
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
ขณะที่โรคต่อมลูกหมากโต (BPH) เป็นภาวะที่ค่อยๆ เกิดขึ้นตามวัย แต่ ภาวะต่อมลูกหมากอักเสบเฉียบพลัน (Acute Bacterial Prostatitis) คือภาวะติดเชื้อที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรง และจำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน
นี่คือภาวะที่ต่อมลูกหมากเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างมากและอาการทางร่างกายที่ชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากโรคต่อมลูกหมากชนิดอื่นๆ และไม่ควรถูกละเลยโดยเด็ดขาด
อาการของภาวะนี้จะเกิดขึ้นอย่าง "ฉับพลัน" และ "รุนแรง" ซึ่งแตกต่างจาก BPH ที่ไม่มีไข้ อาการสำคัญที่ต้องสังเกต ได้แก่:
มีไข้สูง หนาวสั่น: นี่คืออาการสำคัญที่บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อที่รุนแรงในร่างกาย
ปวดแสบขัดเวลาปัสสาวะอย่างรุนแรง: รู้สึกเจ็บปวดแสบร้อนมากขณะปัสสาวะ
ปัสสาวะบ่อย กะปริบกะปรอย: รู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา แต่ปัสสาวะออกทีละน้อย
ปัสสาวะลำบาก หรือปัสสาวะไม่ออก: รู้สึกปวดเบ่ง แต่ปัสสาวะไม่พุ่ง
อาการปวดที่รุนแรง:
ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อยส่วนล่าง
ปวดบริเวณฝีเย็บ (ระหว่างอัณฑะกับทวารหนัก)
ปวดที่อัณฑะ หรือองคชาต
ปวดหลังส่วนล่าง
ปัสสาวะขุ่น หรืออาจมีเลือดปน
อาการทั่วไป: รู้สึกไม่สบายตัวอย่างมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน
หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมกัน โดยเฉพาะ "มีไข้สูง หนาวสั่น ร่วมกับปัสสาวะแสบขัดและปวด" นี่คือภาวะฉุกเฉิน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
ภาวะนี้เกิดจากการที่เชื้อแบคทีเรียลุกลามเข้าไปในต่อมลูกหมาก โดยเชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ E. coli ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (UTI)
เชื้อโรคสามารถเดินทางมาที่ต่อมลูกหมากได้หลายทาง:
การติดเชื้อย้อนกลับจากท่อปัสสาวะ: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เชื้อจากภายนอกหรือจาก UTI ลุกลามย้อนกลับเข้าไป
จากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs): เชื้อหนองใน หรือ คลามีเดีย สามารถเป็นสาเหตุได้
ภาวะแทรกซ้อนจากหัตถการ: อาจเกิดหลังจากการส่องกล้อง, การตัดชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก หรือการใส่สายสวนปัสสาวะ
การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะวินิจฉัยได้ค่อนข้างเร็วจากกลุ่มอาการที่ชัดเจน (ไข้ + ปวด + ปัสสาวะขัด)
การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis & Culture): เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุด จะพบเม็ดเลือดขาวและเชื้อแบคทีเรียจำนวนมาก และสามารถบ่งชี้ได้ว่าเป็นเชื้อชนิดใด
การตรวจเลือด: มักพบว่าเม็ดเลือดขาวในเลือดสูง บ่งชี้ถึงการติดเชื้อที่รุนแรง
การตรวจ DRE: แพทย์มักจะ หลีกเลี่ยงการตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก (DRE) ในระยะเฉียบพลัน หรือหากจำเป็นต้องตรวจจะทำอย่างนุ่มนวลที่สุด เพราะการคลำหรือนวดต่อมลูกหมากที่กำลังอักเสบรุนแรงอาจทำให้เจ็บปวดมาก และเสี่ยงต่อการที่เชื้อแบคทีเรียจะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้
การรักษาเร่งด่วนด้วยยาปฏิชีวนะ: นี่คือหัวใจหลักของการรักษา แพทย์จะรีบให้ยาปฏิชีวนะทันที
การนอนโรงพยาบาล: ในรายที่มีอาการรุนแรง, มีไข้สูง, หรือรับประทานอาหารไม่ได้ มักจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อ ให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด (IV) เพื่อให้ยาเข้าสู่ร่างกายได้เร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ระยะเวลาการรักษาที่ยาวนาน: นี่คือจุดที่สำคัญมาก แม้อาการไข้และปวดจะดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่เชื้อในต่อมลูกหมากนั้นกำจัดได้ยาก คุณจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะต่อในรูปแบบรับประทาน ต่อเนื่องอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามกลายเป็น "ต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง"
การรักษาตามอาการ: เช่น ยาลดไข้, ยาแก้ปวด, และยาคลายกล้ามเนื้อ (Alpha-blockers) เพื่อช่วยให้ปัสสาวะได้คล่องขึ้น
การไม่รักษาหรือรักษาไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้:
การติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis): เป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิต
ฝีในต่อมลูกหมาก (Prostatic Abscess): เกิดหนองคั่งในต่อมลูกหมาก
ปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน (Acute Urinary Retention)
กลายเป็นการอักเสบเรื้อรัง (Chronic Prostatitis): ซึ่งจะรักษายากและกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว