โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection: UTI) ในผู้เป็นเบาหวานและผู้สูงอายุอาจรุนแรงขึ้นได้เมื่อมีโรคร่วม ภาวะอุดกั้น หรือการคาสายสวน แต่การมีอายุสูงหรือเป็นเบาหวานไม่ได้แปลว่าผลปัสสาวะพบเชื้อคือ UTI เสมอ ต้องประเมินอาการและสาเหตุอื่นร่วมกัน [13].

นอกจากนี้ การตรวจหาเชื้อและการนำผลปัสสาวะไปใช้วินิจฉัยผิดพลาด ยิ่งส่งผลให้เกิดการจ่ายยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อในภาวะตรวจพบแบคทีเรียแต่ไม่มีอาการ (Asymptomatic Bacteriuria: ASB) ซึ่งนำไปสู่วิกฤตเชื้อดื้อยาหลายขนาน [1, 7] บทความนี้ได้รับการประมวลข้อมูลตามแนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ พ.ศ. 2568 ของสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และสมาคมระบบทางเดินปัสสาวะยุโรป (EAU 2026) เพื่อเป็นคู่มือดูแลครบวงจรครับ [1, 7]

1. ทำไมผู้ป่วยเบาหวานและผู้สูงอายุจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง?

กลไกทางสรีรวิทยาและกลไกภูมิคุ้มกันที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้กลุ่มเสี่ยงสูงทั้งสองกลุ่มนี้เปราะบางต่อการรุกรานของเชื้อแบคทีเรียอย่างยิ่ง [3, 5]:

ก. ปัจจัยเสี่ยงเฉพาะในผู้ป่วยโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)

  • ภาวะน้ำตาลในปัสสาวะ (Glycosuria): ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินเกณฑ์สกัดกั้นของไต จะถูกขับออกมาในปัสสาวะ ซึ่งเปรียบเสมือนอาหารชั้นดีที่เร่งการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Enterobacterales เช่น E. coli [5, 7]
  • ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวบกพร่องจากประสาทเสื่อม (Diabetic Cystopathy / Neurogenic Bladder): โรคเบาหวานระยะยาวทำให้เส้นประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะเสื่อมลง ทำให้ปัสสาวะออกไม่หมด เหลือปัสสาวะคั่งค้าง (Residual Urine) เป็นสระน้ำนิ่งให้แบคทีเรียสะสมตัว [3, 5]
  • ผลจากยาเบาหวานกลุ่ม SGLT2 Inhibitors: ยาเบาหวานกลุ่มนี้ขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด แม้ว่าผลวิจัยจะพบว่าไม่ได้เพิ่มความเสี่ยง UTI รุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้ป่วยที่รับประทานยานี้จำเป็นต้องรักษาความสะอาดส่วนบุคคลและดื่มน้ำให้เพียงพอเสมอ [1, 5]

ข. ปัจจัยเสี่ยงเฉพาะในผู้สูงอายุ (Elderly & Institutionalized Patients)

  • เยื่อบุผิวฝ่อจากการขาดเอสโตรเจน (Urogenital Atrophy): หญิงวัยหมดประจำเดือนระดับเอสโตรเจนลดลง ทำให้เยื่อบุท่อปัสสาวะและช่องคลอดแห้งฝ่อ แบคทีเรียดีกลุ่ม Lactobacillus ลดลง ทำให้แบคทีเรียก่อโรคจากลำไส้ยึดเกาะได้ง่ายขึ้น [1, 5]
  • ภาวะต่อมลูกหมากโตในผู้ชายสูงอายุ (Benign Prostatic Hyperplasia: BPH): ต่อมลูกหมากที่โตขึ้นจะไปกดทับท่อปัสสาวะ ขัดขวางทางไหลของปัสสาวะ ทำให้เกิดปัสสาวะคั่งค้าง [1, 8]
  • ภาวะพึ่งพิงและการคาสายสวนปัสสาวะ (Indwelling Catheters): ผู้สูงอายุติดเตียงหรืออยู่ในสถานดูแลที่ต้องคาสายสวนปัสสาวะ จะเกิดไบโอฟิล์ม (Biofilm) ของแบคทีเรียเกาะรอบสายสวนอย่างรวดเร็ว [1, 7]

2. สัญญาณเตือนอักเสบและอาการไม่จำเพาะเจาะจง (Atypical Symptoms)

ในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม (Dementia) หรือผู้ป่วยติดเตียง ร่างกายอาจไม่แสดงปฏิกิริยาตอบสนองอักเสบตามปกติ เช่น ไม่มีไข้สูง หรือไม่สามารถสื่อสารบอกอาการแสบขัดได้ [1, 5] การเฝ้าระวังอาการแสดงที่ไม่จำเพาะเจาะจง (Atypical Signs) จึงมีความสำคัญสูงสุดสำหรับผู้ดูแล [7, 10]:

⚠️ อาการใหม่ที่ควรรีบประเมินหาสาเหตุ:

  • สับสน ซึม หรือสภาวะเพ้อเฉียบพลัน (Acute Confusion / Delirium): ผู้สูงอายุที่เคยพูดคุยรู้เรื่อง จู่ๆ เกิดอาการสับสน สับสนวันเวลา ซึมลง หรือเห็นภาพลวงตาเฉียบพลัน [1, 5]
  • การหกล้มเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ (Unexplained Falls / Gait Instability): ร่างกายที่อักเสบและอ่อนแรงจะทำให้การทรงตัวเสียไป [5]
  • เบื่ออาหาร อ่อนเพลียวิกฤต หรือซึมสับสน (Lethargy & Anorexia): ปฏิเสธอาหารและน้ำ ท้องอืด หรือความดันโลหิตลดต่ำ [7]
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่เฉียบพลัน (Acute Urinary Incontinence): จากเดิมที่เคยเข้าห้องน้ำเองได้ กลับราดรดปัสสาวะรุนแรงเฉียบพลัน [1, 10]

สับสน หกล้ม เบื่ออาหาร หรือปัสสาวะราดเพียงอย่างเดียวไม่ยืนยัน UTI หากไม่มีอาการทางเดินปัสสาวะหรือสัญญาณติดเชื้อทั่วร่างกาย ควรค้นหาสาเหตุอื่น เช่น ขาดน้ำ ผลข้างเคียงยา น้ำตาลผิดปกติ หรือโรคทางระบบประสาท และไม่ควรเริ่มยาปฏิชีวนะจากผลเพาะเชื้อเพียงอย่างเดียว [13].

3. ไขข้อข้องใจ: ภาวะตรวจพบแบคทีเรียแต่ไม่มีอาการ (ASB) ในกลุ่มเสี่ยงสูง

หนึ่งในข้อผิดพลาดทางการแพทย์ที่พบบ่อยที่สุด คือการส่งตรวจเพาะเชื้อปัสสาวะในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีอาการแสบขัด แล้วพบเชื้อแบคทีเรีย จึงรีบจ่ายยาปฏิชีวนะรักษา [1, 7]

📌 กฎเหล็กสากล (EAU 2026 & CPG ไทย 2568):
"ห้ามตรวจคัดกรองและห้ามให้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาภาวะตรวจพบแบคทีเรียแต่ไม่มีอาการ (Asymptomatic Bacteriuria: ASB) ในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมได้ดี ผู้สูงอายุทั่วไป และผู้สูงอายุในสถานดูแลติดเตียง โดยเด็ดขาด" [1, 7]

ทำไมจึงห้ามรักษา ASB ในกลุ่มผู้สูงอายุและเบาหวาน?

งานวิจัยทางการแพทย์ระดับสูง (Meta-analysis) ยืนยันตรงกันว่า การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในผู้สูงอายุหรือคนเป็นเบาหวานที่ไม่มีอาการ "ไม่ช่วยลดอัตราการเกิด UTI ที่มีอาการ ไม่ช่วยลดอัตราการเข้าโรงพยาบาล และไม่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตเลย" [1, 5] ในทางกลับกัน การทานยาฆ่าเชื้อกลับก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรง เช่น เกิดอาการแพ้ยา ท้องเสียจากเชื้อ Clostridioides difficile และกระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นกลายพันธุ์เป็น "เชื้อดื้อยาหลายขนาน (MDR)" ซึ่งยากต่อการรักษาเมื่อเกิดโรคจริง [1, 7]

ข้อยกเว้นเพียง 2 ประการที่จำเป็นต้องรักษาภาวะ ASB:

  1. หญิงตั้งครรภ์ทุกคน: ต้องตรวจคัดกรองและรักษาเพื่อป้องกันภาวะกรวยไตอักเสบและการคลอดก่อนกำหนด [7, 11]
  2. ผู้ป่วยที่จะเข้ารับการผ่าตัดหรือหัตถการทางระบบปัสสาวะที่ผ่านเยื่อบุ (Mucosal-breaching Urological Procedures): ต้องให้ยาปฏิชีวนะคุมก่อนทำหัตถการเพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้ากระแสเลือด [1, 7]

4. ขั้นตอนการเก็บปัสสาวะส่งตรวจเพื่อลดการปนเปื้อน (Urine Specimen Collection)

เพื่อให้ผลตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ (Urinalysis) และผลเพาะเชื้อ (Urine Culture) มีความแม่นยำ ไม่ถูกปนเปื้อนแบคทีเรียจากผิวหนังรอบนอก (Contamination) การเก็บตัวอย่างปัสสาวะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐานอย่างเคร่งครัดดังนี้ครับ [5, 7]:

ก. วิธีเก็บปัสสาวะช่วงกลาง (Midstream Clean-Catch Urine: MSU) ในบุคคลทั่วไป

ขั้นตอนที่ 1: การเตรียมตัวและการล้างมือ

ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่เช็ดให้แห้ง เตรียมกระปุกเก็บปัสสาวะปราศจากเชื้อ (Sterile Container) โดยระวังอย่าให้นิ้วมือไปสัมผัสโดนขอบปากกระปุกหรือด้านในของฝากระปุกเด็ดขาด [5]

ขั้นตอนที่ 2: การทำความสะอาดอวัยวะเพศเฉพาะจุด

  • ผู้หญิง: ใช้มือหนึ่งแหวกแคมสืบพันธุ์ออก ใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดบริเวณปากท่อปัสสาวะและแคม จากด้านหน้าไปด้านหลังเพียงทิศทางเดียว (ห้ามเช็ดย้อนกลับไปมา) [5, 10]
  • ผู้ชาย: รูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศถอยหลังให้เห็นหัวอวัยวะเพศชัดเจน ใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดทำความสะอาดรอบปากท่อปัสสาวะ [5]

ขั้นตอนที่ 3: การเก็บปัสสาวะช่วงกลาง (Midstream Voiding)

เริ่มถ่ายปัสสาวะส่วนแรกทิ้งไปในโถส้วมประมาณ 1-2 วินาที จากนั้นโดยไม่ต้องหยุดกระแสน้ำปัสสาวะ นำกระปุกปราศจากเชื้อเข้าไปรองรับปัสสาวะช่วงกลางให้ได้ตามที่ห้องปฏิบัติการแนะนำ แล้วจึงนำกระปุกออกและถ่ายส่วนที่เหลือลงโถส้วม [5, 7]

ขั้นตอนที่ 4: การปิดฝาและการนำส่งห้องปฏิบัติการ

ปิดฝากระปุกให้แน่นโดยไม่สัมผัสด้านใน และนำส่งห้องปฏิบัติการโดยเร็ว หากส่งล่าช้าให้ทำตามคำแนะนำของห้องปฏิบัติการเรื่องการแช่เย็นหรือสารกันเสีย เพราะเวลาที่ยอมรับได้ขึ้นกับระบบเก็บและขนส่งของแต่ละแห่ง [5]

ข. วิธีเก็บปัสสาวะในผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะ (Foley Catheter)

❌ ข้อห้ามเด็ดขาด:

"ห้ามเก็บปัสสาวะจากถุงเก็บปัสสาวะ (Drainage Bag) มาส่งตรวจเด็ดขาด" เนื่องจากปัสสาวะในถุงมีการสะสมตัวของแบคทีเรียและเพาะเชื้อขึ้นสูงผิดปกติเสมอ [5, 7]

วิธีที่ถูกต้อง: บุคลากรที่ผ่านการฝึกควรเก็บจาก sampling port ด้วยเทคนิคปลอดเชื้อตามระบบของสายสวน ไม่เก็บจากถุง และไม่ให้ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลใช้เข็มแทงสายสวนเอง หากยังมีข้อบ่งชี้ต้องคาสายและสายเดิมใช้นาน แพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนสายก่อนเก็บตัวอย่าง [14].

5. แพทย์แปลผลตรวจปัสสาวะอย่างไร?

การสรุปว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อปัสสาวะอย่างมีนัยสำคัญ (Significant Bacteriuria) ต้องพิจารณาร่วมกับอาการทางคลินิกและปริมาณเชื้อที่เพาะได้ตามวิธีการเก็บดังตารางนี้ครับ [7, 9]:

วิธีการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ เกณฑ์ปริมาณเชื้อที่ถือว่ามีนัยสำคัญ (Significant Bacteriuria) ข้อพิจารณาและการแปลผลทางการแพทย์
ปัสสาวะช่วงกลาง (Midstream Voiding) พบเชื้อแบคทีเรียก่อโรคชนิดเดียว ≥ 105 CFU/mL [7] หากเจอปนเปื้อนแบคทีเรีย ≥ 3 ชนิดขึ้นไป ให้สงสัยว่าเก็บปัสสาวะปนเปื้อนคราบผิวหนัง ต้องเก็บใหม่ [7]
การเจาะเก็บจากสายสวนปัสสาวะ (Catheterized Urine) พบเชื้อแบคทีเรียก่อโรคชนิดเดียว ≥ 103 ถึง 104 CFU/mL [7] หากผู้ป่วยไม่มีอาการอักเสบ ถือเป็นภาวะ CA-ASB ไม่ต้องให้ยาปฏิชีวนะ [1, 7]
การเจาะผ่านหน้าท้อง (Suprapubic Aspiration) พบเชื้อแบคทีเรียขึ้นในปริมาณเท่าใดก็ได้ (Any growth) [7] เป็นวิธีที่สะอาดที่สุด ปราศจากการปนเปื้อนจากท่อปัสสาวะส่วนนอก [5, 7]

6. การรักษาในผู้สูงอายุและผู้เป็นเบาหวาน

เมื่อมีอาการเข้าได้กับ UTI แพทย์จะประเมินว่าการติดเชื้ออยู่เฉพาะกระเพาะปัสสาวะหรือมีไข้/อาการทั่วร่างกาย มีการอุดกั้น สายสวน หรือโรคร่วมที่เพิ่มความเสี่ยงหรือไม่ และเลือกยาจากผลเพาะเชื้อ ประวัติแพ้ยา ยาที่ใช้อยู่ และการทำงานของไต ยาบางชนิดต้องปรับขนาดหรือหลีกเลี่ยงเมื่อไตทำงานลดลง [15].

สภาวะโรคทางคลินิก ยาต้านจุลชีพแนะนำหลัก (First-line) ยาต้านจุลชีพทางเลือก (Alternative) ข้อควรระวังพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ/เบาหวาน
กระเพาะปัสสาวะอักเสบในผู้ป่วยเบาหวาน/ผู้สูงอายุ Nitrofurantoin (100 mg กินวันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน) [7]
Fosfomycin trometamol (3 g กินครั้งเดียว) [7]
Oral 3rd Gen Cephalosporins (เช่น Cefixime กิน 7 วัน) [7]
Amoxicillin/clavulanic acid (กิน 7 วัน) [7]
⚠️ แพทย์ต้องประเมินการทำงานของไตก่อนใช้ nitrofurantoin และระวัง fluoroquinolones ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงรุนแรง รวมถึงความผิดปกติของระดับน้ำตาล [1, 3]
กรวยไตอักเสบ / ติดเชื้อซ้ำซ้อนในกลุ่มเสี่ยงสูง Ceftriaxone (1-2 g IV วันละครั้ง) [7]
Ertapenem (กรณีสงสัยเชื้อดื้อยา ESBL) [7]
Gentamicin / Amikacin (ฉีด IV วันละครั้ง) [7]
Piperacillin/tazobactam [7]
🏥 ประเมินการทำงานของไต: ยา aminoglycosides อาจเป็นพิษต่อไตและหู ต้องให้แพทย์กำหนดขนาดและติดตามตามความเสี่ยง [7]

