
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
เมื่อพูดถึง "โรคต่อมลูกหมาก" คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง "โรคต่อมลูกหมากโต (BPH)" ที่เกิดขึ้นในชายสูงอายุ แต่ความจริงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งโรคที่พบบ่อยไม่แพ้กันและสามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ชายทุกวัย แม้แต่วัยหนุ่ม นั่นคือ "โรคต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis)"
ภาวะนี้คือการอักเสบของต่อมลูกหมาก ซึ่งมักทำให้เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณท้องน้อย อุ้งเชิงกราน และมีปัญหาในการปัสสาวะที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก การทำความเข้าใจโรคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง
นี่คือความสับสนที่พบบ่อยที่สุด:
ต่อมลูกหมากโต (BPH): เป็นปัญหาเรื่อง "ขนาด" (Size) ต่อมลูกหมากโตขึ้นตามวัยจนไปบีบท่อปัสสาวะ
ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis): เป็นปัญหาเรื่อง "การอักเสบ" (Inflammation) ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือไม่ก็ได้ และทำให้เกิดอาการ "เจ็บปวด" เป็นหลัก
ภาวะนี้มีความซับซ้อน โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก:
ต่อมลูกหมากอักเสบเฉียบพลันจากแบคทีเรีย (Acute Bacterial Prostatitis):
อาการที่ต้องสังเกต (สัญญาณอันตราย):
ไข้สูง หนาวสั่น (สำคัญมาก)
ปัสสาวะแสบขัดอย่างรุนแรง, ปัสสาวะลำบาก
ปวดหน่วงท้องน้อย, ฝีเย็บ, หรืออัณฑะอย่างมาก
ปวดเมื่อยตามตัว
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรียลุกลาม (เช่น จาก UTI หรือ STIs)
การวินิจฉัย: การซักประวัติ, การตรวจปัสสาวะ (พบเชื้อชัดเจน), การตรวจเลือด (เม็ดเลือดขาวสูง), (หมายเหตุ: แพทย์อาจ หลีกเลี่ยง การตรวจ DRE ที่รุนแรงในระยะนี้)
การรักษา:
เน้นย้ำว่าเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษา
การให้ยาปฏิชีชีวนะ (อาจต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้ยาทางหลอดเลือด)
การรักษาตามอาการ (ยาลดไข้, ยาแก้ปวด)
ภาวะที่วินิจฉัยยากและน่ารำคาญ,เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่รักษาไม่หายขาด หรือกลับมาเป็นซ้ำๆ เป็นอาการปวดเรื้อรัง (นานกว่า 3 เดือน)
ความแตกต่างที่สำคัญ (ต้องอธิบาย!):
Chronic Bacterial Prostatitis (CBP): ชนิดเรื้อรังที่ "ตรวจพบเชื้อ" (รักษายากเพราะยาเข้าถึงยาก)
Chronic Pelvic Pain Syndrome (CP/CPPS): ชนิดเรื้อรังที่ "ตรวจไม่พบเชื้อ" (พบบ่อยที่สุด)
อาการเด่น:
ปวดเป็นหลัก: ปวดหน่วงๆ ที่ฝีเย็บ, อัณฑะ, ปลายอวัยวะเพศ, ท้องน้อย, หลังส่วนล่าง
ปวดเวลาหลั่งอสุจิ
อาจมีอาการปัสสาวะแสบขัดหรือบ่อยเป็นครั้งคราว (แต่ไม่มีไข้)
การวินิจฉัยที่ซับซ้อน: การตรวจปัสสาวะ (มักจะปกติ), การตรวจ DRE (อาจจะเจ็บเล็กน้อย), การตรวจแบบ Stamey-Meares 4-Glass Test (ถ้าจำเป็น)
แนวทางการรักษา (สำคัญที่สุด): อธิบายว่าเป็นการ "จัดการอาการ" แบบผสมผสาน (Multimodal)
ยาปฏิชีวนะ (ใช้ในกลุ่ม CBP หรือลองใช้ในกลุ่ม CPPS ในช่วงแรก)
ยาคลายกล้ามเนื้อ (Alpha-blockers)
ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs)
การกายภาพบำบัดอุ้งเชิงกราน (Pelvic Floor Physical Therapy)
การปรับพฤติกรรม (แช่น้ำอุ่น, เลี่ยงอาหารกระตุ้น, จัดการความเครียด)
