หน้าหลัก| การออกกำลัง | สุขภาพดี | อาหารสุขภาพ | สุขภาพจิต |สุภาพสตรี | การตรวจสุขภาพ | การแปรผลเลือด |โรคต่างๆ |วัคซีน | งูกัด | แพทย์ทางเลือก |โรคผิวหนัง | health calculator | มือถือ


 

 

1| 2 | 3 | 4

เมื่อเราอายุมากขึ้นก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังอันเนื่องจาก แรงโน้มถ่วงของโรค แสงแดด จากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้า เช่นการเคี้ยว การยิ้ม ทำให้เกิดรอยย่นขึ้นบนใบหน้า ความผิดปกติที่เกิดบางคนก็ยอมรับไม่ได้ บางคนก็เป็นมาก และอยู่ในตำแหน่งซึ่งเห็นได้ง่ายหากเป็นสมัยก่อนก็ไม่มีแนวทางที่จะแก้ไข แต่หลายปีมีการพัฒนาวิธีการรักษารอยย่นหรือตีนกา แผลเป็นจากสิว ออกมามากมายและได้ผลค่อนข้างดีหลักการรักษาแผลเป็นหรือรอยย่นมีทางเลือกดังนี้

หากคุณเลือกวิธีการใช้สารที่ฉีดเข้าใต้ผิวหนังบทความนี้ก็จะเป็นแนวทาง ให้คุณไว้พิจารณาเลือกวิธีการรักษา

