การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiography)
การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจเป็นการตรวจที่มีมานานและมีประโยชน์ในการตรวจวินิจฉัยโรค ปัจจุบันได้มีการพัฒนาไปมากสามารถสร้างภาพหัวใจแบบสามมิติ และยังใช้ความเร็วของกระแสเลือดมาวัดการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ
หลักของการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ
|
|
คลื่นเสียงที่มีความถี่เกินกว่า 20000 รอบต่อวินาทีเป็นความถี่ที่เราไม่ได้ยิน คลื่นความถี่ 2-3 ล้านรอบจะเดินทางเป็นเส้นตรงมีการหักเหน้อย และมีการสะท้อนเหมือนคลื่นแสง เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับผิววัตถุก็จะสะท้อนกลับ และมีคลื่นบางส่วนทะลุไป การเคลื่อนที่ของเสียงในเนื้อเยื่อเดียวกันจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากัน ทำให้เราสามารถบอกความหน้าของกล้ามเนื้อหัวใจ นอกจากนั้นเคลื่องมือยังสามารถติดตามการทำงานของหัวใจแบบ real time ปลายเครื่องจากมีสารผลึก Piezo-electric crystal ซึ่งจะหดและขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นตัวทำให้เกิดคลื่น และรับคลื่นเสียงด้วย คลื่นเสียงที่สะท้อนกลับจะแปลงเป็นไฟฟ้าเพื่อไปสร้างภาพ
เมื่อไรแพทย์จึงจะสั่งตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง Chocardiography
แพทย์จะสั่งการตรวจเมื่อสงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจโดยมีภาวะต่อดังต่อไปนี้
- เมื่อแพทย์ตรวจร่างกายแล้วพบว่ามีเสียงหัวใจผิดปกติซึ่งอาจจะเกิดจากลิ้นหัวใจตีบหรือมีรูรั่ว ( Murmurs ) เสี่ยงที่ผิดปกติเกิดจากการไหลวนของกระแสเลือดไหลผ่านลิ้นที่ตีบหรือรูรั่วที่ผนังหัวใจหรือลิ้นหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงในผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะมีรูรั่วหรือลิ้นตีบจะมีประโยชน์หลายประการดังนี้
- เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากการตีบหรือรั่วที่ไหน
- เพื่อตรวจหาความผิดปกติเกี่ยวกับการไหลเวียน
- เพื่อตรวจความผิดปกติอื่นที่อาจจะพบร่วมกัน
- เพื่อตรวจผลเสียที่เกิดจากการรั่วหรือตีบ
- ประเมินขนาดของรูรั่วหรือตีบ
- ประเมินการทำงานของหัวใจ
- ประเมินการทำงานหรือรูรั่วไว้เพื่อเปรียบเทียบ
- ประเมินผู้ป่วยหลังการรักษา
แพทย์จะสั่งตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงแก่ผู้ป่วยที่มีเสียงหัวใจผิดปกติทุกคนหรือไม่
แม้ว่าการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงจะมีความปลอดภัยและไม่เจ็บปวด แต่แพทย์ก็ไม่ได้ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงทุกรายจะเลือกในรายที่มีลักษณะดังนี้
- มีเสียงหัวใจผิดปกติร่วมกับอาการของโรคปอดหรือหัวใจ
- ผู้ป่วยไม่มีอาการและมีเสียงหัวใจผิดปกติและสงสัยว่าเกิดจากความผิดปกติทางโครงสร้างของหัวใจ
ภาวะหรือโรคที่ทำให้เกิดเสียงฟู่(Murmurs) ได้แก่
- ลิ้นหัวใจตีบ stenosis
- ลิ้วหัวใจรั่ว Regurgitation
- ลิ้นหัวใจหย่อน Mitral valve Prolapse
- ลิ้นหัวใจอักเสบ Infective Endocarditis
- ลิ้นหัวใจเทียม Prosthetic Valves
- ผนังหัวใจรั่ว
- เมื่อคุณมีอาการเจ็บหน้าอก
แม้ว่าอาการเจ็บหน้าอกจะเป็นอาการที่สำคัญของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเส้นเลือดแดงไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ แต่อาการเจ็บหน้าอกก็อาจจะเกิดจากโรคหัวใจชนิดอื่น เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนา hypertrophic
cardiomyopathy, ลิ้นหัวใจตีบ valvular aortic stenosis,หลอดเลือดแดงใหญ่แตก aortic dissection,
เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ pericarditis, ลิ้นหัวใจหย่อน MVP, and ลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดในปอด acute pulmonary embolism,ดังนั้นการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงจะมีประโยชน์เพื่อแยกอาการเจ็บหน้าอกว่ามาจากหัวใจหรือจากที่อื่น
ข้อบ่งชี้ในการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเมื่อผู้ป่วยเจ็บหน้าอก
- เพื่อตรวจดูว่ามีโรคหัวใจอยู่หรือไม่ เช่นลิ้นหัวใจตีบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเป็นต้น
- เมื่อผู้ป่วยเจ็บหน้าอก และการตรวจวินิจฉัยอย่างอื่นไม่ช่วยในการวินิจฉัย การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงในขณะเจ็บหน้าอกหรือหลังเจ็บหน้าอกไม่กี่นาทีจะช่วยวินิจฉัยโรค
- เมื่อสงสัยว่าหลอดเลือดแดงใหญ่จะแตก aortic dissection
- เมื่อผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอก และให้การรักษาอย่างอื่นแล้วไม่ดีขึ้น
- กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงในโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดร่วมกับการตรวจ Doppler จะช่วยในการวินิจฉัยได้มาก เราแบ่งโรคหัวใจขาดเลือดออกเป็น
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน อ่านที่นี่
การตรวจหัวใจโรคหัวใจวายหรือโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อหัวใจ
การตรวจ Echo มีประโยชน์มากในการประเมินการทำงานของหัวใจ การตรวจนี้สามารถบอกว่ากล้ามเนื้อหัวใจหนาเท่าใด หัวใจโตหรือไม่ กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวดีหรือไม่ โรคหรือกลุ่มอาการที่การตรวจ Echo ประโยชน์ของการตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูงคือ
- ประเมินการทำงานของหัวใจโดยการดู Ejaction fraction (ปริมาณเลือดที่บีบตัวออกแต่ละครั้งเมื่อเทียบกับปริมาณเลือดในหัวใจ)
- ประเมินดูว่ากล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนมีการทำงานผิดปกติหรือไม่(regional Left ventricular function)
กลุ่มโรคที่จะตรวจด้วยคลื่นความถี่สูง
- ผู้ป่วยที่มีอาการบวมและหอบเหนื่อย
อาการบวมเกิดจากโรคหัวใจ ตับ ไต โรคหัวใจที่ทำให้เกิดบวมได้แก่ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ และโรคที่เยื่อหุ้มหัวใจ การใช้ Echo จะช่วยบอกว่าอาการบวมนี้เกิดจากโรคหัวใจหรือไม่
- ผู้ป่วยที่มาด้วยอาการของโรคหัวใจวาย หัวใจวายเป็นภาวะที่บอกว่าหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอย่างพอเพียงทำให้เกิดกลุ่มอาการและอาการแสดง (รายละเอียดอ่านที่นี่ ) การจะบอกว่วหัวใจวายเกิดจากโรคอะไรจะต้องใช้ echo ช่วยการวินิจฉัย ภาวะหัวใจวายอาจจะเกิดจากหัวใจบีบตัวไม่ดีเราเรียก systolic dysfunction เช่นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูง ส่วนโรคหัวใจวายที่เกิดจากหัวใจคลายตัวไม่ดีเราเรียก dyastolic dysfunction เช่นโรคที่กล้ามเนื้อหัวใจหนา
- Hypertrophic Cardiomyopathy โรคนี้กล้ามเนื้อหัวใจจะหนามากทำให้เกิดอาการหัวใจวาย
- ดูหัวใจห้องขวา
การใช้เครื่อง Echocardiography ในการตรวจโรคเยื่อหุ้มหัวใจ
ประโยชน์ของการตรวจ echo มีดังนี้
- ตรวจหาน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ pericardial effusion
- ตรวจภาวะน้ำบีบหัวใจ cardiac temponade หมายถึงภาวะที่มีน้ำในช่องเยื่อหุ่มหัวใจมากจนกระทั่งเลือดไม่สามารถไหลกลับเข้าหัวใจ เกิดอาการหัวใจวาย
- ตรวจหาความหนาของเยื่อหุ้มหัวใจ
- ตรวจหาภาวะเยื่อหุ้มหัวใจไม่ขยาย constrictive pericarditis
การใช้เครื่อง Echocardiography ในการตรวจโรคเนื้องอกหัวใจ
สามารถตรวจหาเนื้องอกในหัวใจทั้งห้องบนและห้องล่างรวมทั้งเนื้องอกที่แพร่กระจายมาจากที่อื่น
การใช้เครื่อง Echocardiography ในการตรวจโรคหลอดเลือดแดง
โรคที่ได้ประโยชน์คือ
- Aortic Aneurysm
- Aortic Dissection
- Aortic Intramural Hematoma
- Aortic Rupture and Thoracic
Degenerative Disease
- โรคของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงปอด Pulmonary vein
การใช้ ehocardiography ในการตรวจผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
