|
โรคเอดส์
สมัยก่อนผู้ที่ได้รับเชื้อ
HIV
จะมีการดำเนินของโรคอย่างช้าทำลานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
และจะกลายเป็นโรคเอดส์ทุกรายภายใน
10 ปี
ปัจจุบันมีการพัฒนาการรักษาโรคติดเชื้อ
HIV
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแนวความคิดที่ว่า รักษาไม่ได้เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถควบคุมอาการ
การวินิจฉัยโรค
ประโยชน์ของการตรวจเลือดเพื่อทดสอบโรคติดเชื้อ
HIV
- เพื่อค้นหาผู้ป่วยใหม่เพื่อที่จะได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็น
- สำหรับผู้ที่ผลทดสอบแล้วไม่ติดเชื้อก็จะได้รับคำแนะนำป้องกันโรคติดเชื้อ
HIV
- เป็นการติดตามการระบาด
- วางแผนป้องกันการระบาด
จุดประสงค์ในการตรวจวินิจฉัยคือ
- เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอนสำหรับการวางแผนการรักษา
- ลดปัจจัยเสี่ยงหรือผลข้างเคียงจากการรักษา
- เพื่อคัดเลือกกลุ่มคนที่สมควรได้รับการรักษา
การตรวจวินิจฉัยโรค HIV
ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV
ที่ไปพบแพทย์มีกี่รูปแบบ
- ผู้ป่วยที่สัมผัสโรคแล้วไปพบแพทย์ทันที
เช่นถูกเข็มตำ
ร่วมเพศคนที่ไม่ทราบว่าติดเชื้อหรือไม่หรือร่วมเพศกับคนที่ติดเชื้อ
HIV
- ผู้ที่มีอาการติดเชื้อ HIV
ครั้งแรก primary HIV infection
โดยจะมีอาการไข้สูงปวดตามตัว
อ่อนเพลีย เจ็บคอ น้ำหนักลด
ครั้นเนื้อครั้นตัว
คลื่นไส้ ต่อมน้ำเหลืองโต
มีผื่นตามลำตัว
- ผู้ที่รู้ว่าติดเชื้อ HIV
มานานแต่ยังไม่พร้อมที่จะปรึกษาแพทย์
และเปลี่ยนการตัดสินใจเพื่อรักษา
- ผู้ที่มาด้วยอาการของโรคเอดส์
ประโยชน์ที่ผู้ที่เชื้อ HIV
ไปพบแพทย์มีดังนี้
- ยืนยันการวินิจฉัยที่ผ่านมาว่าถูกต้อง
- ได้รับการสอนวิธีการที่จะได้รับเชื้อHIV
และวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
- ค้นหาปัญหาที่ต้องรีบรักษา
- ค้นหาปัญหาเรื้อรังที่ต้องรักษา
- ค้นหาปัญหาที่ต้องส่งตัวไปรักษายังผู้เชี่ยวชาญ
- ประสภาวะว่าผู้ป่วยติดเชื้ออยู่ในระยะไหน
- ประเมินพยากรณ์ของโรค
- ตรวจร่างการเป็นพื้นฐานเพื่อไว้เปรียบเทียบกับอนาคต
- ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับข้อบ่งชี้ในการรักษา
- ค้นหาภาวะที่ต้องให้ยาป้องกันโรคติดเชื้อบางชนิด
- วางแผนการรักษาระยะยาว
ผู้ที่ติดเชื้อ HIV
ต้องเตรียมข้อมูลก่อนไปพบแพทย์อะไรบ้าง
ในการวางแผนการรักษาแพทย์ต้องทราบรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยเพื่อที่จะทำการรักษาได้เหมาะสม
- โรคประจำตัวที่เป็นอยู่
- อาการของโรคที่เกิดใหม่
- วันที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ
HIV ระยะเวลาที่เป็นโรค HIV
ปกติผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV
จะกลายเป็นโรคเอดส์ใช้เวลา
9-11 ปี
- ปัจจุบันรับประทานยาอะไร
- ประวัติการป่วยเป็นวัณโรค
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ตับอักเสบ การได้รับเลือด
ผู้ที่เคยเป็นวัณโรคหากไม่ได้รับยาป้องกัน
อาจจะทำให้เป็นวัณโรคซ้ำ
- เคยได้รับการรักษาโรคเอดส์มาก่อนหรือไม่
ชื่อยาอะไร รักษาเมื่อไร
นานแค่ไหน
มีผลข้างเคียงอะไร
- ประวัติการฉีดวัคซีน
เช่นป้องกันตับอักเสบ
วัคซีนป้องกันโรคปอดบวม
- ประวัติการแพ้ยา
- ประวัติพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ
เช่นการใช้ยาเสพติด
การมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ป้องกัน
- การทำงาน ฐานะ
การตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น
- การตรวจเลือดทั่วไปอาจจะพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจางได้เล็กน้อย
หากโลหิตจางมากต้องหาสาเหตุเพิ่มเติม
นอกจากโลหิตจางยังพบว่าเม็ดเลือดขาวจะต่ำกว่าปกติส่วนใหญ่เม็ดเลือดขาวจะอยู่ระหว่าง
2,000 to 3,500 cells/mm3
และถ้าหากเม็ดเลือดขาวต่ำมากต้องตรวจหาว่ามีการติดเชื้อ
มะเร็งหรือเกิดจากยา
เกร็ดเลือดก็จะต่ำแต่มักจะไม่มีเลือดออกผิดปกติ
- การตรวจหาปริมาณเซลล์ CD4 T lymphocyte
ก็มีประโยชน์ในการพยากรณ์โรค
เนื่องจากเชื้อ HIV
จะทำลายภูมิคุ้มกันโดยการทำลายเซลล์
CD4 T lymphocyte หากโรคเป็นมากเซลล์ CD4 T
lymphocyte จะต่ำ หากรักษาได้ผล CD4 T
lymphocyte จะสูงขึ้น
- การตรวจหาปริมาณเชื้อไวรัส viral load
หรือที่เรียกว่า plasma HIV RNA
เป็นการตรวจหาตัวเชื้อไม่ใช่ภูมิ
การตรวจชนิดนี้จะให้ผลบวกก่อนที่ภูมิจะขึ้นการตรวจนี้จะมีประโยชน์อย่างมากดังนี้
- เป็นตัวบอกว่าโรคจะดำเนินไปเร็วแค่ไหน
- เป็นตัวที่จะบ่งชี้ว่าจะเริ่มต้นรักษาหรือเปลี่ยนแปลงการรักษา
- เป็นการตรวจการติดเชื้อ HIV
ก่อนที่ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อHIV
จะขึ้น
- การตรวจหาทั้งภูมิและเชื้อไวรัสตับอักเสบ
บีและ ซี
เนื่องจากลักษณะการติดเชื้อคล้ายกัน
การตรวจหาเชื้อและภูมิเพื่อจะได้แนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันตัวเองและการติดเชื้อไปยังผู้อื่น
ถ้าไม่มีภูมิหรือเชื้อก็แนะนำให้ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกัน
- การตรวจตับและไตก็เพื่อจะทราบข้อมูลพื้นฐานและเพื่อการปรับยาที่ใช้รักษา
- การทดสอบการติดเชื้อวัณโรคทางผิวหนังก็มีความจำเป็น
ผู้ที่ให้ผลบวกตั้งแต่ 5 มม.ขึ้นไปควรจะได้รับการตรวจรังสีทรวงอก
การตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรค
และการต้องได้รับยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อวัณโรคได้แก่ยา
INH วันละ 300 มิลิกรัมและวิตามิน
บี 6เป็นเวลา 12 เดือน
ประเมินพยากรณ์ของโรค
การประเมินพยากรณ์หมายถึงการคาดการณ์ว่าโรคจะดำเนินเปลี่ยนแปลงเร็งแค่ไหน
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าผู้ที่ได้รับเชื้อ
HIV
หากไม่ได้รับการรักษาจะดำเนินเป็นโรคเรื้อรังโดยทั่วไปใช้เวลา
10
ปีตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งกลายเป็นโรคเอดส์ ตั้งแต่ได้รับเชื้อ HIV
เชื้อก็จะเจริญแบ่งตัวอยู่ตลอดเวลา
มีการกลายพันธ์และในที่สุดก็ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
การที่เราต้องรู้ว่าขณะนี้ผู้ได้รับเชื้อเป็นโรคขั้นไหน และการคาดการณ์ว่าโรคจะดำเนินเร็วแค่ไหนก็เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจให้การรักษา และเพื่อที่จะได้ประเมินพยากรณ์ของโรค
เครื่องบ่งชี้ว่าโรคจะดำเนินเร็วได้แก่
- อาการของโรค
ผู้ที่มีอาการทั่วไปเช่น
น้ำหนักลด
อ่อนเพลียและมีอาการของโรคเอดส์เช่น
เชื้อราในปาก เป็นงูสวัส
ติดเชื้อแบคทีเรีย
หรือติดเชื้อฉวยโอกาส
- การที่ระดับเซลล์ CD4
ลดลงอย่างรวดเร็ว
เช่นลดลงมากกว่า 100 cells/mm3 ใน 6
เดือน
การเจาะ CD4-T lymphocyte
ปกติเราจะมีเซลล์ CD4-T lymphocyte
ประมาณ 500-13000 cells/mm3
ได้มีการใช้ปริมาณเซลล์CD4-T
lymphocyte
เป็นตัวบอกระยะของโรคแต่ต้องระวังเพราะปริมาณเซลล์ผันแปรตามเวลาที่เจาะ และการติดเชื้อรวมทั้งสุขภาพถ้าหากค่าสูงหรือต่ำไปต้องเจาะเลือดเพื่อยืนยันอีกครั้ง
ปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte
ที่เจาะเป็นระยะจะมีประโยชน์มากกว่าการเจาะครั้งเดียวเพราะสามารถบอกการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเซลล์ได้
นอกจากจะใช้ปริมาณเซลล์แล้วยังใช้
%ของCD4-T lymphocyte
แต่ส่วนใหญ่นิยมใช้ปริมาณเซลล์
ปัจจุบันเราใช้ปริมาณเซลล์
CD4-T lymphocyte และปริมาณเชื้อ viral load
หรือ HIV RNA
มาเป็นตัวบอกระยะและพยากรณ์ของโรค
- ผู้ที่มีปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte
มากว่า 500 cells/mm3จะมีโอกาสเสี่ยงต่ำในการเกิดโรคเอดส์และโรคแทรกซ้อนอื่นใน
3 ปี
- ผู้ที่มีปริมาณเซลล์ CD4-T lymphocyte
200-500 cells/mm3
จะมีความเสี่ยงปานกลาง
- ผู้ที่มีปริมาณเซลล์
CD4-T lymphocyte <200 cells/mm3 จะมีความเสี่ยงสูง
การเจาะตรวจ CD4-T lymphocyte
ควรจะเจาะทุก 3-6
เดือนขึ้นกับสภาพของผู้ป่วย
ผู้ที่เจาะได้เซลล์ปริมาณน้อยก็ต้องเจาะถี่
ส่วนผุ้ที่มีเซลล์มากก็เจาะทุก
6 เดือน
การตรวจหาปริมาณเชื้อ Viral Load (HIV RNA) Assays
เป็นการตรวจที่มีประโยชน์มากที่สุดในการบอกระยะของโรคและการดำเนินของโรค
สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV
อาจจะมีปริมาณเชื้อ HIV RNA
น้อยมากจนตรวจไม่พบหรืออาจจะมีมากเป็นล้าน
โดยทั่วไปหากมีปริมาณเชื้อ
10000-50000 copies/ml
จะบ่งบอกว่าโรคกำลังดำเนินโรคอย่างรวดเร็ว
ถ้าหากกำลังรักษาด้วยยาแสดงว่ายานั้นรักษาไม่ได้ผล
ปริมาณเชื้อน้อยกว่า 5000 copies/ml
