ฝ้า
ฝ้าเป็นภาวะที่เซลล์ของผิวหนังสร้างเม็ดสี( melanin pigment) เพิ่มขึ้นทำให้บริเวณดังกล่าวมีผื่นสีออกน้ำตาล มัก จะพบบริเวณที่สัมผัสแสงแดด
เช่น โหนกแก้ม จมูก หน้าผาก คาง มักจะพบในคนท้อง คนที่รับประทานยาคุมกำเนิด
ผู้ชายก็สามารถเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน สำหรับคนท้องเมื่อคลอดบุตรผื่นก็จะหายไป
สาเหตุ
- เป็นผลจากฮอร์โมน เช่นพบในคนตั้งครรภ์ การใช้ยาคุมกำเนิด ยากันชัก
- การแพ้ยา
- เกิดจากการตากแดด
ชนิดของฝ้า
ฝ้ามี 3
ชนิดโดยแบ่งตามความลึกของ melanin ที่ไปฝังตัว
- เม็ดสี melanin ไปฝังตัวที่หนังกำพร้าเราเรียก
Epidermal type melasma ชนิดนี้รักษาไม่ยาก
- เม็ดสีฝังตัวที่หนังแท้เราเรียก dermal type melasma
ชนิดนี้ดื้อต่อการรักษา
- ชนิดผสม 2 แบบดังกล่าว
การแยกชนิดของฝ้าทำได้โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Wood's lamp
การรักษา
ในรายที่เป็นไม่มาก
สีของฝ้าจางๆแนะนำให้ใช้เครื่องสำอางทาทับ
ส่วนในรายที่เป็นมากอาจจะต้องใช้การรักษาหลายวิธี
- การทายาหรือครีมกันแสงแดด
- การใช้ยาทา steroid
- การใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของวิตามิน เอ(Topical retinoids)
ยานี้ลอกฝ้าได้ไม่ดี การออกฤทธิ์ของยาจะเร่งการเจริญของผิวหนังหากใช้ร่วมกับ hydroquinone จะลอกฝ้าได้ดีขึ้น
- การใช้ยาพอกหน้าขาวกลุ่ม hydroquinone เป็นยาที่มีการใช้อย่างแพร่หลาย ยานี้จะทำให้เซลล์ไม่สร้าง melanine ความแรงของยาขึ้นกับความเข้มข้นของยา
ยาที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า 2%
ไม่เป็นอันตรายอาจจะใช้ในการรักษาหลังจากผื่นฝ้าจางลงแล้ว ความเข้มของยา
5-10%จะระคายเคืองต่อผิวหนังมากการใช้ยาที่มีความเข้มข้นด้วยตัวเองอาจจะเป็นอันตรายต่อผิวหนังการผสมกับยา retinoids และ AHA จะทำให้ลอกฝ้าได้ดีขึ้นแต่ก็จะระคายเคืองต่อผิวหนังมากขึ้น
- การใช้ Kojic acid สารนี้ได้จากถั่วเหลืองหรือเห็ด เชื่อว่าจะลดการสร้างเม็ดสี
- การใช้ Azeleic acid สารนี้ได้จากการหมักข้าวสาลี ข้าวบารเลย์
ยานี้จะลดการสร้างเม็ดสี แต่ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเห็นผล
- การใช้ Laser
- การใช้หลายวิธีผสมกัน
มีผู้แนะนำเรื่องอาหารซึ่งสามารถที่จะทำให้เห็นผลใน 3วัน
- ให้รับประทานโปรตีนที่มีฤทธิ์ป้องกันการอักเสบ
ผู้เขียนแนะนำให้รับประทานปลา salmon เนื่องจากอุดมไปด้วย omega 3 และสารอาหารที่มีประโยชน์กับผิวหนังซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยให้รับประทานวันละ
2 มื้อเป็นเวลา 3 วัน
- รับประทานผักใบเขียวและน้ำมันมะกอก
เพราะผักใบเขียวจะมีสารต้านอนุมูลอิสระมาก น้ำมันมะกอกมีสาร polyphenols และสารต้านอนุมูลอิสระ
- ให้ดื่มน้ำมากๆประมาน 10 แก้วต่อวันไม่นับรวมน้ำอัดลมและกาแฟ
ผู้เขียนแนะนำว่าหากรับประทานวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 3 วันก็จะเห็นผลดี
|