Particulate Matter (PM) Basics

 

What is PM, and how does it get into the air?Size

ฝุ่น Particulate Matter คืออะไร

PM หรือที่เรียกว่า particulate matter เป็นอนุภาคเล็กๆที่ประกอบด้วยของแข็ง และน้ำที่พบในอากาศ ส่วนประกอบที่สำคัญได้แก่ กรด ( nitrate ,sulfate) สารเคมี โลหะ สารก่อภูมิแพ้ รา อนุภาคบางอย่างมีขนาดใหญ่เห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น ฝุ่น ผง ควัน เขม่า แต่อนุภาคบางชนิดมีขนาดเล็กมากไม่สามารถมองด้วยตาเล่าต้องใช้กล้องขยาย PM หรือที่เรียกว่า particulate matter แบ่งอกเป็น Size comparisons for PM particles

  • PM10  เป็นอนุภาคที่มีขนาด 2.5 ถึง 10 micrometers ซึ่งมีผลต่อสุขภาพอนุภาคจะเข้าไปในปอด และบางส่วนเข้าไปในหลอดเลือดทำให้เกิดโรคปอด หัวใจและหลอดเลือด
  • PM2.5 เป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 micrometersเมื่อเทียบกับเส้นผมจะมีขนาดเล็กกว่า 30 เท่าฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 micrometers ซึ่งสามารถเข้าหลอดเลือดและเกิดผลเสียต่อสุขภาพมากที่สุด

ฝุ่นพิษมาจากไหน

ฝุ่นที่พบในอากาศมีด้วยกันหลายขนาดและมีสารเคมีหลายชนิดซึ่งอาจจะเกิดจากการก่อสร้าง ถนน การเผา โรงงาน อุตสาหกรรม สารเคมีที่สำคัญได้แก่ sulfur dioxide ,nitrogen oxides

ผลเสียของฝุ่นพิษ

ฝุ่นพิษหรือ Particulate matter PM มีด้วยกันหลายขนาดเมื่ออยู่ในอากาศก็ทำให้ทัศนวิสัยไม่ดี ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 micrometers สามารถเข้าถึงปอด โดยเฉพาะ อ่านเรื่องผลเสียต่อสุขภาพ

การป้องกันฝุ่น PM

การป้องกันส่วนบุคคลทำได้โดยต้องติดตามคุณภาพของอากาศ ซึ่งจะรายงานคุณภาพของอากาศภายนอกบ้านพร้อมทั้งคำแนะนำการปฏิบัติตัว

ใครที่เสี่ยงต่อฝุ่น PM2.5

ผู้ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ผู้สูงอายุ เด็ก โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายซึ่งจะทำให้ได้รับปริมาณฝุ่นเพิ่มมากขึ้น จะเห็นได้ว่าผลเสียของฝุ่นจะเกิดทุกช่วงเวลา ในเด็กเล็กจะพบได้บ่อย วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่จะมีผลกระทบลดลง แต่พบมากในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

  • ผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจวาย โรคหอบหืดและโรคปอดเรื้อรัง เมื่อได้รับฝุ่นมากก็อาจจะกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานก็เสี่ยงเนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะมีโรคความดันโรคหัวใจร่วมด้วย
  • ผู้สูงอายุก็มีความเสี่ยงเนื่องจากผู้สูงอายุมักจะมีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคปอด เมื่อมีปริมาณฝุ่นมากผู้ป่วยสูงอายุจะมีอัตราการนอนโรงพยาบาลเพิ่ม
  • เด็กเนื่องจากปอดเด็กยังไม่พัฒนาเต็มที่และเด็กมีกิจกรรมมากทำให้เด็กได้รับปริมาณฝุ่นมากทำให้เกิดโรคระบบหายใจกำเริบ

ผลกระทบของฝุ่นต่อสุขภาพ

ผลกระทบต่อสุขภาพมีทั้งแบบเรื้อรังและแบบเฉียบพลัน

  • ผลกระทบแบบเรื้อรังพบในผู้ที่อาศัยในบริเวณที่มีฝุ่นปริมาณมากจะทำให้การทำงานของปอดลดลง และเสียชีวิตก่อนวัย
  • ส่วนผลกระทบเฉียบพลัน ฝุ่นจะทำให้เกิดกำเริมของโรคปอดเช่น โรคหอบหืดกำเริบ ถุงลมโป่งพอง ปอดอักเสบ สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจอาจจะทำให้โรคหัวใจกำเริบ

อาการของผู้ที่ได้รับฝุ่น

สำหรับผู้ที่ร่างกายแข็งแรงอาจจะมีอาการเคืองตา น้ำตาไหล คัดจมูกน้ำมูกไหล มีเสมหะ แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย สำหรับผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรังจะมีอาการแน่นหน้าอก ไอ มีเสมหะเมื่อหายใจลึกๆ หายใจเร็วเหนื่อยง่ายบางครั้งอาจจะหายใจเสียงดังหวีด ผู้ป่วยโรคหอบหืดจะทำให้อาการหอบกำเริบ สำหรับผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอาจจะมีการกำเริบโดยที่ไม่มีอาการเตือน

จะหลีกเลี่ยงฝุ่นได้อย่างไร

  • สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายต้องเลือกเวลาที่ฝุ่นน้อย
  • หากมีปริมาณฝุ่นมากให้ออกกำลังในบ้าน หรืออย่าออกกำลังกายอย่างหนักเช่นให้เดินแทนการวิ่ง

คุณภาพของอากาศ

 ดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) เป็นการรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศในรูปแบบที่ง่ายต่อความเข้าใจของประชาชนทั่วไป เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนได้รับทราบถึงสถานการณ์มลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่ว่าอยู่ในระดับใด มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยหรือไม่ ดัชนีคุณภาพอากาศ 1 ค่า ใช้เป็นตัวแทนค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศ 6 ชนิด ได้แก่

  • ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เป็นฝุ่นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน เกิดจากการเผาไหม้ทั้งจากยานพาหนะ การเผาวัสดุการเกษตร ไฟป่า และกระบวนการอุตสาหกรรม สามารถเข้าไปถึงถุงลมในปอดได้ เป็นผลทําให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ และโรคปอดต่างๆ หากได้รับในปริมาณมากหรือเป็นเวลานานจะสะสมในเนื้อเยื่อปอด ทําให้การทํางานของปอดเสื่อมประสิทธิภาพลง ทําให้หลอดลมอักเสบ มีอาการหอบหืด
  • ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เป็นฝุ่นที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 10 ไมครอน เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง การเผาในที่โล่ง กระบวนการอุตสาหกรรม การบด การโม่ หรือการทําให้เป็นผงจากการก่อสร้าง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเนื่องจากเมื่อหายใจเข้าไปสามารถเข้าไปสะสมในระบบทางเดินหายใจ
  • ก๊าซโอโซน (O3) เป็นก๊าซที่ไม่มีสีหรือมีสีฟ้าอ่อน มีกลิ่นฉุน ละลายน้ำได้เล็กน้อย เกิดขึ้นได้ทั้งในระดับบรรยากาศชั้นที่สูงจากผิวโลก และระดับชั้นบรรยากาศผิวโลกที่ใกล้พื้นดิน ก๊าซโอโซนที่เป็นสารมลพิษทางอากาศคือก๊าซโอโซนในชั้นบรรยากาศผิวโลก เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย โดยมีแสงแดดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยก่อให้เกิดการระคายเคืองตาและระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจและเยื่อบุต่างๆ ความสามารถในการทำงานของปอดลดลง เหนื่อยเร็ว โดยเฉพาะในเด็ก คนชรา และคนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง
  • ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เป็นก๊าซที่ไม่มีสี กลิ่น และรส เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ ก๊าซนี้สามารถสะสมอยู่ในร่างกายได้โดยจะไปรวมตัวกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าออกซิเจนประมาณ 200-250 เท่า เมื่อหายใจเข้าไปทำให้ก๊าซชนิดนี้จะไปแย่งจับกับฮีโมโกลบินในเลือด เกิดเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (CoHb) ทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายลดน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย และหัวใจทำงานหนักขึ้น
  • ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เป็นก๊าซที่ไม่มีสีและกลิ่น ละลายน้ำได้เล็กน้อย มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ อุตสาหกรรมบางชนิด เป็นต้น ก๊าซนี้มีผลต่อระบบการมองเห็นและผู้ที่มีอาการหอบหืดหรือ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
  • ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) เป็นก๊าซที่ไม่มีสี หรืออาจมีสีเหลืองอ่อนๆ มีรสและกลิ่นที่ระดับความเข้มข้นสูง เกิดจากธรรมชาติและการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีกำมะถัน (ซัลเฟอร์) เป็นส่วนประกอบ สามารถละลายน้ำได้ดี สามารถรวมตัวกับสารมลพิษอื่นแล้วก่อตัวเป็นอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กได้ ก๊าซนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ หากได้รับเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังได้้

      ดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ตั้งแต่ 0 ถึง 201 ขึ้นไป ซึ่งแต่ละระดับจะใช้สีเป็นสัญญลักษณ์เปรียบเทียบระดับของผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยดัชนีคุณภาพอากาศ 100 จะมีค่าเทียบเท่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป หากดัชนีคุณภาพอากาศมีค่าสูงเกินกว่า 100 แสดงว่าค่าความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศมีค่าเกินมาตรฐานและคุณภาพอากาศในวันนั้นจะเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

คุณภาพของอากาศในบ้านไม่ต่างจากนอกบ้าน หากคุณภาพอากาศนอกบ้านมีฝุ่นมากควรจะติดเครื่องฟอกอากาศในบ้านและไม่เพิ่มปริมาณฝุ่น เช่นการจุดธูป เทียน ยากันยุง การใช้เตาถ่าน การบอกคุณภาพอากาศจะแจ้งออกมาเป็นสีพร้อมคำแนะนำ

 

AQI คุณภาพอากาศ คำแนะนำ
0 - 25 คุณภาพอากาศดีมาก คุณภาพอากาศดีมาก เหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งและการท่องเที่ยว
26 - 50 คุณภาพอากาศดี คุณภาพอากาศดี สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งและการท่องเที่ยวได้ตามปกติ
51 - 100 ปานกลาง ประชาชนทั่วไป : สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ
ผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ : หากมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง
101 - 200 เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ประชาชนทั่วไป : ควรเฝ้าระวังสุขภาพ ถ้ามีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น
ผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ : ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น ถ้ามีอาการทางสุขภาพ เช่น ไอ หายใจลำบาก ตาอักเสบ แน่นหน้าอก ปวดศีรษะ หัวใจเต้นไม่เป็นปกติ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ควรปรึกษาแพทย์
201 ขึ้นไป มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทุกคนควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น หากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์

คุณภาพอากาศกับความเข้มข้นของสารมลพิษในอากาศเหมือนกันหรือไม่

ดัชนีคุณภาพอากาศเป็นการวัดคุณภาพของอากาศ ซึ่งนอกจากฝุ่น PM ยังครอบคลุมถึงก๊าซต่างๆเช่น O3 CO NO2 SO2

AQI PM2.5
(มคก./ลบ.ม.)
PM10
(มคก./ลบ.ม.)
O3
(ppb)
CO
(ppm)
NO2
(ppb)
SO2
(ppb)
เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง เฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อเนื่อง เฉลี่ย 1 ชั่วโมง
0 - 25 0 - 25 0 - 50 0 - 35 0 - 4.4 0 - 60 0 - 100
26 - 50 26 - 37 51 - 80 36 - 50 4.5 - 6.4 61 - 106 101 - 200
51 - 100 38 - 50 81 - 120 51 - 70 6.5 - 9.0 107 - 170 201 - 300
101 - 200 51 - 90 121 - 180 71 - 120 9.1 - 30.0 171 - 340 301 - 400
มากกว่า 200 91 ขึ้นไป 181 ขึ้นไป 121 ขึ้นไป 30.1 ขึ้นไป 341 ขึ้นไป 401 ขึ้นไป

 

 

 

On This Page:


 

What is PM, and how does it get into the air?Size

ฝุ่น Particulate Matter คืออะไร

PM หรือที่เรียกว่า particulate matter เป็นอนุภาคเล็กๆที่ประกอบด้วยของแข็ง และน้ำที่พบในอากาศ ส่วนประกอบที่สำคัญได้แก่ กรด ( nitrate ,sulfate) สารเคมี โลหะ สารก่อภูมิแพ้ รา อนุภาคบางอย่างมีขนาดใหญ่เห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น ฝุ่น ผง ควัน เขม่า แต่อนุภาคบางชนิดมีขนาดเล็กมากไม่สามารถมองด้วยตาเล่าต้องใช้กล้องขยาย PM หรือที่เรียกว่า particulate matter แบ่งอกเป็น Size comparisons for PM particles

  • PM10  เป็นอนุภาคที่มีขนาด 2.5 ถึง 10 micrometers ซึ่งมีผลต่อสุขภาพอนุภาคจะเข้าไปในปอด และบางส่วนเข้าไปในหลอดเลือดทำให้เกิดโรคปอด หัวใจและหลอดเลือด
  • PM2.5 เป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 micrometersเมื่อเทียบกับเส้นผมจะมีขนาดเล็กกว่า 30 เท่าฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 micrometers ซึ่งสามารถเข้าหลอดเลือดและเกิดผลเสียต่อสุขภาพมากที่สุด

ฝุ่นพิษมาจากไหน

ฝุ่นที่พบในอากาศมีด้วยกันหลายขนาดและมีสารเคมีหลายชนิดซึ่งอาจจะเกิดจากการก่อสร้าง ถนน การเผา โรงงาน อุตสาหกรรม สารเคมีที่สำคัญได้แก่ sulfur dioxide ,nitrogen oxides

ผลเสียของฝุ่นพิษ

ฝุ่นพิษหรือ Particulate matter PM มีด้วยกันหลายขนาดเมื่ออยู่ในอากาศก็ทำให้ทัศนวิสัยไม่ดี ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 10 micrometers สามารถเข้าถึงปอด โดยเฉพาะ อ่านเรื่องผลเสียต่อสุขภาพ

การป้องกันฝุ่น PM

การป้องกันส่วนบุคคลทำได้โดยต้องติดตามคุณภาพของอากาศ ซึ่งจะรายงานคุณภาพของอากาศภายนอกบ้านพร้อมทั้งคำแนะนำการปฏิบัติตัว

ใครที่เสี่ยงต่อฝุ่น PM2.5

ผู้ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ผู้สูงอายุ เด็ก โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายซึ่งจะทำให้ได้รับปริมาณฝุ่นเพิ่มมากขึ้น จะเห็นได้ว่าผลเสียของฝุ่นจะเกิดทุกช่วงเวลา ในเด็กเล็กจะพบได้บ่อย วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่จะมีผลกระทบลดลง แต่พบมากในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

  • ผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจวาย โรคหอบหืดและโรคปอดเรื้อรัง เมื่อได้รับฝุ่นมากก็อาจจะกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานก็เสี่ยงเนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะมีโรคความดันโรคหัวใจร่วมด้วย
  • ผู้สูงอายุก็มีความเสี่ยงเนื่องจากผู้สูงอายุมักจะมีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคปอด เมื่อมีปริมาณฝุ่นมากผู้ป่วยสูงอายุจะมีอัตราการนอนโรงพยาบาลเพิ่ม
  • เด็กเนื่องจากปอดเด็กยังไม่พัฒนาเต็มที่และเด็กมีกิจกรรมมากทำให้เด็กได้รับปริมาณฝุ่นมากทำให้เกิดโรคระบบหายใจกำเริบ

ผลกระทบของฝุ่นต่อสุขภาพ

ผลกระทบต่อสุขภาพมีทั้งแบบเรื้อรังและแบบเฉียบพลัน

  • ผลกระทบแบบเรื้อรังพบในผู้ที่อาศัยในบริเวณที่มีฝุ่นปริมาณมากจะทำให้การทำงานของปอดลดลง และเสียชีวิตก่อนวัย
  • ส่วนผลกระทบเฉียบพลัน ฝุ่นจะทำให้เกิดกำเริมของโรคปอดเช่น โรคหอบหืดกำเริบ ถุงลมโป่งพอง ปอดอักเสบ สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจอาจจะทำให้โรคหัวใจกำเริบ

อาการของผู้ที่ได้รับฝุ่น

สำหรับผู้ที่ร่างกายแข็งแรงอาจจะมีอาการเคืองตา น้ำตาไหล คัดจมูกน้ำมูกไหล มีเสมหะ แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย สำหรับผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรังจะมีอาการแน่นหน้าอก ไอ มีเสมหะเมื่อหายใจลึกๆ หายใจเร็วเหนื่อยง่ายบางครั้งอาจจะหายใจเสียงดังหวีด ผู้ป่วยโรคหอบหืดจะทำให้อาการหอบกำเริบ สำหรับผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอาจจะมีการกำเริบโดยที่ไม่มีอาการเตือน

จะหลีกเลี่ยงฝุ่นได้อย่างไร

  • สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายต้องเลือกเวลาที่ฝุ่นน้อย
  • หากมีปริมาณฝุ่นมากให้ออกกำลังในบ้าน หรืออย่าออกกำลังกายอย่างหนักเช่นให้เดินแทนการวิ่ง

คุณภาพของอากาศ

 ดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) เป็นการรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศในรูปแบบที่ง่ายต่อความเข้าใจของประชาชนทั่วไป เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนได้รับทราบถึงสถานการณ์มลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่ว่าอยู่ในระดับใด มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยหรือไม่ ดัชนีคุณภาพอากาศ 1 ค่า ใช้เป็นตัวแทนค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศ 6 ชนิด ได้แก่

  • ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เป็นฝุ่นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน เกิดจากการเผาไหม้ทั้งจากยานพาหนะ การเผาวัสดุการเกษตร ไฟป่า และกระบวนการอุตสาหกรรม สามารถเข้าไปถึงถุงลมในปอดได้ เป็นผลทําให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ และโรคปอดต่างๆ หากได้รับในปริมาณมากหรือเป็นเวลานานจะสะสมในเนื้อเยื่อปอด ทําให้การทํางานของปอดเสื่อมประสิทธิภาพลง ทําให้หลอดลมอักเสบ มีอาการหอบหืด
  • ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เป็นฝุ่นที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 10 ไมครอน เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง การเผาในที่โล่ง กระบวนการอุตสาหกรรม การบด การโม่ หรือการทําให้เป็นผงจากการก่อสร้าง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเนื่องจากเมื่อหายใจเข้าไปสามารถเข้าไปสะสมในระบบทางเดินหายใจ
  • ก๊าซโอโซน (O3) เป็นก๊าซที่ไม่มีสีหรือมีสีฟ้าอ่อน มีกลิ่นฉุน ละลายน้ำได้เล็กน้อย เกิดขึ้นได้ทั้งในระดับบรรยากาศชั้นที่สูงจากผิวโลก และระดับชั้นบรรยากาศผิวโลกที่ใกล้พื้นดิน ก๊าซโอโซนที่เป็นสารมลพิษทางอากาศคือก๊าซโอโซนในชั้นบรรยากาศผิวโลก เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย โดยมีแสงแดดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยก่อให้เกิดการระคายเคืองตาและระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจและเยื่อบุต่างๆ ความสามารถในการทำงานของปอดลดลง เหนื่อยเร็ว โดยเฉพาะในเด็ก คนชรา และคนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง
  • ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เป็นก๊าซที่ไม่มีสี กลิ่น และรส เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ ก๊าซนี้สามารถสะสมอยู่ในร่างกายได้โดยจะไปรวมตัวกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าออกซิเจนประมาณ 200-250 เท่า เมื่อหายใจเข้าไปทำให้ก๊าซชนิดนี้จะไปแย่งจับกับฮีโมโกลบินในเลือด เกิดเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (CoHb) ทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายลดน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย และหัวใจทำงานหนักขึ้น
  • ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เป็นก๊าซที่ไม่มีสีและกลิ่น ละลายน้ำได้เล็กน้อย มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ อุตสาหกรรมบางชนิด เป็นต้น ก๊าซนี้มีผลต่อระบบการมองเห็นและผู้ที่มีอาการหอบหืดหรือ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
  • ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) เป็นก๊าซที่ไม่มีสี หรืออาจมีสีเหลืองอ่อนๆ มีรสและกลิ่นที่ระดับความเข้มข้นสูง เกิดจากธรรมชาติและการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีกำมะถัน (ซัลเฟอร์) เป็นส่วนประกอบ สามารถละลายน้ำได้ดี สามารถรวมตัวกับสารมลพิษอื่นแล้วก่อตัวเป็นอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กได้ ก๊าซนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ หากได้รับเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังได้้

      ดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ตั้งแต่ 0 ถึง 201 ขึ้นไป ซึ่งแต่ละระดับจะใช้สีเป็นสัญญลักษณ์เปรียบเทียบระดับของผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยดัชนีคุณภาพอากาศ 100 จะมีค่าเทียบเท่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป หากดัชนีคุณภาพอากาศมีค่าสูงเกินกว่า 100 แสดงว่าค่าความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศมีค่าเกินมาตรฐานและคุณภาพอากาศในวันนั้นจะเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

คุณภาพของอากาศในบ้านไม่ต่างจากนอกบ้าน หากคุณภาพอากาศนอกบ้านมีฝุ่นมากควรจะติดเครื่องฟอกอากาศในบ้านและไม่เพิ่มปริมาณฝุ่น เช่นการจุดธูป เทียน ยากันยุง การใช้เตาถ่าน การบอกคุณภาพอากาศจะแจ้งออกมาเป็นสีพร้อมคำแนะนำ

 

AQI คุณภาพอากาศ คำแนะนำ
0 - 25 คุณภาพอากาศดีมาก คุณภาพอากาศดีมาก เหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งและการท่องเที่ยว
26 - 50 คุณภาพอากาศดี คุณภาพอากาศดี สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งและการท่องเที่ยวได้ตามปกติ
51 - 100 ปานกลาง ประชาชนทั่วไป : สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ
ผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ : หากมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง
101 - 200 เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ประชาชนทั่วไป : ควรเฝ้าระวังสุขภาพ ถ้ามีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น
ผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ : ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น ถ้ามีอาการทางสุขภาพ เช่น ไอ หายใจลำบาก ตาอักเสบ แน่นหน้าอก ปวดศีรษะ หัวใจเต้นไม่เป็นปกติ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ควรปรึกษาแพทย์
201 ขึ้นไป มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทุกคนควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น หากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์

คุณภาพอากาศกับความเข้มข้นของสารมลพิษในอากาศเหมือนกันหรือไม่

ดัชนีคุณภาพอากาศเป็นการวัดคุณภาพของอากาศ ซึ่งนอกจากฝุ่น PM ยังครอบคลุมถึงก๊าซต่างๆเช่น O3 CO NO2 SO2

AQI PM2.5
(มคก./ลบ.ม.)
PM10
(มคก./ลบ.ม.)
O3
(ppb)
CO
(ppm)
NO2
(ppb)
SO2
(ppb)
เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง เฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อเนื่อง เฉลี่ย 1 ชั่วโมง
0 - 25 0 - 25 0 - 50 0 - 35 0 - 4.4 0 - 60 0 - 100
26 - 50 26 - 37 51 - 80 36 - 50 4.5 - 6.4 61 - 106 101 - 200
51 - 100 38 - 50 81 - 120 51 - 70 6.5 - 9.0 107 - 170 201 - 300
101 - 200 51 - 90 121 - 180 71 - 120 9.1 - 30.0 171 - 340 301 - 400
มากกว่า 200 91 ขึ้นไป 181 ขึ้นไป 121 ขึ้นไป 30.1 ขึ้นไป 341 ขึ้นไป 401 ขึ้นไป

Learn about how air quality standards help reduce PM.

วิธีการลดการสูดดมฝุ่น

ให้ดูข้อมูลคุณภาพอากาศจะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น การรายงานคุณภาพอากาศ ซึ่งจะรายงานเป็นสี และในแต่ละสีก็จะมีคำแนะนำว่าควรจะปฎิบัติตัวอย่างไร

The importance of the effect of air pollution on public health is reflected by the inclusion of an indicator of mortality associated with air pollution in the Public Health Outcomes Framework. This will enable Directors of Public Health to appropriately prioritise action on air quality in their local area. The Public Health Outcomes Framework indicator reflects the fraction of all-cause adult mortality attributable to long-term exposure to current levels of anthropogenic particulate air pollution. The baseline data for the indicator have been calculated for each upper tier local authority in England based on modelled concentrations of fine particulate air pollution (PM2.5) in 2010.  Estimates of the percentage of mortality attributable to long term exposure to particulate air pollution in local authority areas range from around 4% in rural areas to over 8% in cities, where pollution levels are highest.  These calculations of the mortality burden associated with particulate air pollution will be updated periodically.

The Defra and Public Health England Briefing for Directors of Public Health (Air Pollution) toolkit provides details on how local authorities can use the Public Health Outcomes Indicator to specify appropriate mitigation measures to reduce the impact of both short term and long term exposure of air pollution. The guide emphasises the importance of communication and engagement amongst all relevant local stakeholders on air quality issues.

The main pollutants of concern in the UK are particulate matter (PM), oxides of nitrogen (NOx), and ground level ozone (O3). Other important air pollutants relevant to public health include sulphur dioxide (SO2), non-methane volatile organic compounds (NMVOCs) and ammonia (NH3). This briefing is concerned mainly with fine particulate matter (PM2.5) as it has the biggest impact on public health and is the pollutant on which the PHOF indicator is based. Information on other pollutants is available from the .GOV.UK website.  

Further Information 

UK Compliance Study Action

 

Public Health: Sources and Effects of PM2.5

What is Particulate Matter? What is PM2.5?  Particulate matter (PM) is a term used to describe the mixture of solid particles and liquid droplets in the air.  It can be either human-made or naturally occurring. Some examples include dust, ash and sea-spray. Particulate matter (including soot) is emitted during the combustion of solid and liquid fuels, such as for power generation, domestic heating and in vehicle engines. Particulate matter varies in size (i.e. the diameter or width of the particle). PM2.5 means the mass per cubic metre of air of particles with a size (diameter) generally less than 2.5 micrometres (µm). PM2.5 is also known as fine particulate matter  (2.5 micrometres is one 400th of a millimetre).

Health Effects of PM: Inhalation of particulate pollution can have adverse health impacts, and there is understood to be no safe threshold below which no adverse effects would be anticipated [1].  The biggest impact of particulate air pollution on public health is understood to be from long-term exposure to PM2.5, which increases the age-specific mortality risk, particularly from cardiovascular causes. Several plausible mechanisms for this effect on mortality have been proposed, although it is not yet clear which is the most important.  Exposure to high concentrations of PM (e.g. during short-term pollution episodes) can also exacerbate lung and heart conditions, significantly affecting quality of life, and increase deaths and hospital admissions. Children, the elderly and those with predisposed respiratory and cardiovascular disease, are known to be more susceptible to the health impacts from air pollution [2].  Potential mechanisms by which air pollution could cause cardiovascular effects are described in the Committee on the Medical Effects of Air Pollution (COMEAP) report “Cardiovascular Disease and Air Pollution” (2006) (PDF, 1.75MB, 215 pages).

Sources of PM2.5: Human-made sources of PM2.5 are more important than natural sources, which make only a small contribution to the total concentration. Within UK towns and cities, emissions of PM2.5 from road vehicles are an important source. Consequently, levels of PM2.5 (and population exposure) close to roadsides are often much higher than those in background locations. In some places, industrial emissions can also be important, as can the use of non-smokeless fuels for heating and other domestic sources of smoke such as bonfires. Under some meteorological conditions, air polluted with PM2.5 from the continent may circulate over the UK – a condition known as the long range transportation of air pollution. Long range transport, together with pollution from local sources, can result in short term episodes of high pollution which might have an impact on the health on those sensitive to high pollution.

In addition to these direct (i.e. primary) emissions of particles, PM2.5 can also be formed from the chemical reactions of gases such as sulphur dioxide (SO2) and nitrogen oxides (NOx: nitric oxide, NO plus nitrogen dioxide, NO2); these are called secondary particles. Measures to reduce the emissions of these precursor gases are therefore often beneficial in reducing overall levels of PM2.5.

Primary emissions of PM, the formation of secondary PM within the UK and long range transport of pollution from outside the UK all contribute to regional PM levels across the UK. Local primary emissions are also important in urban areas.

Percentage contributions to modelled annual mean ambient PM2.5 concentrations at urban background locations.

Figure 1. Percentage contributions to modelled annual mean ambient PM2.5 concentrations at urban background [3] locations [4].(Urban non-traffic emissions include: industrial, commercial and domestic emissions.  “Regional UK” refers to national emissions in non-urban areas).

Distribution of air pollution:With the exception of ozone, concentrations of air pollutants are generally higher in urban than rural areas.  For PM2.5, there is a gradient in concentration across the country with higher concentrations found in the South East than other areas.  Within cities, air quality (particularly in relation to concentrations of PM10 and NO2) tends to be worse close to busy roads, where poorer communities often live.

Further Information 

UK Compliance Study Action Plans

Air Pollution in the UK 2016


[1] Air Quality Guidelines, Global Update 2005, World Health Organization (2006) (PDF, 3.8MB, 496 pages)

[2] Air Quality and Health Question and Answer, World Health Organisation (PDF, 49.5KB, 3 pages)

[3] Urban background is an urban location distanced from sources and therefore broadly representative of citywide background conditions, for example, elevated locations, parks and urban residential areas.

[4] UK modelling under the Air Quality Directive (2008/50/EC) (PDF, 8.97MB, 235 pages)

You may also be 
interested in...

For Help or problems
with these pages...

Contact the Helpdesk 
on 0800 032 7953
or 

Public Health: Role for Public Health Professionals

Role for Public Health Professionals: Public Health professionals are well placed to work with local communities and front line professionals to raise awareness of the health impact of poor air quality, support measures to reduce pollution and encourage lifestyle adaptations to reduce the risk to individuals and to their families, for example through advice on selecting walking routes away from the most polluted streets and information about air pollution messaging services such as AirText in London or AirAlert in the South East.

 Public Health professionals can also help to:

  • explain to their local population the long term impacts of air pollution on health;
  • communicate short term air pollution episodes with the public and tailor messages to target those members of the public particularly susceptible to air pollution;
  • raise understanding that improving air quality would help to improve healthy life expectancy and reduce early death from cardio-respiratory diseases;
  • work with others to promote initiatives to facilitate active travel (for example Healthy Schools Programmes, school travel plans; cycle to work schemes etc; 
  • raise awareness of the need to improve air quality through linking to other public health issues such as obesity and through working with Health and Wellbeing Boards to include air quality in Joint Strategic Needs Assessments and Health and Wellbeing Strategies; and
  • engage the media to provide credible briefings to spread awareness.

The Defra and Public Health England Briefing for Directors of Public Health (Air Pollution) toolkit helps to provide strategies for communicating air quality impacts to the public. Six principles have been identified which will help improve the understanding of air pollution issues and ensure people are aware of how they can protect themselves from health impacts. Air quality issues should be tailored to specific local areas to make the problems relatable. Public health professionals can help local authorities disseminate the local air quality issues amongst local stakeholders.

There are many benefits from local action to control air pollution: Active travel, such as walking and cycling, has the health benefit of increased fitness and helps reduce obesity and cardio vascular disease. The black carbon (soot) component of fine particulate matter makes a significant contribution to climate change. In addition, the soiling effect of PM may create a public nuisance, degrade materials and affect property and amenity value. Indirectly, actions taken to reduce pollutant concentrations lead to improved quality of life and the enhancement of the natural environment.

Air Pollution forecasting: As an additional measure, providing early warning of elevated pollutant concentrations allows individuals that might be particularly vulnerable to the short-term effects of air pollution (e.g. asthmatics or those with pre-existing lung or heart conditions) to be alerted so that they can reduce strenuous activity outdoors.  Such alerts can also help to anticipate increased demand for medical services.  Public information services and pollution forecasts are provided throughout the UK and for some local areas. Public Health professionals can also help local authorities in promoting actions to improve air quality by highlighting the health impact of poor air quality in their local areas, in order to further assist with the aim of changing behaviour.

Further Information 

ในปัจจุบันประชาชน 9 ใน 10 คนกำลังเผชิญกับคุณภาพอากาศที่มีมลพิษเกินค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO) กำหนดไว้ ทั้งนี้ WHO ยังอัพเดทสถานการณ์ว่าในแต่ละปีมีผู้คนประมาณ 7 ล้านคนเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศอีกด้วย มลพิษทางอากาศที่มีอันตรายต่อสุขภาพมากที่สุด คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในปีพ.ศ. 2561 มีพื้นที่ 28 แห่งจาก 53 แห่ง (ใน 29 จังหวัด) ที่มีความเข้มข้นของ PM2.5 เฉลี่ยรายปีเกินมาตรฐานในบรรยากาศของประเทศไทยซึ่งกำหนดไว้ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กและพื้นที่เมืองทั้ง 53 แห่ง และยังมีความเข้มข้นของ PM2.5 เฉลี่ยรายปีเกินค่าตามคำแนะนำองค์การอนามัยโลกซึ่งกำหนดไว้ที่ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร

PM2.5 ที่คุกคามพวกเรามาจากไหน?

PM2.5 มาจากทั้งแหล่งกำเนิดปฐมภูมิ เช่น การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การเผาในที่โล่งและอุตสาหกรรมการผลิต และแหล่งกำเนิดแบบทุติยภูมิ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศโดยมีสารกลุ่มซัลเฟอร์หรือกลุ่มไนโตรเจนและแอมโมเนียเป็นสารตั้งต้น ดังนั้น การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนจากแหล่งกำเนิดต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลและการผลิตทางอุตสาหกรรม เมื่อเกิดการรวมตัวกันในบรรยากาศจะมีผลต่อการก่อตัวของ PM2.5 ขั้นทุติยภูมิอีกด้วย

ฝุ่น PM2.5 ทำร้ายตัวเราอย่างไร?

ฝุ่น PM2.5 ถูกพิจารณาว่าเป็นมลพิษที่มีผลกระทบกับสุขภาพมากที่สุดในบรรดามลพิษทางอากาศโดยทั่วไป เนื่องด้วยขนาดที่เล็กมาก  PM2.5 สามารถเข้าไปสู่ระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ได้ และจากนั้นก็ไปทั่วร่างกาย เป็นสาเหตุของผลกระทบด้านสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาวมากมาย จากข้อมูล State of Global Air ระบุว่า  PM2.5 ก่อให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประเทศไทยประมาณ 37,500 ราย นี่คือวิกฤตด้านสาธารณสุขโดยที่เด็ก คนสูงวัยและกลุ่มประชากรเสี่ยงในสังคมได้รับผลกระทบมากที่สุด

ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มีขนาดเล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางของ เส้นผมมนุษย์สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอดและกระแสเลือดโดยตรง ส่งผล อันตรายต่อกระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกายและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง

จากการศึกษาโดย Institute for Health and Evaluation, University of Washington สนับสนุนโดย ธนาคารโลก พบว่า มลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยร่วมที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆเนื่องจากมีส่วนประกอบของสาร เคมีหลายชนิดทั้งที่เป็นสารระคายเคืองไปจนถึงสารก่อมะเร็งจึงเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งปอด และโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนล่าง สำหรับก๊าซโอโซนเป็นสารระคายเคืองปอด ทำให้ปอดติดเชื้อง่าย จึงเป็นปัจจัยร่วมอันก่อให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

การเข้าถึงอากาศสะอาดเป็นสิทธิของทุกคน กรีนพีซเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษยกระดับค่ามาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไปของประเทศไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายสูงสุดตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก เพื่อปกป้องสุขภาพและชีวิตของประชาชน

 

ชุมชนเมืองโดยเฉพาะเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น มีการใช้รถยนต์รวมทั้งพาหนะอื่น ๆ เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง มีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่จะมีใครคิดถึงผลที่ตามมาจากมลพิษทางอากาศที่จะกลับมาทำลายร่างกายมนุษย์เองในหลายระบบ ไม่เพียงเฉพาะระบบทางเดินหายใจ แต่ยังรวมถึงอวัยวะที่สำคัญ คือ “สมอง” อีกด้วย 

 

รู้จักกับ PM 2.5

ในยุคปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จักฝุ่นขนาดจิ๋ว ที่เรียกว่า PM 2.5 (ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 μM) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมประมาณ 20 - 30 เท่า ฝุ่น PM2.5 นี้ไม่ใช่เป็นมลพิษทางอากาศชนิดเดียวที่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่ยังมีก๊าซพิษอีกหลายอย่าง อาทิเช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2), โอโซน (O3), ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) รวมทั้งยังพบว่ามีโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในอากาศที่เราหายใจอีกด้วย 

มากกว่า 90% ของประชากรทั่วโลกได้รับมลพิษทางอากาศเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งปัญหาของมลพิษทางอากาศนี้ไม่ได้มีเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น แต่ยังพบตามเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก ทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพกระจายเป็นวงกว้าง ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกหรือ WHO พบว่า ในทุกปีมีประชากรถึง 7 ล้านคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องจากการได้รับมลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งปอด, โรคถุงลมโป่งพอง, โรคหัวใจ, และ โรคสมอง (World Health Organization) 

 

PM 2.5, ฝุ่นพิษ, ฝุ่นพิษ PM 2.5, ฝุ่นพิษ สมอง, ฝุ่นพิษ โรคสมอง, ฝุ่นพิษ สมองเสื่อม, ฝุ่นพิษ เส้นเลือดสมอง, ฝุ่นพิษ พาร์กินสัน, ฝุ่นพิษ ไมเกรน

 

อันตรายจาก PM 2.5

มลพิษที่เราหายใจเข้าไปไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาเฉพาะที่ปอดหรือระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ฝุ่น PM 2.5 ยังสามารถซึมผ่านเข้าสู่เส้นเลือด รวมทั้งผ่านเข้าทางเส้นประสาทการรับกลิ่นที่อยู่ในโพรงจมูก และผ่านเข้าไปยังสมองโดยตรง หลังจากที่ฝุ่นจิ๋วเข้าไปยังสมองจะทำให้เกิดกระบวนการอักเสบในสมอง มีการหลั่งสารอักเสบชนิดต่าง ๆ ทำให้เซลล์สมองได้รับบาดเจ็บ เกิดภาวะสมองเสื่อมเร็วกว่าปกติ รวมทั้งยังพบว่าทำให้เกิดการก่อตัวของก้อนโปรตีนที่ผิดปกติในสมอง (β-amyloid, α-synuclein, tau protein) ที่มีลักษณะคล้ายกับคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์หรือโรคพาร์กินสัน (Calderón-Garcidueñas, 2015) (Calderón-Garcidueñas L., 2016) รวมทั้งยังทำให้สมองส่วนเนื้อขาว (White Matter) มีการฝ่อเหี่ยวมากกว่าคนปกติอีกด้วย (Chen J.-C., 2015) 

การศึกษาขนาดใหญ่ในประเทศแถบยุโรปจำนวน 13 ประเทศ ติดตามประชากรจำนวนมากกว่า 3 แสนคนเป็นระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 14 ปี (ESCAPE Project) พบว่า ในกลุ่มคนที่ได้รับ PM 2.5 มากกว่า 15 μg/m³ จะมีอัตราการตายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่ประมาณ 7% ต่อ PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้นทุก 5 μg/m³ (Beelen, 2013) 

 

PM 2.5, ฝุ่นพิษ, ฝุ่นพิษ PM 2.5, ฝุ่นพิษ สมอง, ฝุ่นพิษ โรคสมอง, ฝุ่นพิษ สมองเสื่อม, ฝุ่นพิษ เส้นเลือดสมอง, ฝุ่นพิษ พาร์กินสัน, ฝุ่นพิษ ไมเกรน

 

PM 2.5 กับสมอง

ในเด็กมีหลายงานวิจัยที่ยืนยันถึงความสัมพันธ์ของระดับ PM 2.5 ต่อความผิดปกติทางด้านพัฒนาการทางสติปัญญา อาทิเช่น มีสติปัญญาด้อยลง (Global Intelligence Quotient; IQ), การพัฒนาการช้าลง (ทั้ง Cognitive และ Psychomotor Development), มีปัญหาการได้ยินและการพูด รวมทั้งยังมีผลทำให้เกิดภาวะสมาธิสั้น (Attention Deficit) และภาวะออทิซึม (Autism) เพิ่มมากขึ้นถึง 68% (Suades-González, 2015) (Fu, 2019) 

ในผู้ใหญ่พบว่า การได้รับฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์เพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่า และทำให้เกิดโรคพาร์กินสันเพิ่มได้ถึง 34% (Fu, 2019) รวมทั้งยังทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดสมอง (Stroke) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยทุก ๆ 10 μg/m3 ของระดับ PM2.5 ที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดสมองประมาณ 13% ถ้าได้รับฝุ่นจิ๋วในระดับความเข้มข้นที่เพิ่มมากขึ้น ความเสี่ยงก็จะเพิ่มมากขึ้น โดยในกลุ่มคนที่เป็นโรคเส้นเลือดสมองอยู่แล้ว การได้รับ PM 2.5 ยังเป็นการเพิ่มอัตราการตายในคนกลุ่มนี้อีกด้วย (Lin, 2017) 

คนที่ออกกำลังกายในสถานที่ที่มีฝุ่น PM2.5 จำนวนมาก จะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพสมอง และเพิ่มอัตราการเกิดโรคเส้นเลือดสมอง การรับประทานผักและผลไม้ (มากกว่า 3.5 serving ต่อวัน) จะช่วยลดผลกระทบของฝุ่นจิ๋วต่อร่างกายได้ เนื่องจากผลของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีในผักและผลไม้ (Lin, 2017) (Runhua, 2018) 

ในกลุ่มคนที่เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งสมองจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าคนปกติ ฝุ่น PM2.5 รวมทั้งมลพิษในอากาศชนิดอื่น ๆ สามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงขึ้นมาได้ โดยพบว่าในช่วงเวลาที่มีฝุ่นขนาดจิ๋วอยู่ในระดับสูง เช่น ฤดูหนาว จะพบคนที่เป็นไมเกรนเกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง จนต้องไปพบแพทย์เพื่อฉีดยาที่ห้องฉุกเฉินเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงปกติประมาณ 4 - 13% (Chen C.-C., 2015) 

 

PM 2.5, ฝุ่นพิษ, ฝุ่นพิษ PM 2.5, ฝุ่นพิษ สมอง, ฝุ่นพิษ โรคสมอง, ฝุ่นพิษ สมองเสื่อม, ฝุ่นพิษ เส้นเลือดสมอง, ฝุ่นพิษ พาร์กินสัน, ฝุ่นพิษ ไมเกรน