- ประโยชน์ช่วยในการวินิจฉัยว่ากล้ามเนื้อหัวใจหนาหรือไม่ เพราะผู้ที่มีกล้ามเนื้อหัวใจหนาจะมีผลสู้คนที่หัวใจปกติไม่ได้
- ช่วยในการหา Ejaction
- ประโยชน์ช่วยวินิจฉัยหัวใจวาย
- ประโยชน์ในการหาโรคแทรกซ้อน เช่นเส้นเลือดหัวใจตับ
การใช้ ehocardiography ในการตรวจผู้ป่วยโรคเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ
ผู้ป่วยที่มาอาการอ่อนแรงของแขนขามีสาเหตุใหญ่สมองประการคือ สมองขาดเลือด และเส้นเลือดสมองแตก ส่วนสมองขาดเลือดก็มีสาเหตุสองประการคืคเส้นเลือดตีบและมีลิ่มเลือดลอยไปอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง สาเหตุของลิ่มเลือดนี้เกิดในหัวใจเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะโรคหัวใจดังต่อไปนี้
- Mitral stenosis
- Dilated cardiomyopathy
- Left ventricular aneurysm
- Atrial septal aneurysm
- Left ventricular thrombus
- Patent foramen ovale
- Mitral valve prolapse
- Aortic atheroma
- Vegetation
- Atrial septal defect
ผู้ป่วยที่หัวใจเต้นผิดปกติหรือมีอาการใจสั่น
หัวใจเต้นผิดปกติหรืออาการใจสั่นอาจจะเกิดจากระบบการสร้างไฟฟ้าหัวใจหรือทางเดินไฟฟ้าในหัวใจ หรืออาจจะเกิดจากโรคหัวใจก็ได้ การใช้ echo เพื่อตรวจว่าหัวใจมีโรคหรือไม่ และเพื่อวางแผนในการรักษา การตรวจ echo จะมีประโยชน์มากในการตรวจหัวใจภาวะดังต่อไปนี้คือ atrial fibrillationหรือ flutter, re-entrant
tachycardias, ventricular tachycardia, หรือ ventricular fibrillation.
สำหรับผู้ที่มีการเต้นผิดปกติแบบ atrial หรือ ventricular premature beats. จะทำการตรวจในรายที่สงสัยว่าจะมีโรคหัวใจเท่านั้น หรือผู้ป่วยมีความกังวลมาก
การตรวจเช็คหัวใจด้วยเครื่อง echo
การตรวจเช็คร่างกายหรือหัวใจโดยที่ไม่มีอาการจะต้องมีหลักดังนี้
- การตรวจนั้นต้องมีความแม่นยำสูง โรคแทรกซ้อนต่ำ มีใช้ทั่วไป
- โรคหรือภาวะที่เราจะตรวจจะต้องมีนัยทางสถิติ กล่าวคือเป็นภาวะที่พบได้บ่อยพอสมควร
- โรคหรือภาวะที่พบมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการรักษาหรือพยากรณ์โรคหรือไม่
นอกจากนั้นการใช้ echocardiography ยังมีประโยชน์ในการตรวจโรคหัวใจอีกมากเช่น การตรวจโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด การตรวจหัวใจก่อนการผ่าตัด หรือการตรวจหัวใจผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุทางทรวงอกเป็นต้น
การตรวจ Echocardiograpy มีกี่แบบ
Transthoracic echocardiogram (TTE)
Transesophageal echocardiogram (TEE)
Stress echocardiogram
การทำจะมีความเจ็บปวดหรือไม่
การตรวจ Echocardiography เป็นการตรวจที่ไม่มีควมเจ็บปวดอะไรเลย เพียงคุณอาจจะเมื่อยเพราะต้องนอนตะแคงแต่ก็ใช้เวลาไม่มาก และอาจจะเหนียวบริเวณหน้าอกเนื่องจากเจลที่ทำลงบริเวณที่จะตรวจ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเหนื่อหอบจากหัวใจวายก็อาจจะมีปัญหาเรื่องนอนราบไม่ได้
การตรวจจะบอกอะไรได้บ้าง
|
|
ปกติ
|
ผิดปกติ
|
|
กล้ามเนื้อหัวใจ
|
- ผนังหัวใจไม่หนา การเคลื่อนไหวปกติ ช่องหัวใจไม่โต
|
- กล้ามเนื้อหัวใจอาจจะหนา หรือบาง การเคลื่อนไหวน้อย หัวใจโต
|
|
ลิ้นหัวใจ
|
- เคลื่อนไหวปกติ ไม่มีตีบหรือรั่ว ไม่มีการติดเชื้อ
|
- ลิ้นอาจจะตีบหรือรั่ว หรือมีการติดเชื้อ
|
|
การทำงานของหัวใจ
|
- Ejection Fraction คือการประเมินว่าหัวใจทำงานดีหรือไม่ ปกติหัวใจจะบีบเลือดได้มากกว่า 50% ของปริมาณเลือดในหัวใจ
|
- หากการบีบตัวน้อยหมายถึงมีภาวะหัวใจวาย
|
|
ช่องเยื่อหุ้มหัวใจ
|
- ไม่มีน้ำในช่องหุ้นเยื่อหัวใจ
|
- มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ
|
|
ภายใจหัวใจ
|
|
|
การตรวจ Doppler Chocardiography
การตรวจนี้จะอาศัยพื้นฐานการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียง echocardiography ร่วมกับการตรวจวัดปริมาณ ความเร็ว และทิศทางของการไหลเวียนของเลือดในหัวใจ
|