siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

บทความ: โรคต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis)

โรคต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis): ปวดหน่วง ฉี่แสบ สัญญาณที่ผู้ชายทุกวัยควรรู้

เมื่อพูดถึง "โรคต่อมลูกหมาก" คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง "โรคต่อมลูกหมากโต (BPH)" ที่เกิดขึ้นในชายสูงอายุ แต่ความจริงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งโรคที่พบบ่อยไม่แพ้กันและสามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ชายทุกวัย แม้แต่วัยหนุ่ม นั่นคือ "โรคต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis)"

ภาวะนี้คือการอักเสบของต่อมลูกหมาก ซึ่งมักทำให้เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณท้องน้อย อุ้งเชิงกราน และมีปัญหาในการปัสสาวะที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก การทำความเข้าใจโรคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง


ต่อมลูกหมากอักเสบ แตกต่างจาก ต่อมลูกหมากโต อย่างไร?

นี่คือความสับสนที่พบบ่อยที่สุด:


ประเภทของต่อมลูกหมากอักเสบ

ภาวะนี้มีความซับซ้อน โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก:

  1. ต่อมลูกหมากอักเสบเฉียบพลันจากแบคทีเรีย (Acute Bacterial Prostatitis):

อาการที่ต้องสังเกต (สัญญาณอันตราย):

สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรียลุกลาม (เช่น จาก UTI หรือ STIs)

การวินิจฉัย: การซักประวัติ, การตรวจปัสสาวะ (พบเชื้อชัดเจน), การตรวจเลือด (เม็ดเลือดขาวสูง), (หมายเหตุ: แพทย์อาจ หลีกเลี่ยง การตรวจ DRE ที่รุนแรงในระยะนี้)

การรักษา:

  1. ต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรังจากแบคทีเรีย (Chronic Bacterial Prostatitis):

 

  • ต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง / กลุ่มอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (CP/CPPS):

    • เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุด แต่หาสาเหตุได้ยากที่สุด เพราะมักจะตรวจไม่พบเชื้อแบคทีเรีย

    • อาการเด่น: อาการปวดเรื้อรังนานกว่า 3 เดือน บริเวณฝีเย็บ (ระหว่างอัณฑะกับทวารหนัก), อัณฑะ, ท้องน้อย หรือหลังส่วนล่าง และอาจมีอาการปวดเมื่อหลั่งอสุจิ

  • ต่อมลูกหมากอักเสบแบบไม่มีอาการ (Asymptomatic):

    • ผู้ป่วยไม่มีอาการใดๆ แต่แพทย์ตรวจพบการอักเสบโดยบังเอิญ (เช่น จากการตรวจเลือด PSA หรือการเจาะชิ้นเนื้อ) ซึ่งกลุ่มนี้มักไม่จำเป็นต้องรักษา


  • อาการหลักที่ต้องสังเกต

    อาการของ Prostatitis อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่โดยทั่วไปมักมีอาการเหล่านี้:


    การวินิจฉัยและการรักษา

    การวินิจฉัย

    1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักถามอาการอย่างละเอียด และอาจต้อง ตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก (DRE) ซึ่งหากมีการอักเสบ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บมากเมื่อคลำ

    2. การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis & Urine Culture): เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุด เพื่อหาเม็ดเลือดขาว (การอักเสบ) และเพาะเชื้อเพื่อหาแบคทีเรีย

    3. การตรวจเลือด: อาจตรวจค่า PSA ซึ่งมักจะสูงขึ้นได้เมื่อมีการอักเสบ

    แนวทางการรักษา

    การรักษาจะแตกต่างกันไปตามชนิดของโรค:

    สรุป: โรคต่อมลูกหมากอักเสบเป็นภาวะที่ซับซ้อนกว่าต่อมลูกหมากโต และพบได้แม้ในคนอายุน้อย หากคุณมีอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะร่วมกับอาการปวดหน่วงบริเวณอุ้งเชิงกราน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยาทานเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาปฏิชีวนะ เพราะอาจทำให้การรักษายากขึ้นและกลายเป็นภาวะเรื้อรังได้

    ทบทวนวันที่

    โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว