โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection: UTI) พบในผู้ชายน้อยกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะในชายอายุน้อย แต่ผู้ชายก็เกิดการติดเชื้อเฉพาะกระเพาะปัสสาวะได้ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องมีต่อมลูกหมากอักเสบ [1, 3]

เมื่อผู้ชายมีอาการ UTI แพทย์จะประเมินว่ามีต่อมลูกหมากอักเสบ การติดเชื้อที่ลุกลามเกินกระเพาะปัสสาวะ การอุดกั้น หรือปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการตรวจ การเลือกยา และระยะเวลารักษา [1, 3]

ทำไมการติดเชื้อในผู้ชายจึงมักเกี่ยวข้องกับต่อมลูกหมาก?

ท่อปัสสาวะส่วนหนึ่งวิ่งผ่านต่อมลูกหมาก เชื้อแบคทีเรียจึงอาจเข้าสู่ต่อมลูกหมากและทำให้เกิด โรคต่อมลูกหมากอักเสบเฉียบพลันจากแบคทีเรีย (Acute Bacterial Prostatitis: ABP) ได้ แต่ต้องประเมินจากอาการ การตรวจร่างกาย และผลตรวจที่เหมาะสม ไม่ควรวินิจฉัยจากอาการปัสสาวะแสบขัดเพียงอย่างเดียว [1]

ภาวะที่ทำให้ปัสสาวะไหลไม่สะดวกหรือค้างในกระเพาะปัสสาวะ เช่น ต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia: BPH) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือการรักษาล้มเหลว แพทย์จึงอาจประเมินการอุดกั้นและปริมาณปัสสาวะค้างตามความเหมาะสม [1, 9]

อาการแสดงและสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms)

อาการต่อไปนี้อาจพบใน UTI หรือ acute bacterial prostatitis แพทย์จะใช้รูปแบบอาการร่วมกันเพื่อประเมิน ไม่ใช่อาการใดอาการหนึ่งเพียงอย่างเดียว:

  • อาการทางระบบปัสสาวะส่วนล่าง (LUTS): ปัสสาวะปวดแสบขัดรุนแรง (Dysuria), ปัสสาวะบ่อยกะปริบกะปรอย, ปวดปัสสาวะรีบเร่งกลั้นไม่ได้, ฉี่สะดุด ต้องพยายามเบ่ง และฉี่ไม่สุด [1, 4, 8].
  • อาการปวดหน่วงบริเวณอุ้งเชิงอุ้งเชิงพาน (Pelvic & Perineal Pain): มีอาการปวดบวม ปวดทิ่มแทง หรือเจ็บหน่วงอย่างเด่นชัดบริเวณฝีเย็บ (Perineum - พื้นที่ระหว่างถุงอัณฑะและทวารหนัก), ปวดหน่วงหัวหน่าว, ปวดร้าวไปที่อวัยวะเพศชาย ถุงอัณฑะ หรือปวดหลังส่วนล่าง [1, 5].
  • สัญญาณการติดเชื้อทั่วร่างกาย (Systemic Infection): มีไข้สูงเฉียบพลัน (> 38 องศาเซลเซียส), หนาวสั่นสะท้าน (Shaking Chills), ปวดเมื่อยตามตัว (Malaise), คลื่นไส้อาเจียน และอ่อนเพลียซึม [1, 2, 3].

🚨 สัญญาณเตือนภัยวิกฤตที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที:

  • ภาวะปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน (Acute Urinary Retention): เกิดขึ้นได้ถึงร้อยละ 10 ของผู้ป่วยต่อมลูกหมากอักเสบเฉียบพลัน เนื่องจากต่อมลูกหมากบวมโตอย่างรวดเร็วจนปิดอุดท่อปัสสาวะ [1].
  • สัญญาณภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (Urosepsis): ไข้สูงสลับหนาวสั่นรุนแรง ความดันโลหิตตก หัวใจเต้นเร็ว สับสนซึมลง [1, 3].

แนวทางการวินิจฉัยทางการแพทย์ และข้อห้ามสำคัญทางการแพทย์

ในการวินิจฉัยโรคติดเชื้อปัสสาวะและต่อมลูกหมากอักเสบในเพศชาย แพทย์จะดำเนินการส่งตรวจตามมาตรฐานเวชปฏิบัติปี 2568 ดังนี้ [1, 7, 9]:

  1. การตรวจปัสสาวะและส่งเพาะเชื้อ (Urinalysis & Urine Culture): โดยทั่วไปแพทย์จะเก็บปัสสาวะสายกลางส่งตรวจและเพาะเชื้อก่อนเริ่มยาปฏิชีวนะเมื่อทำได้ เพื่อระบุชนิดแบคทีเรียและความไวต่อยา [1, 7, 9]
  2. การส่งตรวจเลือดและเพาะเชื้อในเลือด (Blood Culture): ในผู้ป่วยที่มีไข้สูงหนาวสั่นหรือต้องนอนโรงพยาบาล แพทย์จะส่งเจาะเลือดดูปริมาณเม็ดเลือดขาว (CBC) และส่งเพาะเชื้อในเลือดร่วมด้วย [1, 7].
  3. การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI): หากมีปัจจัยเสี่ยง มีหนองจากท่อปัสสาวะ หรืออาการเข้าได้กับท่อปัสสาวะอักเสบ แพทย์อาจตรวจสารพันธุกรรม (NAAT) หาเชื้อ เช่น Chlamydia trachomatis และ Neisseria gonorrhoeae [1]
🛑 ข้อห้ามสำคัญระดับสูงสุดทางการแพทย์ (Medical Contraindication):
"ห้ามทำการนวดต่อมลูกหมาก (Prostatic Massage) ในผู้ป่วยที่สงสัยภาวะต่อมลูกหมากอักเสบเฉียบพลัน (ABP) เด็ดขาด!" [1, 5, 8]
เนื่องจากการกดนวดต่อมลูกหมากที่กำลังอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรง จะทำให้เกิดแรงดันบีบเนื้อเยื่อ ผลักดันเชื้อแบคทีเรียและสารพิษเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรงและช็อก (Urosepsis) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ [1, 3].

แพทย์เลือกการรักษาอย่างไร?

UTI ที่จำกัดอยู่เฉพาะกระเพาะปัสสาวะ การติดเชื้อที่มีไข้หรืออาการทั่วร่างกาย และ acute bacterial prostatitis อาจใช้ชนิดยาและระยะเวลารักษาต่างกัน ผลเพาะเชื้อ การทำงานของไต ประวัติแพ้ยา ยาที่ใช้อยู่ และข้อมูลเชื้อดื้อยาในพื้นที่ล้วนมีผลต่อการเลือกยา [1, 3, 9]

ผู้ป่วยไม่ควรใช้ตำแหน่งที่ปวดหรืออาการของตนเองเพื่อเลือกยาปฏิชีวนะ เพราะไม่สามารถแยก cystitis, prostatitis และ pyelonephritis ได้แน่นอนจากอาการเพียงอย่างเดียว ยาบางชนิดเหมาะกับการติดเชื้อเฉพาะกระเพาะปัสสาวะ แต่ไม่เหมาะเมื่อสงสัยต่อมลูกหมากหรือไต ขณะที่ fluoroquinolones มีข้อจำกัดและผลข้างเคียงที่อาจรุนแรง จึงต้องให้แพทย์เลือกตามข้อบ่งชี้ [1, 3]

ระยะเวลารักษาไม่ได้เท่ากันในผู้ชายทุกคน ผู้ที่ตอบสนองดีและไม่มีต่อมลูกหมากอักเสบอาจใช้ระยะสั้นกว่า ส่วน acute bacterial prostatitis มักต้องรักษานานกว่าและประเมินซ้ำหลังเริ่มยา จึงควรใช้ยาตามชนิด ขนาด และระยะเวลาที่แพทย์สั่ง ไม่หยุดหรือซื้อยาเพิ่มเอง [1, 3]

ภาวะที่แพทย์วินิจฉัย ตัวอย่างแนวทางยาปัจจุบัน ระยะเวลาและข้อจำกัดสำคัญ
Lower UTI ที่จำกัดอยู่เฉพาะกระเพาะปัสสาวะในผู้ชาย Trimethoprim 200 mg วันละ 2 ครั้ง หรือ nitrofurantoin modified-release 100 mg วันละ 2 ครั้ง (ถ้าไม่มี ใช้ immediate-release 50 mg วันละ 4 ครั้ง) [13] โดยทั่วไป 7 วัน และเก็บปัสสาวะเพาะเชื้อก่อนเริ่มยาเมื่อทำได้ Nitrofurantoin ใช้เมื่อ eGFR ≥45 mL/min/1.73 m² ตามแนวทาง NICE และไม่ใช้เมื่อสงสัยต่อมลูกหมากเกี่ยวข้อง [13]
Acute bacterial prostatitis ที่รักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ ตัวอย่างตาม NICE ได้แก่ ciprofloxacin 500 mg วันละ 2 ครั้ง หรือ trimethoprim 200 mg วันละ 2 ครั้ง; levofloxacin 500 mg วันละครั้งและ co-trimoxazole 960 mg วันละ 2 ครั้งเป็นตัวเลือกภายใต้เงื่อนไขและคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ [14] 14 วันแล้วประเมินซ้ำ เพื่อหยุดหรือรักษาต่ออีก 14 วันตามอาการ การตรวจ และผลเพาะเชื้อ Fluoroquinolones ใช้เมื่อยาทางเลือกอื่นไม่เหมาะสม เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียงรุนแรงและยาวนาน [14] [16]
อาการรุนแรง รับประทานยาไม่ได้ หรือจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาล ตัวอย่างยาฉีดในแนวทาง acute prostatitis ได้แก่ ceftriaxone 2 g IV วันละครั้ง ส่วน piperacillin/tazobactam หรือ carbapenem อาจพิจารณาเมื่อมีความเสี่ยงเชื้อดื้อยา โดยอิงความรุนแรง ประวัติเชื้อ และข้อมูลในพื้นที่ [14] [15] ทบทวนยาฉีดภายในประมาณ 48 ชั่วโมงและเปลี่ยนเป็นยากินเมื่อเหมาะสม ระยะเวลารวมขึ้นกับการวินิจฉัยและการตอบสนอง ไม่ใช่ 14–28 วันสำหรับผู้ชายทุกราย [14] [15]
ตารางยานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจการรักษาและใช้พูดคุยกับแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรเลือกซื้อยา เริ่มยา หยุดยา หรือปรับขนาดยาและระยะเวลารักษาด้วยตนเอง การเลือกใช้ยาขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา โดยพิจารณาการวินิจฉัย ความรุนแรง ผลตรวจ การดื้อยา การทำงานของไต การแพ้ยา โรคร่วม และปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วย
ควรติดต่อแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ หากอาการแย่ลง หรือไม่เริ่มดีขึ้นภายในประมาณ 48 ชั่วโมงหลังเริ่มยาปฏิชีวนะ และควรไปโรงพยาบาลทันทีหากปัสสาวะไม่ออก ซึม สับสน ความดันต่ำ หรือมีอาการรุนแรงทั่วร่างกาย

การดูแลตนเองและการป้องกันโรคกลับเป็นซ้ำในเพศชาย

นอกเหนือจากการทานยาปฏิชีวนะจนครบกำหนดตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดแล้ว คุณผู้ชายควรปฏิบัติตนตามหลักสุขอนามัยดังนี้ [1, 4, 10]:

