดยให้ผู้ป่วยก้ม แอ่นหลัง
เอียงหลังออกด้านข้าง
บิดเอว
หากก้มหน้าแล้วปวดมักจะเกิดจากกล้ามเนื้อหลัง
หากแอ่นแล้วปวดอาจจะเกิดจากไขสันหลังตีบ
- กดหาตำแหน่งที่เจ็บบนกระดูกสันหลัง
Palpation or Percussion of the Spine
หากกดเจ็บบนกระดูกสันหลังอาจจะเกิดโรคตรงบริเวณนั้นเช่น
การติดเชื้อ กระดูกหัก
- เดินบนส้นเท้าและลุกขึ้น Heel-Toe Walk and Squat and Rise
โดยการใช้ส้นเท้าเดินหรือนั่งยองๆแล้วลุกขึ้น
หากไม่สามารถทำได้ให้นึกถึงมีอะไรกดที่ประสาทหลัง
- การตรวจ Straight Leg Raising Test
โดยการให้ผู้ป่วยนอนแล้วยกขาขึ้นเมื่อมีอาการปวดวัดมุมระหว่างพื้นกับขา
หากมุมนั้นไม่เกิน 60
องศาก็ให้นึกถึงโรคหมอนกระดูกทับเส้นประสาท
- การตรวจ Reflexes and Motor and Sensory Testing
โดยแพทย์จะนำเครื่องมือคล้ายค้อนมาเคาะบริเวณเข่าและข้อเท้า
ใช้เข็มทดสอบความรู้สึกของขา
การตรวจรังสี
ผู้ป่วยโรคปวดหลังไม่จำเป็นต้อง
x-ray ทุกรายแต่จะเลือกเป็นรายๆไปตามประวัติและการตรวจร่างกาย
อย่างไรก็ตามมีหลักที่จะพิจารณา
x-ray ในผู้ป่วยต่อไปนี้
- อายุมากกว่า 50 ปี
- ได้รับอุบัติเหตุที่หลัง
- มีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ขา
- มีน้ำหนักลดโดยที่หาสาเหตุไม่ได้
- ติดยาเสพติดหรือดื่มสุรา
- ประวัติเคยเป็นมะเร็ง
- ใช้ยา steroid
- ไข้มากกว่า 37.8 องศา
- อาการเป็นมากกว่า 1
เดือนยังไม่หายปวด
การป้องกันโรคปวดหลัง
การป้องกันโรคปวดหลังดีที่สุดคือการออกกำลังกายและป้องกันหลังมิให้ได้รับอุบัติเหตุ
- บริหารร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหลัง
เพราะเราไม่เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
การออกกำลังจะต้องค่อยสร้างความแข็งแรงทั้งกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลัง
และจะต้องให้ข้อมีการเคลื่อนไหวได้ดีไม่มีข้อติด
การออกกำลังอาจจะทำได้โดยการเดิน
การขี่จักรยาน
การว่ายน้ำจะทำให้หลังแข็งแรง
- รักษาน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมไม่ให้อ้วนโดยการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ
ออกกำลังแบบ aerobic เช่นการวิ่ง
ขี่จักรยาน
- การนั่งหรือยืนให้ถูกท่า
เพราะการนั่งหรือการยืนที่ผิดท่าจะทำให้เกิดอาการปวดหลัง
- การยืนควรจะยืนตัวตรงหลังไม่โก่งหรือคด
แนวติ่งหู
ไหล่และข้อสะโพกควรเป็นแนวเส้นตรง
ไม่ควรยืนนานเกินไปไม่ควรใส่รองเท้าที่มีส้นควรจะมีเบาะรองฝ่าเท้า
หากต้องยืนนานควรมีที่พักเพื่อสลับเท้าพัก
- การนั่งจะเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อกระดูกหลังมากที่สุด
ควรจะพนักพิงหลังบริเวณเอว
ควรจะเป็นเก้าอี้ที่หมุนได้เพื่อป้องกันการบิดของเอว
มีที่พักของแขนขณะที่นั่งพักหัวเข่าควรอยู่สูงกว่าระดับข้อสะโพกเล็กน้อย
ควรมีเบาะรองเท้า
ควรจะมีหมอนเล็กๆรองบริเวณเอว
ควรเลือกเก้าอี้ที่ถูกต้อง
- การขับรถโดยเฉพาะการขับรถทางไกล
ควรเลื่อนเบาะนั่งให้ใกล้เพื่อป้องกันการงอหลัง หลังส่วนล่างควรจะพิงกับเบาะ
เบาะไม่ควรเอียงเกิน 30 องศา
เบาะนั่งควรจะยกด้านหน้าให้สูงกว่าด้านหลังเล็กน้อย
หากขับรถทางไกลควรจะพักเดินทุกชั่วโมง
และไม่ควรยกของหนักทันทีหลังหยุดขับ
- การนอน
ที่นอนไม่ควรจะนุ่มหรือแข็งเกินไป
ควรจะวางไม้หนา 1/4
นิ้วระหว่างสปริงและฟูกท่าที่ดีคือให้นอนตะแคงและก่ายหมอนข้าง
หรือนอนหงายโดยมีหมอนรองที่ข้อเข่า ไม่ควรนอนหงายโดยที่ไม่มีหมอนหนุน
หรือนอนตะแคงโดยไม่มีหมอนข้างหรือนอนคว่ำ
- การนั่งที่ถูกต้อง ต้องนั่งให้หลังตรงหลังพิงพนักเก้าอี้
เก้าอี้ต้องไม่สูงเกินไป ระดับเข่าควรจะอยู่สูงกว่าระดับสะโพก
อาจจะหาเก้าอี้เล็กรองเท้าเวลานั่ง
- การยืนนานๆ ควรจะมีเก้าอี้หรือโต๊ะเล็กไว้วางเท้าข้างหนึ่ง
- นั่งหลังตรงและมีพนักพิงที่หลัง
- หาหมอนหรือผ้ารองบริเวณเอว
- ให้ยืนยืดเส้นทุก 20-30 นาที
|
- อย่ายืนหลังค่อม
- ให้ยืนยืดไหล่อย่าห่อไหล่เพราะจะเมื่อยคอ
- อย่าใส่รองเท้าที่ส้นสูงมาก
|
- ให้เลือกวิธีอื่นเช่น
การผักหรือดัน
- ถ้าหนักไปอย่ายก
ให้หาคนช่วย
- เวลาจะยกให้เดินเข้าใกล้สิ่งที่จะยก
- ย่อเขาลงแล้วจับแล้วยืนขึ้น
- ไม่ก้มหลังไปยก
|
ข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคปวดหลัง
- หลีกเลี่ยงจากการงอเอว ให้งอข้อสะโพกและเข่าร่วมด้วย
- หลีกเลี่ยงจากการยกของหนักโดยเฉพาะที่อยู่เกินเอว
- หันหน้าเข้าสิ่งของทุกครั้งที่จะยกของ
- ถือของหนักชิดตัว
- ไม่ยกหรือพลักของที่หนักเกินตัว
- หลีกเลี่ยงการยกของที่มีน้ำหนักไม่เท่ากัน
- หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
- เปลี่ยนท่าบ่อยๆ
- การถูพื้น ดูดฝุ่น การขุดดิน ควรจะถือเครื่องมือไว้ใกล้ตัว
ไม่ก้าวยาวๆหรือเอื้อมมือหยิบของ
- ให้นั่งสวมถุงเท้า รองเท้า ไม่ยืนเท้าข้างเดียวสวมรองเท้าหรือถุงเท้า
- ใช้รองเท้าส้นเตี้ย
- หลีกเลี่ยงการแอ่นหรืองอหลัง เช่นการแอ่นหลังไปข้างหลังหรือก้มเอานิ้วมือจรดพื้น
- เมื่อจะไอหรือจามให้กระชับหลังและงอหัวเข่า
- เวลาปูเตียงให้คุกเข่า
การรักษา
เป็นการยากสำหรับผู้ป่วยที่จะประเมินว่าอาการปวดหลังเกิดจากกล้ามเนื้อหรือเกิดจากโรคอื่นแต่มีข้อแนะนำว่าควรจะพบกับแพทย์หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย
- ปัสสาวะลำบาก
- มีอาการชาบริเวณหลังหรือบริเวณอวัยวะเพศ
- มีอาการชาและอ่อนแรงขาข้างหนึ่ง
- มีอาการปวดแปล๊บที่ขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
- เดินเซ
บทนำ | กล้ามเนื้อหลัง | กระดูหลัง | หมอนรองกระดูก | เส้นประสาท| สาเหตุ | สาเหตุอื่น | การบริหารกล้ามเนื้อหลัง | การเลือกเก้าอี้ | การรักษา |การเลือกหมอน | การเลือกเตียง |