อาการเด่น: อาการมักไม่รุนแรงเท่าแบบเฉียบพลัน แต่อาจเป็นๆ หายๆ เช่น ปัสสาวะแสบขัด, ปวดหน่วงเล็กน้อย, ปัสสาวะบ่อย
ต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง / กลุ่มอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (CP/CPPS):
เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุด แต่หาสาเหตุได้ยากที่สุด เพราะมักจะตรวจไม่พบเชื้อแบคทีเรีย
อาการเด่น: อาการปวดเรื้อรังนานกว่า 3 เดือน บริเวณฝีเย็บ (ระหว่างอัณฑะกับทวารหนัก), อัณฑะ, ท้องน้อย หรือหลังส่วนล่าง และอาจมีอาการปวดเมื่อหลั่งอสุจิ
ต่อมลูกหมากอักเสบแบบไม่มีอาการ (Asymptomatic):
ผู้ป่วยไม่มีอาการใดๆ แต่แพทย์ตรวจพบการอักเสบโดยบังเอิญ (เช่น จากการตรวจเลือด PSA หรือการเจาะชิ้นเนื้อ) ซึ่งกลุ่มนี้มักไม่จำเป็นต้องรักษา
อาการของ Prostatitis อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่โดยทั่วไปมักมีอาการเหล่านี้:
อาการปวด: ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย, อัณฑะ, องคชาต, หรือ บริเวณฝีเย็บ
ปัญหาการปัสสาวะ: ปัสสาวะแสบขัด (เหมือน UTI), ปัสสาวะบ่อย, กลั้นปัสสาวะไม่อยู่, ปัสสาวะไม่พุ่ง
อาการทางเพศ: อาจรู้สึกเจ็บปวดขณะหรือหลังจากหลั่งอสุจิ
อาการทั่วไป: หากเป็นชนิดเฉียบพลัน จะมีไข้สูง หนาวสั่น และปวดเมื่อยตามตัว
การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักถามอาการอย่างละเอียด และอาจต้อง ตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก (DRE) ซึ่งหากมีการอักเสบ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บมากเมื่อคลำ
การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis & Urine Culture): เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุด เพื่อหาเม็ดเลือดขาว (การอักเสบ) และเพาะเชื้อเพื่อหาแบคทีเรีย
การตรวจเลือด: อาจตรวจค่า PSA ซึ่งมักจะสูงขึ้นได้เมื่อมีการอักเสบ
การรักษาจะแตกต่างกันไปตามชนิดของโรค:
ต่อมลูกหมากอักเสบชนิดเฉียบพลัน (Acute): จำเป็นต้องได้รับ ยาปฏิชีวนะ ทันที อาจในรูปแบบยาฉีดหากอาการรุนแรง แล้วตามด้วยยากินต่ออีก 2-4 สัปดาห์
ต่อมลูกหมากอักเสบชนิดเรื้อรังจากแบคทีเรีย (Chronic Bacterial): นี่คือจุดที่แตกต่างจาก UTI ทั่วไป การรักษาต้องใช้ ยาปฏิชีวนะในระยะเวลาที่นานมาก (อย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ หรือนานกว่านั้น) เนื่องจากยาซึมเข้าเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากได้ยาก
ชนิดเรื้อรังแบบไม่พบเชื้อ (CP/CPPS): เป็นการรักษาที่ซับซ้อนและต้องใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อ "จัดการอาการ" เนื่องจากไม่มียารักษาให้หายขาดโดยตรง:
ยาคลายกล้ามเนื้อ (Alpha-blockers): เพื่อช่วยให้ปัสสาวะคล่องขึ้น
ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs): เช่น Ibuprofen เพื่อลดอาการปวด
การปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นอาการ, การแช่น้ำอุ่น (Sitz bath)
สรุป: โรคต่อมลูกหมากอักเสบเป็นภาวะที่ซับซ้อนกว่าต่อมลูกหมากโต และพบได้แม้ในคนอายุน้อย หากคุณมีอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะร่วมกับอาการปวดหน่วงบริเวณอุ้งเชิงกราน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยาทานเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาปฏิชีวนะ เพราะอาจทำให้การรักษายากขึ้นและกลายเป็นภาวะเรื้อรังได้
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว