| การวินิจฉัยโรคเอดส์
การตรวจวินิจฉัยโรค HIV
การตรวจวินิจฉัยหาภูมิต่อเชื้อ
HIV สามารถทำได้หลายวิธี
การตรวจที่ให้ผลเร็วสามารถตรวจจากเลือด
น้ำลาย และปัสสาวะ
ก่อนการตรวจเลือดผู้ป่วยควรได้รับการปรึกษาถึงผลดีและผลเสียของการตรวจรวมทั้งผลที่จะเกิดขึ้นจากการตรวจ
เช่น
ความรู้สึกกลัวหรือซึมเศร้า
ปัญหาทางสังคมที่อาจจะเกิดขึ้น
ปัญหาการจ้างงาน
ปัญหาการประกันชีวิต
ปัญหาการยอมรับของครอบครัว
เป็นต้นแต่การตรวจเลือดหาภูมิต่อเชื้อ
HIV
มักจะปิดชื่อของผู้รับการตรวจทำให้ปัญหาต่างลดลง
การตรวจ HIV
สามารถทำได้หลายวิธีโดยมีความแม่นยำ
และราคาต่างๆกัน
- การครวจเลือดที่ให้ผลเร็วโดยใช้วิธี
enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA)
วิธีนี้ให้ผลเร็วมีความไวและมีความแม่นยำในการตรวมีความแม่นยำ(sensitivity and specificity of) 99.9%.หากให้ผลบวกต้องยืนยันการวินิจฉัยโดยวิธี
Western blot or immunofluorescence assa
การตรวจวิธีนี้มีข้อควรระวังคือหลังจากได้รับเชื้อจะมีช่วงหนึ่งที่ตรวจเลือดยังไม่พบภูมิต่อเชื้อ
HIV เราเรียกช่วงนี้ว่า window period
ถ้าหากคนผู้นั้นมีพฤติกรรมเสี่ยง
เช่นใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
ร่วมเพศโดยที่ไม่ได้ป้องกัน
เราต้องรออีก 6
เดือนเพื่อเจาะเลือดอีกครั้ง
ยังมีอีกกรณีที่ต้องระวังคือเมื่อตรวจด้วยวิธี
ELISA
ให้ผลบวกแต่ผลการตรวจยืนยันโดยวิธี
Western blot or immunofluorescence assay
ให้ผลบวกหนึ่งแบนกรณีนี้อาจจะเกิดจาก
window period, หรือติดเชื้อด้วยเชื้อ
hiv อีกชนิดหนึ่ง เช่น HIV-2
หรืออาจจะเกิดจากโรคอื่น นอกจากนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
Influenza vaccine ก็อาจจะให้ผลบวกหลอก
การตรวจเลือดหาภูมิหากผลเลือดบวกโดยที่ผู้ป่วยไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อต้องทดสอบซ้ำอีกครั้ง
- การตรวจปัสสาวะและเยื่อเมือกในปาก
มีความแม่นยำและจำเพาะ 99.5 %หากให้ผลบวกต้องตรวจยืนยันโดยวิธี
Western blot or immunofluorescence assa
- การตรวจเลือดด้วยตัวเอง
วิธีการหยดเลือดไว้บนกระดาษแล้วส่งเข้าห้องปฏิบัติการ
สามารถรายผลทางโทรศัพท์
มีจำหน่ายตามร้านขายยาแต่มีข้อที่ต้องระวังคือ
- ไม่มีการให้คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย
ถ้าผลเลือดบวกผู้ป่วยควรจะได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวผู้ป่วยบางคนอาจจะตัดสินใจทำร้ายตัวเองทั้งที่โรคนี้สามารถควบคุมโรคไม่ให้ลุกลามได้
ถ้าผลเลือดลบควรจะได้รับคำแนะนำในการป้องกันการติดเชื้อ
HIV
- การทดสอบนี้อาจจะให้ผลบวกหลอกในผู้ป่วยบางรายเพราะไม่ได้มีการคักกรองกลุ่มเสี่ยงเข้าตรวจ
- การตรวจหาตัวเชื้อ HIV
โดยวิธี HIV RNA (viral load assay)
จะตรวจกรณีที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเช่นถูกเข็มฉีดยาจากผู้ป่วยตำ
หรือร่วมเพศกับผู้ที่ติดเชื้อโดยที่ไม่ได้ป้องกัน
และตรวจไม่พบภูมิคุ้มกันในเลือด
การตรวจนี้จะให้ผลบวกก่อนที่ภูมิจะขึ้น
แต่ก็มีข้อผิดพลาดกรณีที่พบเชื้อปริมาณน้อย
การตรวจเลือดวิธีนี้จะให้ผลบวกก่อนที่ภูมิจะขึ้นเราเรียกการติดเชื้อชนิดนี้ว่า
Primary HIV infection
ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญในการให้ยาต้านไวรัส
HIV
ประโยชน์ทีผู้ที่ได้รับการตรวจเลือดหาภูมิต่อเชื้อ
