หน้าหลัก| การออกกำลัง | สุขภาพดี | อาหารสุขภาพ | สุขภาพจิต |สุภาพสตรี | การตรวจสุขภาพ | การแปรผลเลือด |โรคต่างๆ |วัคซีน | งูกัด | แพทย์ทางเลือก |โรคผิวหนัง | health calculator | มือถือ


 

 

การเลือกครีมกันแดด

แสงอาทิตย์จะมีรังสี UVA UVB รังสีทั้งสองสามารถทำให้เกิดผิวสีแทน (Tan) และอันตรายต่อผิวหนัง รังสี UVB จะมีมากในช่วง 10-16.00น.รังสีนี้จะทำให้ผิวหนังเราไหม้การวัดประสิทธิภาพของยากันแดด

ใน ระยะแรกก็จะเน้นที่ความสามารถในการป้องกันผิวไหม้แดงนั่นคือ สามารถดูดซับแสง UVB ได้ดี หรือคือค่า SPF (sun protective factor) ค่า SPF 15 มีความหมายว่าในกรณีที่ท่านทายากันแดดอย่างทั่วถึงในความหนา 2 มิลิกรัมต่อพื้นที่ผิวหนังหนึ่งตารางซม. ท่านจะต้องใช้เวลาตากแดดเพิ่มขึ้นถึง 15 เท่าจึงจะทำให้ผิวไหม้แดง ตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์จริงถ้าอยู่กลางแสงแดดจัดเวลาเที่ยงบริเวณชายทะเล ในเวลาประมาณ 15 นาทีจะทำให้ผิวหนังแดงได้ การใช้ยากันแดด SPF 15 อย่างทั่วถึงจะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น 15 เท่าจึงจะเกิดผิวไหม้แดง นั่นคือเท่ากับ 15x15 คือ 225 นาที หรือ 3 ชม. 45 นาที

ในขณะที่รังสี UVA จะพบได้ตลอดวันและทำลายผิวหนังชั้นลึกกว่า UVB แต่ปริมาณรังสีในอากาศมีไม่มาก แม้ว่าจะใช้ครีมกันแสงดีอย่างไรก็มีแสงบางส่วนเล็ดรอดไปสู่ผิวหนังได้ ดังนั้นในความเป็นจริงอาจจะเป็นเวลาประมาณ  2 ชม. ดังนั้นอาจจะต้องทาครีมกันแดดทุก 1-2 ชั่วโมง ที่ดีคือหลีกเลี่ยงแสงแดด

ยากันแดดในปัจจุบันจึงได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อป้องกันแสง UVA เพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจาก UVA ก็สามารถทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้เหมือน UVB แต่การวัดประสิทธิภาพของการป้องกันแสง UVA ยังไม่มีมาตรฐานสากลเหมือนค่า SPF สำหรับยากันแดดที่มีฉลากว่ากันได้ทั้ง UVA, UVB นั้น ในต่างประเทศได้มีผู้นำมาทดสอบพบว่า ความสามารถในการป้องกัน UVA ต่างกันมาก และไม่สัมพันธ์กับค่า SPF ที่สูงขึ้น เช่น ยากันแดดที่มีค่า SPF 45 ไม่สามารถกัน UVA ได้ดีกว่ายากันแดดที่มีค่า SPF 15 เป็นต้น ทำให้มีปัญหากับผู้บริโภคในการเลือกใช้อย่างเหมาะสม

รังสี UVB รังสีUVA
ฤดูร้อนรังสีมีมาก มีรังสีตลอดทั้งปี
พบรังสีมากในช่วง 10-14 น. พบได้ตลอดวัน
กระจกรถยนต์กันรังสีได้ กระจกรถยนต์กันไม่ได้
ครีมที่มี SPF ครีมที่มี SPFกันรังสีไม่ได้
ก่อให้เกิดผิวไหม้ มะเร็งผิวหนัง ผิวแก่ มะเร็งผิวหนัง ผิวแก แพ้ยา
การเลือกครีมกันแดด

ครีมกันแดดออกฤทธิ์โดยการดูดแสง หรือสะท้อนแสงออกไป มีด้วยกันหลายชนิดคือ เป็นโลชัน ครีม เยล สเปรย์ การเลือกต้องเลือก SPF ที่มีตัวเลขมากๆซึ่งจะกันแสงได้ดี นอกจากนั้นยังมีครีมกันแดดที่กันทั้งUVB  และ UVA

สารกันแดดที่กัน UVB จะกันรังสีช่วง 290-320 nanometersจะมีสาร

สารกันแดดที่มีฤทธิ์ป้องกัน UVA

จะกันรังสีช่วง 320-400 nanometers ครีมที่ป้องกันรังสีได้ดีคือ zinc oxide และ avobenzone  zinc oxide จะกันได้รังสีได้ทั้งสองชนิดสามารถใช้เป็นครีมชนิดเดียวที่กันรังสีได้ 2 ชนิด ส่วนสารอื่นที่กันรังสี UVA ได้บ้างได้แก่ Oxybenzone, Parsol 1789, TiO2, Mexoryl SX, XL เป็นต้น ซึ่งยากันแดดในท้องตลาดที่มีประสิทธิภาพกัน UVA ได้ดีน่าจะมีสารที่กล่าวแล้วข้างต้นผสมกันอย่างน้อย 2 ชนิดขึ้นไปในความเข้มข้น 2-3%

การทาครีมต้องทาก่อนออกแดดครึ่งชั่วโมง และควรทาซ้ำทุก 1-2 ชั่วโมงแม้ว่าจะเป็นครีมที่กันน้ำ

วิธีป้องกันแสงแดด

ควรทายากันแดดให้หนาเพียงพอ 15 นาทีก่อนอยู่กลางแดดและทาซ้ำทุก 1-2 ชม. ถ้าว่ายน้ำหรืออยู่กลางแดดจัดตลอดเวลา สำหรับการใช้ยากันแดดประจำวันในผู้ที่ทำงานในร่ม และใช้เวลานอกอาคารหรือรถยนต์เฉพาะช่างเช้าก่อน 9 นาฬิกาและหลัง 15 นาฬิกา อาจไม่มีความจำเป็นเนื่องจากแสง UVB, UVA สามารถผ่านกระจกรถที่ติดฟิล์มกรองแสงได้น้อยกว่า 5% และแสง UV ในช่วงเวลาเช้าตรู่และเย็นมีปริมาณน้อย โดยสรุป

การป้องกันอันตรายทั้งระยะสั้นและยาวจากแสงแดดควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็กด้วยการให้ความรู้ ให้หลีกเลี่ยงการตากแดดจัด ป้องกันร่างกายอย่างมิดชิดด้วยเสื้อผ้า, แว่นตา, หมวก และร่มเลือกยากันแดดที่เหมาะสมกับกิจกรรมแต่ละประเภท แต่สิ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอก็คือการได้อยู่กลางแสงแดดจะทำให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นเนื่องจากมีการหลั่งของสาร Endorphin และร่างกายยังต้องการวิตามินดีจากแสงแดดเพื่อกระดูกแข็งแรงโดยเฉพาะในวัยเด็กและผู้สูงอายุ เนื่องจากปริมาณวิตามินดีจากอาหารไม่เพียงพอ ดังนั้นควรได้รับแสงแดดอย่างสม่ำเสมอครั้งละ 15-30 นาทีสัปดาห์ละ2-3 ครั้งในเวลาเช้าหรือบ่ายที่แสงแดดปานกลาง การป้องกันแสงแดดหรือการป้องกัน UV ควรจะทำตั้งแต่เป็นเด็กและให้ใช้หลายๆวิธีซึ่งจะป้องกันอันตรายต่อผิวหนัง

How to use sunscreen Choosing the right sun protection and applying it properly are the most important steps you can take to protect your skin from the sun's harmful rays. It sounds simple, but these steps are often misunderstood. Here are the basics:

In 2013, new labels began appearing on sunscreen bottles, per orders from the FDA. Some of the changes affect the terms permitted on labels. "Sunblock" must now be called sunscreen, and the descriptions "sweat proof" and "waterproof" aren't allowed. Now, a sunscreen can be called "water resistant" only for either 40 or 80 minutes—and only if it passes an FDA test. But the more important terms focus on what sunscreen can prevent. For a label to claim the sunscreen can prevent sunburn, the product must pass the sun protection factor (SPF) test. This test shows how long a sunscreen protects you from ultraviolet B (UVB) rays that cause sunburn. SPF levels range from 2 to more than 70. The higher the number, the longer the protection lasts. Say, for example, your skin turns red after 10 minutes in the sun. Sunscreen with an SPF of 15 would prevent your skin from turning red for 150 minutes under the same conditions. You might think that an SPF of 30 would work twice as well as an SPF of 15. But that's not necessarily the case. While SPF 15 fi lters out approximately 93% of all incoming UVB rays, SPF 30 fi lters out 97%, and SPF 50 boosts that to 98%. The American Academy of Dermatology recommends using a sunscreen with an SPF of at least 30. According to the FDA, you don't need a sunscreen with an SPF higher than 50, because there's no evidence that sunscreens with an SPF above 50 offer any additional protection. For a product to claim it can prevent skin cancer, it must pass the broad-spectrum test. This shows whether a sunscreen can protect your skin from ultraviolet A (UVA) radiation, which contributes to skin cancer and early skin aging, as well as UVB rays.

กลับหน้าแรก

   


fb google