จากข้อมูลทางการแพทย์ข้างต้น จะพบว่าฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งมลภาวะในอากาศชนิดอื่น ๆ มีผลกระทบต่อร่างกายในหลายระบบ การหลีกเลี่ยงเข้าไปในสถานที่ที่มีฝุ่นขนาดจิ๋วในปริมาณสูง การใช้เครื่องป้องกันอย่างเหมาะสม การรับประทานผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระในจำนวนที่เพียงพอ รวมถึงความตระหนักในการช่วยลดมลภาวะในอากาศมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของตัวเราเองและคนที่เรารัก

รู้จักฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่มากับมลภาวะ และวิธีการเลือกหน้ากากป้องกัน

ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร? มาจากไหน? แตกต่างจากฝุ่นละอองทั่วไปในอากาศอย่างไร? อันตรายต่อสุขภาพหรือไม่?
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,924,710 คน
แชร์บทความนี้Facebook
รู้จักฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่มากับมลภาวะ และวิธีการเลือกหน้ากากป้องกัน

ปัจจุบัน ปัญหาฝุ่นละอองเป็นพิษ หรือที่เรียกกันว่า “ฝุ่น PM 2.5” ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลายเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เข้าใจผิดว่า ท้องฟ้าสีหม่นที่เห็นในยามเช้าเกิดจากหมอกควัน ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว สิ่งนั้นคือการรวมตัวกันของมลพิษทางอากาศที่สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานต่างหาก และยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
เข้าร่วมงานวิจัยทางการแพทย์วันนี้

ค้นหางานวิจัยที่คุณสามารถเข้าร่วมได้ เพื่อรับการรักษาใหม่ที่อาจทำให้อาการของคุณดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการทำดีเพื่อสังคม

คลิก
Hd clinical trial ad

ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร?

คำว่า PM (พีเอ็ม) ย่อมาจาก Particulate Matters (พาร์ทิคิวเลทแมทเทอร์) เป็นคำเรียกค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มีหน่วยวัดคือ ไมครอน หรือไมโครเมตร แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ PM 10 และ PM 2.5

โดยฝุ่น PM 2.5 เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร แขวนลอยอยู่ในอากาศรวมกับไอน้ำ ควัน และก๊าซต่างๆ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เมื่อมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมหาศาลจะมองเห็นเป็นหมอกควันอย่างที่เราเห็นกันในทุกๆ เช้านั่นเอง

ฝุ่น PM 2.5 ถือเป็นมลพิษต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญ และออกมาแจ้งเตือนให้ทราบ เพราะเป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กมาก (เล็กกว่าเส้นผมถึง 20 เท่า) เมื่อหายใจเขาไปแล้ว สามารถเล็ดลอดผ่านขนจมูกเข้าสู่ปอดและหลอดเลือดได้ง่าย จนส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว

           ภาพเปรียบเทียบขนาดฝุ่นละออง PM2.5 (วงกลมสีฟ้า) กับขนาดของฝุ่นละออง PM10 (วงกลมสีขาว) เส้นผม และเม็ดทราย

ฝุ่น PM 2.5 มาจากไหน?

สาเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่นละออง หรือฝุ่น PM 2.5 เช่น

  • โรงผลิตไฟฟ้า
  • ควันท่อไอเสียจากรถยนต์
  • การเผาไม้ทำลายป่า เผาขยะ
  • การเผาไหม้เชื้อเพลิงธรรมชาติที่ไม่สมบูรณ์
  • ฝุ่นจากการก่อสร้าง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ฝุ่น PM 2.5 สะสมรวมกันอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงที่รายล้อมไปด้วยตึกสูง มีลักษณะคล้ายแอ่งกระทะ ทำให้เกิดการสะสมของฝุ่น PM 2.5 ได้ง่าย ปกติแล้ว ฝุ่นเหล่านี้จะลอยขึ้นไปรวมตัวกันในอากาศเป็นจำนวนมากในช่วงกลางคืน ก่อนที่จะถูกลมพัดฟุ้งกระจายจางหายไปในยามเช้า

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
เข้าร่วมงานวิจัยทางการแพทย์วันนี้

ค้นหางานวิจัยที่คุณสามารถเข้าร่วมได้ เพื่อรับการรักษาใหม่ที่อาจทำให้อาการของคุณดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการทำดีเพื่อสังคม

คลิก
Hd clinical trial ad

แต่หากวันไหน อากาศนิ่ง ไม่มีลมพัด ก็จะทำให้ฝุ่น PM 2.5 ไม่ฟุ้งกระจาย เกิดการสะสมของฝุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนระดับความเข้มของฝุ่นในพื้นที่นั้นๆ เข้าสู่ระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จนกลายเป็นปัญหาทางมลภาวะทางอากาศนั่นเอง

ฝุ่น PM 2.5 มีผลกระทบต่อร่างกายอย่างไร?

ฝุ่น PM 2.5 ไม่มีกลิ่น มีขนาดเล็กมาก สามารถผ่านเข้าไปในร่างกายได้ถึงถุงลมปอด บางส่วนสามารถเล็ดรอดผ่านผนังถุงลมปอดเข้าไปในเส้นเลือดฝอยล่องลอยอยู่ในกระแสเลือด และกระจายตัวแทรกซึมไปทั่วร่างกายได้

ฝุ่น PM 2.5 ที่เล็ดรอดเข้าไปในร่างกายนั้น จะกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ลดระบบแอนตี้ออกซิแดนท์ รบกวนสมดุลต่างๆ ของร่างกาย และกระตุ้นยีนที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งสารอักเสบ ซึ่งมีอันตรายต่อเนื้อเยื่อในร่างกาย และส่งผลกระทบต่างๆ ตามมา ดังนี้

  • กระตุ้นให้คนที่มีโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง
  • กระตุ้นให้คนที่มีโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ โดยเฉพาะโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • สำหรับผลระยะยาวจะทำให้การทำงานของปอดถดถอย อาจเกิดโรคถุงลมโป่งพองได้ แม้ว่าคุณจะไม่สูบบุหรี่ก็ตาม และเพิ่มโอกาสทำให้เกิดมะเร็งปอดได้อีกด้วย

ข้อแนะนำและวิธีป้องกันตนเองจากฝุ่น PM 2.5

  • ลดการใช้ยานพาหนะส่วนตัว ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
  • หลีกเลี่ยงการเผาไหม้ในที่โล่งแจ้ง เช่น การเผาพื้นที่เพื่อเตรียมการทำเกษตรกรรม การเผาขยะ หรือวัสดุเหลือใช้ เป็นต้น
  • ควบคุมกระบวนการก่อสร้างให้มีฝุ่นน้อยที่สุด
  • ออกกำลังกายในที่ร่ม หรือที่ที่ฝุ่นน้อย และไม่ควรใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกกำลังกาย
  • รับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในป้องกันอันตรายที่เกิดจากฝุ่น PM 2.5 เช่น วิตามินซี ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันร่างกายลดปัญหาจากภูมิแพ้ต่อระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ หรือกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นสารต้านการอักเสบ ช่วยป้องกันความเสื่อมของร่างกายจากการได้รับฝุ่นละออง PM 2.5
  • ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่จำเป็นต้องออกข้างนอกบ้าน หรือที่โล่งแจ้ง แนะนำให้ใส่หน้ากากอนามัยชนิดที่เรียกว่า “เอ็นเก้าห้า (N95)” โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ หรือโรคหัวใจเรื้อรัง เพราะสามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ดี
  • สำหรับคนทั่วไปอย่างน้อยให้ใส่หน้ากากอนามัยก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง

วิธีการใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง

  • หันด้านที่เป็นสีเขียวและเป็นมันออกด้านนอก
  • ให้ส่วนที่มีแผ่นเสริมความแข็งแรงและช่วยในการเข้ารูปอยู่ด้านบนของจมูก สังเกตรอยพับของผ้าด้านหน้าต้องพับลง หากใส่ผิดรอยพับจะกักเก็บฝุ่นละอองในรอยพับ ทำให้หายใจลำบาก
  • คล้องเชือกไว้กับหู โดยกดตรงส่วนเสริมความแข็งแรงให้แนบชิดกับสันจมูกมากที่สุด และดึงส่วนล่างมาปิดที่ค้าง
  • เปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน และไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น

ประเภทของหน้ากากอนามัยและการเลือกใช้ให้เหมาะสม

1. หน้ากากอนามัยชนิด N95

เป็นหน้ากากอนามัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีมาตรฐาน และได้รับการยอมรับว่า สามารถป้องกันเชื้อโรคได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง หรือเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอน เหมาะสำหรับการสวมใส่เพื่อป้องกันมลพิษ ฝุ่น PM 2.5 ควันพิษ ไอเสียรถยนต์ และไอระเหยของสารเคมีต่างๆ

2. หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น

หรือที่เรียกกันว่า “หน้ากากอนามัยทางการแพทย์” เป็นหน้ากากอนามัยที่คนส่วนมากคุ้นเคยกันดี เพราะหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง เน้นในด้านการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคจากการไอ หรือจาม จากเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรา

อย่างไรก็ตาม หากเป็นเชื้อไวรัสหรือฝุ่นละอองที่มีอนุภาคเล็กระดับไมครอน อาจไม่สามารถป้องกันได้ จึงไม่เหมาะสำหรับการใช้เพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความบกพร่องในด้านของความเข้าใจ

เราอยากชวนคุณมาทดลองงานวิจัยกับเรา

คลิก
Istock 541831614

3. หน้ากากอนามัยแบบผ้าฝ้าย

หน้ากากอนามัยชนิดนี้มีระดับความป้องกันไม่แตกต่างจากหน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ เน้นการป้องกันการกระจายของน้ำมูก หรือน้ำลาย จากการไอ หรือจาม สามารถป้องกันฝุ่นละอองที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 ไมครอนขึ้นไป จึงไม่เหมาะสำหรับใช้เพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5

หน้ากากอนามัยแบบผ้าฝ้ายมีข้อดีคือ ประหยัดกว่าการใช้หน้ากากอนามัยแบบอื่น เพราะสามารถนำไปซักกับน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้

สรุป

ฝุ่น PM 2.5 เป็นมลพิษต่ออากาศและร่างกาย ควรป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ หรือที่เรียกว่า “หน้ากากอนามัย N95” ก่อนออกจากอาคารทุกครั้ง

แต่หากไม่มีหน้ากากอนามัย N95 สามารถใช้หน้ากากอนามัยประเภทอื่นทดแทนไปก่อนได้ อย่างไรก็ตาม หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น หรือแบบผ้าฝ้าย สามารถช่วยป้องกันได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และควรใส่ให้ถูกวิธีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน

วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 คือการแก้ไขที่ต้นเหตุ ดังนั้น เราควรร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขปัญหาด้วยการลดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 เช่น ไม่เผาไหม้ขยะ หรือหันไปใช้ระบบขนส่งสาธารณะกันมากขึ้น เพื่อควบคุมฝุ่น PM 2.5 ไม่ให้เกินมาตรฐานนั่นเอง

What is Particulate Matter? What is PM2.5?  Particulate matter (PM) is a term used to describe the mixture of solid particles and liquid droplets in the air.  It can be either human-made or naturally occurring. Some examples include dust, ash and sea-spray. Particulate matter (including soot) is emitted during the combustion of solid and liquid fuels, such as for power generation, domestic heating and in vehicle engines. Particulate matter varies in size (i.e. the diameter or width of the particle). PM2.5 means the mass per cubic metre of air of particles with a size (diameter) generally less than 2.5 micrometres (µm). PM2.5 is also known as fine particulate matter  (2.5 micrometres is one 400th of a millimetre).

Health Effects of PM: Inhalation of particulate pollution can have adverse health impacts, and there is understood to be no safe threshold below which no adverse effects would be anticipated [1].  The biggest impact of particulate air pollution on public health is understood to be from long-term exposure to PM2.5, which increases the age-specific mortality risk, particularly from cardiovascular causes. Several plausible mechanisms for this effect on mortality have been proposed, although it is not yet clear which is the most important.  Exposure to high concentrations of PM (e.g. during short-term pollution episodes) can also exacerbate lung and heart conditions, significantly affecting quality of life, and increase deaths and hospital admissions. Children, the elderly and those with predisposed respiratory and cardiovascular disease, are known to be more susceptible to the health impacts from air pollution [2].  Potential mechanisms by which air pollution could cause cardiovascular effects are described in the Committee on the Medical Effects of Air Pollution (COMEAP) report “Cardiovascular Disease and Air Pollution” (2006) (PDF, 1.75MB, 215 pages).

Sources of PM2.5: Human-made sources of PM2.5 are more important than natural sources, which make only a small contribution to the total concentration. Within UK towns and cities, emissions of PM2.5 from road vehicles are an important source. Consequently, levels of PM2.5 (and population exposure) close to roadsides are often much higher than those in background locations. In some places, industrial emissions can also be important, as can the use of non-smokeless fuels for heating and other domestic sources of smoke such as bonfires. Under some meteorological conditions, air polluted with PM2.5 from the continent may circulate over the UK – a condition known as the long range transportation of air pollution. Long range transport, together with pollution from local sources, can result in short term episodes of high pollution which might have an impact on the health on those sensitive to high pollution.

In addition to these direct (i.e. primary) emissions of particles, PM2.5 can also be formed from the chemical reactions of gases such as sulphur dioxide (SO2) and nitrogen oxides (NOx: nitric oxide, NO plus nitrogen dioxide, NO2); these are called secondary particles. Measures to reduce the emissions of these precursor gases are therefore often beneficial in reducing overall levels of PM2.5.

Primary emissions of PM, the formation of secondary PM within the UK and long range transport of pollution from outside the UK all contribute to regional PM levels across the UK. Local primary emissions are also important in urban areas.

Percentage contributions to modelled annual mean ambient PM2.5 concentrations at urban background locations.

Figure 1. Percentage contributions to modelled annual mean ambient PM2.5 concentrations at urban background [3] locations [4].(Urban non-traffic emissions include: industrial, commercial and domestic emissions.  “Regional UK” refers to national emissions in non-urban areas).

Distribution of air pollution:With the exception of ozone, concentrations of air pollutants are generally higher in urban than rural areas.  For PM2.5, there is a gradient in concentration across the country with higher concentrations found in the South East than other areas.  Within cities, air quality (particularly in relation to concentrations of PM10 and NO2) tends to be worse close to busy roads, where poorer communities often live

 

 

เอกสารอ้างอิง

  1. http://air4thai.pcd.go.th/webV2/aqi_info.php