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดน้ำ: ผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคไต หรือได้รับคำสั่งจำกัดน้ำควรถามแพทย์ว่าปริมาณใดเหมาะสม หลักฐานเรื่องการเพิ่มน้ำ 1.5 ลิตรต่อวันมาจากผู้หญิงที่เป็น UTI ซ้ำและเดิมดื่มน้ำน้อย ยังไม่มีหลักฐานเฉพาะแบบเดียวกันในผู้ชาย [1]
  • หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะนาน: หากการนั่งหรือขี่จักรยานทำให้อาการปวดฝีเย็บมากขึ้น ควรพักกิจกรรมนั้นชั่วคราวระหว่างรอการประเมิน
  • สังเกตสิ่งที่กระตุ้นอาการ: แอลกอฮอล์หรืออาหารเผ็ดอาจทำให้อาการทางปัสสาวะระคายเคืองมากขึ้นในบางคน จึงลดหรือหลีกเลี่ยงได้หากสังเกตว่าอาการแย่ลง
  • รักษาภาวะต่อมลูกหมากโตอย่างต่อเนื่อง: หากมีภาวะต่อมลูกหมากโต ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง (เช่น ยาในกลุ่ม Alpha-blockers) เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อต่อมลูกหมากคลายตัว ปัสสาวะพุ่งสะดวก และลดปัสสาวะคั่งค้าง [1, 5].

📚 เอกสารอ้างอิงทางการแพทย์เพื่อการศึกษาสืบค้น (Medical References)

  1. European Association of Urology (EAU). Guidelines on Urological Infections 2026. EAU guideline
  2. American Urological Association (AUA). Recurrent Uncomplicated Urinary Tract Infections in Women: AUA/CUA/SUFU Guideline (2025). [https://www.auanet.org/guidelines-and-quality/guidelines/recurrent-uti]
  3. Infectious Diseases Society of America (IDSA). Guideline Update on Complicated Urinary Tract Infections (2025). [https://www.idsociety.org/practice-guideline/complicated-urinary-tract-infections/]
  4. Urology Care Foundation. Urinary Tract Infection (UTI): Symptoms, Diagnosis & Treatment. [Urinary Tract Infection(UTI): Symptoms, Diagnosis & Treatment - Urology Care Foundation]
  5. National Center for Biotechnology Information (NCBI). Uncomplicated Urinary Tract Infections / Complicated UTIs. StatPearls (Updated February 2025). [https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK470195/]
  6. WikiGuidelines Group. Guidelines for the Prevention, Diagnosis, and Management of Urinary Tract Infections. JAMA Network Open (2024). [nelson_2024_cs_240011_1774017935.22499.pdf]
  7. สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ พ.ศ. 2568. [แนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ_พ.ศ._2568.pdf]
  8. รศ. นพ.วิชัย เตชะสาธิต และคณะ. บทความการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะและการเลือกใช้ยาต้านจุลชีพ. [บทความ UTI edit_Wichai_28_11_62.pdf]
  9. สมาคมโรคติดเชื้อในระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทย. Clinical Practice Guideline for UTIs (2568_final). [clinical practice guideline UTIs 2568_final.pdf]
  10. Singapore Agency for Care Excellence (ACE). UTI - Appropriate Diagnosis and Antibiotic Use for Uncomplicated Cystitis and Pyelonephritis (December 2023). [UTI – appropriate diagnosis and antibiotic use for uncomplicated cystitis and pyelonephritis (De.pdf]
  11. Department of Obstetrics and Gynecology, Faculty of Medicine, Chiang Mai University. Urinary Tract Infections in Pregnancy. [Urinary Tract Infections in Pregnancy - Department of Obstetrics and Gynecology Faculty of Medicine Chiang Mai University]
  12. National Health Service (NHS) & UK Health Security Agency. Methenamine Hippurate for Recurrent Urinary Tract Infections Prevention. [clinical practice guideline UTIs 2568_final.pdf]
  13. National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Urinary tract infection (lower): antimicrobial prescribing (NG109). NICE lower UTI recommendations
  14. National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Prostatitis (acute): antimicrobial prescribing (NG110). NICE acute prostatitis recommendations
  15. Infectious Diseases Society of America (IDSA). Complicated urinary tract infections: duration of antibiotics (2025). IDSA cUTI guideline
  16. Medicines and Healthcare products Regulatory Agency (MHRA). Restrictions for fluoroquinolone antibiotics (2024). MHRA safety update