ก่อนฉีด

หลังฉีด

ประโยชน์จากการใช้วิธีฉีด

กลุ่มที่สามารถฉีดเข้าสู่ร่างกายได้มีดังนี้

  1. ฉีดเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาด  เช่นแก้มตอบ มีร่องแก้ม เบ้าตาโบ๋ลึก เป็นต้นการฉีดเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดนั้นสามารถใช้ไขมันของร่างกายตัวเองโดยแพทย์จะดูดไขมันจากหน้าท้อง จากสะโพกหรือต้นขาในจำนวนที่เหมาะสม แล้วนำมาฉีดเข้าไปในตำแหน่งที่ต้องการแก้ไขก็จะสามารถทำให้แก้มที่ตอบดูเต็มขึ้น ร่องแก้มตื้นขึ้น ส่วนบริเวณเบ้าตาคงจะต้องฉีดด้วยความระมัดระวัง ข้อดีของการใช้ไขมันของตัวเองนั้นไขมันจะอยู่ในร่างกายอย่างถาวร แต่อาจจะถูกดูดซึมไปบ้างหลังฉีดข้อเสียคือต้องมีขั้นตอนของการดูดไขมันเพิ่มขึ้น
  2. ฉีดเพื่อลดรอยร่องลึกบนใบหน้า เช่นรอยร่องบริเวณหัวคิ้ว ร่องแก้ม ร่องรอบริมฝีปาก แผลเป็นที่เป็นหลุมลึก  และยังใช้ฉีดใช้ริมฝีปากให้อูมอิ่มขึ้นอีกด้วย ที่นิยมใช้ในปัจจุบันเป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นคือ  ไฮยารูโลนิกแอซิดที่เรียกสั้นๆ ว่า เอชเอ โดยทั่วไปเป็นสารที่เป็นส่วนประกอบพื้นฐานของผิวหนัง น้ำในข้อ ของเหลวในดวงตาอยู่แล้ว   ข้อดีคือโอกาสแพ้สารชนิดนี้น้อยมาก ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก  และไม่ต้องทดสอบก่อนฉีด  แต่ข้อเสียคือฉีดแล้วอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน รอยร่องต่างๆ ก็จะกลับเป็นขึ้นเหมือนก่อนฉีด และราคาค่อนข้างแพง  อีกชนิดหนึ่งที่เคยเป็นที่นิยมคือ คอลลาเจน  แต่ปัจจุบันใช้ลดน้อยลงคุณสมบัติโดยทั่วไปคล้ายๆ กับเอชเอ แต่ก่อนใช้ต้องทดสอบก่อนว่าแพ้หรือไม่ 
  3. ฉีดเพื่อลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงอารมณ์บนใบหน้าเช่นรอยตีนกา รอยย่นบนหน้าผาก และรอยย่นระหว่างคิ้วที่เกิดจากการขมวดคิ้ว ร่องรอยเหล่านี้สามารถใช้สารที่สกัดจากแบคทีเรียที่เรียกว่าโบทูลินั่มทอกซิน โดยที่สารชนิดนี้สามารถยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ  จะเห็นว่าถ้าต้องการให้กล้ามเนื้อในตำแหน่งใดหยุดทำงาน ก็เพียงฉีดสารชนิดนี้เข้าไปที่กล้ามเนื้อนั้นๆ   เช่นต้องการให้รอยตีนกาหายไปก็จะฉีดเข้าบริเวณดังกล่าว หลังจากฉีดแล้ว 1-2 วันรอยตีนกาก็จะลดน้อยลง เนื่องจากกล้ามเนื้อไม่สามารถทำงานได้   แต่ก็เป็นการหยุดทำงานชั่วคราวเท่านั้น หลังจากนั้น 4-6 เดือน เมื่อหมดฤทธิ์ของสารสกัดดังกล่าวรอยตีนกาก็จะกลับมาเหมือนเดิม ถ้าต้องการให้ริ้วรอยหายไปอีกก็ต้องฉีดซ้ำ ข้อเสียคือริ้วรอยหายชั่วคราวไม่ถาวร  สิ้นเปลือง และหากขาดความชำนาญในการฉีดสารสกัดดังกล่าว อาจจะไหลไปในตำแหน่งไม่พึงประสงค์ก็จะทำให้มีผลต่อกล้ามเนื้ออื่นๆใกล้เคียง เช่นไหลเข้าที่เปลือกตาบนทำให้หนังตาตก  ไหลเข้ากล้ามเนื้อตาทำให้ตาเข แต่อาการแทรกซ้อนเหล่านี้สามารถหายได้หลัง 4-6 เดือนเมื่อหมดฤทธิ์ยา
  4. ฉีดเพื่อลดขนาด เช่นกรามใหญ่ น่องโต ปกติแล้วภาวะดังกล่าวสามารถแก้ไขได้โดยการผ่าตัด แต่ปัจจุบันยังมีการใช้โบทูลินั่มทอกซิน ในการลดขนาดของกล้ามเนื้อ กรามที่ใหญ่กางออกการฉีดกล้ามเนื้อที่บริเวณมุมกราม จะทำให้กล้ามเนื้อลดขนาดลงกรามจะดูเรียวขึ้น กล้ามเนื้อน่องก็เช่นกันสามารถฉีดแล้วทำให้น่องเล็กลงได้  แต่ข้อเสียคือราคาค่อนข้างแพง หลังฉีดกรามอาจทำให้เคี้ยวอาหารที่แข็งลำบากขึ้น  ต้องฉีดทุกๆ 4-6 เดือนและหลายครั้ง เมื่อหยุดฉีดแล้วระยะเวลาหนึ่งกล้ามเนื้อดังกล่าวอาจกลับมาโตเหมือนเดิม

สารที่จะใช้ฉีดมีอะไรบ้าง

  1. สารธรรมชาติ ได้แก่สารที่เตรียมจากสัตว์ คน หรือทางทางพันธุวิศวกรรม เช่น Zyderm/Zyplast, Resoplast, Dermalogen, Autologen, Isolagen, AlloDerm, human placental collagen, recombinant human collagen (future), Hylaform gel, Restylane
  2. สารซึ่งสังเคราะห์เช่นSilicone (illegal in US), Artecoll, Gore-Tex, SoftForm, Endoplast-50, Profill

สารที่นิยมฉีดกันได้แก่

 กลุ่มที่ไม่ควรฉีดเข้าสู่ร่างกาย

สารสังเคราะห์กลุ่มนี้เป็นสารที่ไม่ได้มาตรฐาน ได้แก่ซิลิโคนเหลว พาราฟิน น้ำมันมะกอก เป็นต้น สารเหล่านี้ไม่ควรฉีดเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากพบว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนมานานนับสิบป นอกจากบุคคลทั่วไปแล้วยังมีนักแสดงนักร้องมีปัญหาจากการฉีด  สื่อต่างๆ ทั้งวิทยุโทรทัศน์ได้นำเสนอถึงอันตรายที่เกิดขึ้น ทางสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย ก็ได้ประชาสัมพันธ์ถึงผลเสียต่างๆ แต่ปัญหาก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามกฎหมายนั้นบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่แพทย์ไม่สามารถฉีดสารใดก็ตามเข้าสู่ร่างกายผู้อื่น และการทำการรักษาพยาบาลต้องทำในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น โดยจะมีบุคคลที่อ้างตัวเป็นแพทย์นำสารดังกล่าวโดยเฉพาะซิลิโคนเหลว หลอกประชาชนว่าเป็นไขมันเทียมบ้าง คอลลาเจนบ้างฉีดเพื่อให้จมูกโด่งขึ้น คางยาวขึ้น แก้มอูมขึ้น ฉีดหน้าอก สะโพก ตามแต่อยากจะให้ส่วนใดอูมใหญ่ขึ้น โดยที่ซิลิโคนเหลวมีราคาถูกและอยู่ถาวร แต่มีภาวะแทรกซ้อนมากมายตั้งแต่อักเสบเป็นๆ หายๆ ไหลย้อยไปสู่ตำแหน่งอื่น บริเวณที่ฉีดดูอูมบวมแข็งเป็นไต ทำให้หน้าตาดูประหลาดผิดธรรมชาติ เมื่อมีปัญหาคนไข้ก็จะมาพบแพทย์เพื่อให้แก้ไข บางคนเข้าใจผิดนึกว่าสามารถดูดออกได้ ความจริงแล้วสารดังกล่าวไม่สามารถดูดออกได้ และการผ่าตัดยังไม่สามารถเอาส่วนที่ฉีดออกมาได้หมดเลย อีกทั้งยังต้องตัดเอาเนื้อเยื่อที่ดีของคนไข้ที่มีสารแปลกปลอมแทรกอยู่ออกมาอีกด้วย เช่นหากสารเหล่านี้อยู่บริเวณแก้มบริเวณขมับที่มีเส้นประสาทอยู่ การผ่าตัดอาจทำอันตรายต่อเส้นประสาททำให้ปากเบี้ยว ยักคิ้วไม่ขึ้น มีบางคนได้รับการฉีดเพื่อให้หน้าอกโตขึ้น ผลคือหน้าอกแข็งเป็นก้อน บางรายแตกเป็นแผลเรื้อรัง เป็นที่น่าเสียดายที่ทำให้การผ่าตัดรักษาต้องตัดเนื้อหน้าอกทิ้ง  และยังทิ้งรอยแผลเป็นไว้บนหน้าอกอีก 

วิธีการฉีด

ส่วนใหญ่จะฉีดสารไปชั้นไขมันใต้ผิวหนัง subcutaneous tissue สารที่จะฉีดและยาชาจะเตรียมสำเร็จในหลอดฉีดยาแพทย์จะฉีดสารดังกล่าวตามแนวของรอยย่น หรือฉีดเข้าใต้แผลหรือรอยบุ๋ม ทำให้รอยตีนกา หรือรอยย่นหายไป ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง ผลของการฉีด

สามารถฉีดที่ผู้ป่วยนอก หลังฉีดก็สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ นอกเสียจากว่าต้องฉีดเป็นบริเวณกว้าง เช่นแก้มก็อาจจะต้องให้ยานอนหลับ สารบางตัวอาจจะไม่ต้องให้ยาชา บางฉีดอาจจะเกิดอาการเจ็บเล็กน้อย บริเวณแก้ม คาง และรอบตาจะเจ็บน้อยกว่าบริเวณริมฝีปากหลังฉีดยา 24 ชมจะมีอาการบวม และคันเล็กน้อยตรงตำแหน่งที่ฉีดยาซึ่งจะหายไปใน 2-3 วันหลังฉีดยา 2-3 วันไม่ควรไปกระทบกระแทกบริเวณที่ฉีด ไม่ควรจะดื่มสุราไม่ควรออกกำลังกายหนัก

   


fb google