HIV |
ประโยชน์ที่ผู้ที่ได้รับการตรวจเลือดหาภูมิต่อเชื้อ
HIV แบ่งได้เป็น
- ผลเลือดบวกคือได้รับการติดเชื้อ
HIV
- ผู้ป่วยจะได้รับการประเมิน
การวางแผนการรักษา
การรักษาด้วยยาต้านไวรัส HIV
รวมทั้งการติดเชื้อฉวยโอกาส
- มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการดำรงชีวิตเพื่อให้สุขภาพดีขึ้น
เช่น การออกกำลังกาย
การงดบุหรี่ การอดแอลกอฮอร์
อาหาร
- เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อลดการติดเชื้อ
หรือแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
เช่นการมีเพศสัมพันธ์
การฉีดยาเข้าเส้น
- ลดความวิตกกังวล
- ลดการติดเชื้อจากแม่ไปลูก
- ผลเลือดให้ผลลบคือไม่ได้รับการติดเชื้อ
HIV
- ผู้ที่ได้รับการตรวจก็จะสบายใจไม่ต้องวิตกกังวล
- ได้รับคำแนะนำการป้องกันการติดเชื้อ
HIV
- ได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์
ประโยชน์ในทางการแพทย์ที่จะได้รับสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อ
HIV ที่ไม่มีอาการ |
อาการเนื่องจากการติดเชื้อ
HIV
มีได้หลายอย่างรูปแบบตั้งแต่ไม่มีอาการจนกระทั่งมีอาการอย่างอ่อนจนกระทั่งเป็นเอดส์เต็มขั้น
และยาต้านไวรัสเอดส์ก็สามารถยับยังการเจริญเติบโตของเชื้อและป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส
และลดอัตราการตายจากโรคแทรกซ้อน
แต่การที่จะลดโรคแทรกซ้อนจะต้องตรวจวินิจฉัยให้เร็ว
ผู้ป่วยทราบว่าตัวเองอยู่ในระยะไหนของโรค
การค้นพบว่าติดเชื้อ HIV
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการรักษาหลายอย่าง
เช่น
- เมื่อเวลล์ CD4 น้อยกว่า
200 cells/mm
มีความจำเป็นต้องให้ยาป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส
Pneumocystis carinii
- เมื่อเวลล์ CD4 น้อยกว่า
50 cells/mm
มีความจำเป็นต้องให้ยาป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส
Mycobacterium avium complex (MAC)
- ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV
และมีผลบวกต่อเชื้อซิฟิลิส Syphilis
จะต้องเจาะหลังตรวจน้ำไขสันหลังเพื่อดูว่าเชื้อซิฟิลิสเข้าสมองหรือไม่
- ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV
เมื่อทดสอบผิวหนังต่อเชื้อวัณโรคถ้าหากให้ผลมากกว่า
5 mm(คนปกติต้องมากกว่า 10 mm)จะต้องให้ยาป้องกันวัณโรค
- ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV
ทุกคนควรได้วัคซีนป้องกันโรคปอดบวมและไวรัสตับอักเสบ
บี
ประโยชน์ในทางการแพทย์ที่จะได้รับสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อ
HIV ที่มีอาการ |
ผู้ที่มีอาการมักจะมีภูมิคุ้มกันบางส่วนถูกทำลาย
การรักษาโรคบางอย่างอาจจะต้องให้ยาปฏิชีวนะนานขึ้นเช่น
- ผู้ที่เป็นปอดบวม
ไซนัสอักเสบ
ท้องร่วงจากไข้ไทฟอยด์
จะต้องให้ยาปฏิชีวนะนานกว่าปกติ
- มะเร็งต่อมน้ำเหลืองต้องให้ยากดภูมิน้อยกว่าคนปกติ
การตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น
ก่อนการรักษาแพทย์จะตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นเป็นการตรวจเพื่อประเมินระยะของโรคโรคประจำตัว
โรคแทรกซ้อน
เพื่อวางแผนการรักษาซึ่งจะตรวจสิ่งต่อไปนี้
| การตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อ
HIV |
| การตรวจหาภูมิ(HIV
antibody test) |