ข้อควรทราบ: ตารางยาเป็นตัวอย่างแนวทางสำหรับการพูดคุยกับแพทย์ ไม่ใช่สูตรให้เลือกยาเอง การเลือกใช้ยาขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา ผู้ป่วยไม่ควรเริ่ม หยุด หรือปรับชนิด ขนาด และระยะเวลายาเอง

บทสรุปส่งท้าย: หัวใจสำคัญคือดูอาการร่วมกับผลตรวจ เก็บตัวอย่างให้ถูกวิธี และไม่ใช้ยาปฏิชีวนะเพียงเพราะพบเชื้อโดยไม่มีอาการ หากมีไข้ หนาวสั่น ปวดสีข้าง ความดันต่ำ หายใจเร็ว ซึมลง หรือรับประทานไม่ได้ ให้รีบประเมินในวันเดียวกันหรือฉุกเฉินตามความรุนแรง

📚 รายการเอกสารอ้างอิงเพื่อการศึกษาสืบค้น (Medical References)

  1. European Association of Urology (EAU). Guidelines on Urological Infections 2026. [EAU-Guidelines-on-Urological-Infections-2026_2026-05-18-101552_yupb.pdf]
  2. American Urological Association (AUA). Recurrent Uncomplicated Urinary Tract Infections in Women: AUA/CUA/SUFU Guideline (2025). [https://www.auanet.org/guidelines-and-quality/guidelines/recurrent-uti]
  3. Infectious Diseases Society of America (IDSA). Guideline Update on Complicated Urinary Tract Infections (2025). [https://www.idsociety.org/practice-guideline/complicated-urinary-tract-infections/]
  4. Urology Care Foundation. Urinary Tract Infection (UTI): Symptoms, Diagnosis & Treatment. [Urinary Tract Infection(UTI): Symptoms, Diagnosis & Treatment - Urology Care Foundation]
  5. National Center for Biotechnology Information (NCBI). Uncomplicated Urinary Tract Infections. StatPearls (Updated February 2025). [https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK470195/]
  6. WikiGuidelines Group. Guidelines for the Prevention, Diagnosis, and Management of Urinary Tract Infections. JAMA Network Open (2024). [nelson_2024_cs_240011_1774017935.22499.pdf]
  7. สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ พ.ศ. 2568. [แนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ_พ.ศ._2568.pdf]
  8. รศ. นพ.วิชัย เตชะสาธิต และคณะ. บทความการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะและการเลือกใช้ยาต้านจุลชีพ. [บทความ UTI edit_Wichai_28_11_62.pdf]
  9. สมาคมโรคติดเชื้อในระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทย. Clinical Practice Guideline for UTIs (2568_final). [clinical practice guideline UTIs 2568_final.pdf]
  10. Singapore Agency for Care Excellence (ACE). UTI - Appropriate Diagnosis and Antibiotic Use for Uncomplicated Cystitis and Pyelonephritis. [UTI – appropriate diagnosis and antibiotic use for uncomplicated cystitis and pyelonephritis (De.pdf]
  11. Department of Obstetrics and Gynecology, Faculty of Medicine, Chiang Mai University. Urinary Tract Infections in Pregnancy. [Urinary Tract Infections in Pregnancy - Department of Obstetrics and Gynecology Faculty of Medicine Chiang Mai University]
  12. National Health Service (NHS) & UK Health Security Agency. Methenamine Hippurate for Recurrent Urinary Tract Infections Prevention. [clinical practice guideline UTIs 2568_final.pdf]
  13. Infectious Diseases Society of America (IDSA). Clinical Practice Guideline for the Management of Asymptomatic Bacteriuria: 2019 Update. IDSA guideline
  14. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Guideline for Prevention of Catheter-Associated Urinary Tract Infections: Specimen Collection. CDC recommendations
  15. Infectious Diseases Society of America (IDSA). Guideline Update on Complicated Urinary Tract Infections. 2025. IDSA cUTI guideline