แสดงว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่ำและโรคจะยังไม่ลุกลามใน
5 ปี
HIV RNA สามารถตรวจพบก่อน
แอนติเจนและก่อนภูมิคุ้มกัน(HIV antigen and HIV antibody)มักจะตรวจพบภายในสัปดาห์
การที่ตรวจไม่พบ HIV RNA
ไม่ได้หมายความว่าหายเนื่องจากอาจจะมีปริมาณน้อยมาก
และเชื้อ HIV
ส่วนหนึ่งอยู่ในต่อมน้ำเหลือง
ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ติดเชื้อ
HIV อาจจะตรวจพบว่าค่า HIV RNA
เพิ่มขึ้นจากการติดเชื้อหวัด
การเจาะเลือดตรวจควรจะเจาะเวลาเดียวกัน
ใช้วิธีการตรวจเหมือนกัน
ข้อบ่งชี้ในการเจาะเลือดหาปริมาณเชื้อ Load (HIV RNA) Assays
| ข้อบ่งชี้ในการเจาะเลือด |
การประเมิน |
จุดประสงค์ |
| ผู้ป่วยที่สงสัยจะมีการติดเชื้อ
HIV |
ผู้ที่ตรวจไม่พบภูมิแต่สงสัยว่าจะติดเชื้อ
HIV |
เพื่อการวินิจฉัย |
| ผู้ที่ติดเชื้อ HIV |
เป็นค่าปริมาณไวรัส HIV
ก่อนรักษา |
เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจรักษา |
| สำหรับผู้ที่ไม่ได้รักษาให้เจาะทุก
3-4 เดือน |
เพื่อดูปริมาณการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเชื้อ |
เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจรักษา |
| 2-8
สัปดาห์หลังการรักษาด้วยยาต้านไวรัส |
เพื่อประเมินประสิทธิภาพของยา |
เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการเปลี่ยนยารักษา |
| 3-4 เดือนหลังการรักษา |
เพื่อประเมินผลดีสุดของยา |
เพื่อเป็นข้อมูลในการรักษาต่อ |
| ทุก 3-4 เดือนขณะรักษา |
ดูประสิทธิภาพของยา |
เพื่อเป็นข้อมูลในการรักษาต่อ |
| เจาะเมื่อระดับ CD4 ลดลง |
เพื่อดูปริมาณเชื้อ |
เพื่อเป็นข้อมูลในการรักษาต่อ
เปลี่ยนยา |
การดำเนินของโรค
การที่แพทย์จะบอกว่าผู้ที่ติดเชื้อ
HIV
จะมีการเปลี่ยนแปลงของโรคเร็วแค่ไหนแพทย์จะอาศัยประวัติ
การตรวจร่างกายและผลเลือดตารางแสดงปริมาณเซลล์ CD4
และปริมาณเชื้อไวรัส viral load
สัมพันธ์กับการดำเนินของโรค
ระยะเวลาที่จะกลายเป็นโรคเอดส์
| จำนวนเซลล์CD4+
T cells <350
Plasma viral load (copies/ml) |
จำนวนผู้ป่วยที่จะกลายเป็น
AIDS (%)
(AIDS-defining complication) |
| bDNA |
RT-PCR |
n |
3 years |
6 years |
9 years |
<500 |
<1500 |
- § |
- |
- |
- |
| 501-3000 |
1501-7000 |
30 |
0 |
18.8 |
30.6 |
| 3001-10,000 |
7,001-20,000 |
51 |
8.0 |
42.2 |
65.6 |
| 10,001-30,000 |
20,001-55,000 |
73 |
40.1 |
72.9 |
86.2 |
| >30,000 |
>55,000 |
174 |
72.9 |
92.7 |
95.6 |
| จำนวนเซลล์CD4+
T cells 351-500
Plasma viral load (copies/ml) |
จำนวนผู้ป่วยที่จะกลายเป็น
AIDS (%)
(AIDS-defining complication) |
| bDNA |
RT-PCR |
n |
3 years |
6 years |
9 years |
| <500 |
<1500 |
- |
- |
- |
- |
| 501-3000 |
1501-7000 |
47 |
4.4 |
22.1 |
46.9 |
| 3001-10,000 |
7001-20,000 |
105 |
5.9 |
39.8 |
60.7 |
| 10,001-30,000 |
20,001-55,000 |
121 |
15.1 |
57.2 |
78.6 |
| >30,000 |
>55,000 |
121 |
47.9 |
77.7 |
94.4 |
| จำนวนเซลล์CD4+
T cells >500
Plasma viral load (copies/ml) |
จำนวนผู้ป่วยที่จะกลายเป็น
AIDS (%)
(AIDS-defining complication) |
| bDNA |
RT-PCR |
n |
3 years |
6 years |
9 years |
| <500 |
<1500 |
110 |
1.0 |
5.0 |
10.7 |
| 501-3000 |
1501-7000 |
180 |
2.3 |
14.9 |
33.2 |
| 3001-10,000 |
7001-20,000 |
237 |
7.2 |
25.9 |
50.3 |
| 10,001-30,000 |
20,001-55,000 |
202 |
14.6 |
47.7 |
70.6 |
| >30,000 |
>55,000 |
141 |
32.6 |
66.8 |
76.3 |
ระยะของโรค
Stages of HIV Disease
มีการจัดระยะของโรคเพื่อวางแผนการรักษา
แต่การจัดมีได้หลายรูปแบบ
แนวทางที่แสดงเป็นแบบหนึ่ง
- Primary HIV infection:
เริ่มตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ
HIV โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 12-20
สัปดาห์ เริ่มแรก CD4-Tจะลดลงหลังจากนั้นจะเพิ่มจนสู่ภาวะปกติ
(500-1300 cells/mm3)อาจจะเกิอาการของการติดเชื้อ
- Early HIV infection:เริ่มตั้งแต่ตรวจพบภูมิต่อเชื้อ
HIV
จนกระทั่งการแบ่งตัวของเชื้อคงที่
ระดับ CD4-Tจำนวน CD4-T
อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการ
- Early-stage HIV disease:ตั้งแต่ระดับที่เชื้อไม่มีการแบ่งตัวจนกระทั่งระดับ
CD4ลดต่ำกว่า 500 cells/mm3ผู้ป่วยยังไม่มีอาการ
- Middle-stage HIV disease: ระดับCD4+ T-cell
อยู่ระหว่าง 200 - 500 cells/mm3;
ตั้งแต่ระยะ earlyจนกระทั่ง middleใช้เวลาประมาณ
10 ปี
โดยมากไม่มีอาการแต่จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ราในปาก งูสวัส วัณโรค
- Advanced
HIV disease: ระดับเซลล์ CD4+ T-cell ต่ำกว่า 200 cells/mm3
จัดเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น
ผู้ป่วยจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อรา
เชื้อ PCP
- Late-stage
HIV disease: ระดับเซลล์ CD4+ T-cell ต่ำกว่า 50 cells/mm3;
มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ MAC, CMV,เชื้อราในสมอง
cryptococcal meningitis.
- Post-HAART stage:
หมายถึงภาวะที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยยาต้านเอดส์
CD4-Tจะอยู่ระหว่าง 200-500 cells/mm3 แต่ระดับภูมิคุ้มกันยังอยู่ระดับต่ำ
อาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส
การรักษาและป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส
การตรวจเพื่อวินิจฉัยเบื้องต้น | ผู้ที่ติดเชื้อ
HIV ใหม่ | การป้องการติดเชื้อ
HIV | แนวทางการรักษา | การรักษา | การดูแลผู้ที่ติดเชื้อ
HIV | การติดเชื้อฉวยโอกาส | การฉีดวัคซีน |