ถ้าผู้ป่วยไม่เคยตรวจมาก่อน |
| การตรวจหาเซลล์(CD4+
T-cell count): |
เพื่อจัดความรุนแรงของโรคHIV
disease. จำนวนเซลล์ CD4 และ T lymphocytes
จะช่วยในการจัดความรุนแรงของโรค |
| การตรวจหาปริมาณเชื้อ(Serum
HIV RNA (viral load):) |
เพื่อบอกพยากรณ์ของโรค,
เพื่อประเมินว่าต้องรักษารีบด่วนหรือไม่ |
| การตรวจทางโลหิต |
| การตรวจเลือดทั่วไป(Complete
blood count, differential CBC) |
เป็นการตรวจทั่วไปและเป็นข้อมูลพื้นฐาน |
| เกร็ดเลือด(Platelets) |
เป็นการตรวจทั่วไปและเป็นข้อมูลพื้นฐาน |
| การตรวจทางเคมี |
| การตรวจน้ำตาล(Blood
glucose) |
เป็นการตรวจทั่วไปและเป็นข้อมูลพื้นฐาน |
| การตรวจไตและเกลือแร่(Electrolytes/BUN/creatinine) |
เป็นการตรวจทั่วไปและเป็นข้อมูลพื้นฐานและทราบการทำงานของไต |
| การตรวจการทำงานของตับ
กระดูก(ALT, AST, bilirubin:Albumin Alkaline phosphatase:) |
เป็นการตรวจตับและเป็นข้อมูลพื้นฐาน |
| การตรวจไขมัน(Triglycerides,
cholesterol) |
เป็นการตรวจทั่วไปและเป็นข้อมูลพื้นฐาน |
| การตรวจปัสสาวะ(Urine
analysis)
| เป็นการตรวจทั่วไปและเป็นข้อมูลพื้นฐาน |
| การตรวจทางชีวะวิทยา
|
| โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์(STD
cultures, gastrointestinal pathogens) |
หากมีข้อบ่งชี้ |
| การตรวจหามะเร็ง |
| การตรวจมะเร็งปากมดลูก(Pap
smear) |
สำหรับผู้หญิง |
| การตรวจทางภูมิคุ้มกัน |
Toxoplasma
IgG, Syphilis nontreponemal serology (VDRL or RPR), CMV IgG, hepatitis B
surface antigen, hepatitis B, C IgG antibody |
| การตรวจทางรังสี(RADIOLOGY)
|
| การตรวจ
X-ray(Chest radiograph) |
เป็นการตรวจทั่วไปและเป็นข้อมูลพื้นฐาน |
| การตรวจสมรรถภาพปอด(PULMONARY
FUNCTION STUDIES) |
ตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้ |
| การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ(ELECTROCARDIAGRAM) |
ตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้ |
| การตรวจอื่นๆ(SCREENS
FOR SPECIFIC DISEASES)
|
| Cytomegalovirus
(CMV)-- CMV IgG: |
consider
if CMV-negative blood is available, in population with < 75% prevalence
of CMV. If CMV negative, and transfusion becomes necessary, use
CMV-negative blood products. |
| ไวรัสตับอักเสบ
บี(Hepatitis B -- antibodies, surface antigen) |
เพื่อให้วัคซีน
การป้องกันการติดต่อ |
| ไวรัสตับอักเสบ
ซีHepatitis C -- antibody: |
ป้องกันการติดต่อเป็นการตรวจทั่วไปและเป็นข้อมูลพื้นฐาน |
| ซิฟิลิส(Syphilis
nontreponemal test) (RPR or VDRL): |
ถ้าหาก
vdrl ให้ผลบวกต้องตรว FTA หรือ TPHA |
| โรคหนองใน(Neisseria
gonorrhea) |
เพาะเชื้อถ้ามีข้อบ่งชี้ |
| Chlamydia: |
เพาะเชื้อถ้ามีข้อบ่งชี้ |
| Toxoplasmosis
-- toxo IgG: |
If
negative, a solitary CNS lesion is unlikely to be toxoplasmosis |
| วัณโรค(Tuberculosis) |
ถ้าการตรวจทางผิวหนังให้ผลบวกมากกว่า
5 มม.ต้อง x-ray )ปอด ตรวจเสมหะ
เพาะเชื้อหาวัณโรค |
การตรวจเพื่อวินิจฉัยเบื้องต้น | ผู้ที่ติดเชื้อ
HIV ใหม่ | การป้องการติดเชื้อ
HIV | แนวทางการรักษา | การรักษา | การดูแลผู้ที่ติดเชื้อ
HIV | การติดเชื้อฉวยโอกาส | การฉีดวัคซีน |