เมื่อพูดถึง "โรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน" (Acute Pyelonephritis) ในทางการแพทย์ถือว่าเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะระดับรุนแรงที่มีการลุกลามขึ้นสู่เนื้อไต [1, 7]. อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยกรวยไตอักเสบสองรายที่มีไข้สูงและปวดบั้นเอวเหมือนกัน อาจมีแนวทางการตรวจรักษาและระดับความอันตรายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับว่าโรคนั้นจัดอยู่ในกลุ่ม "ชนิดไม่ซับซ้อน" (Uncomplicated) หรือ "ชนิดซับซ้อน" (Complicated) [3, 7, 10].

สมาคมระบบทางเดินปัสสาวะยุโรป (EAU 2026) และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งอเมริกา (IDSA 2025) ได้เน้นย้ำความสำคัญของการแยกแยะ 2 ภาวะนี้ให้ชัดเจนตั้งแต่แรกรับผู้ป่วย เนื่องจากชนิดซับซ้อนมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการล้มเหลวในการรักษาด้วยยากิน และอาจจำเป็นต้องทำหัตถการฉุกเฉินเพื่อช่วยชีวิต [1, 3]. บทความนี้จะสรุปความแตกต่างในทุกมิติ ทั้งนิยาม ปัจจัยเสี่ยง การส่งตรวจรังสี และหลักการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะครับ

1. สรุปความแตกต่างพื้นฐาน: นิยามและกลุ่มผู้ป่วยเป้าหมาย

สิ่งสำคัญคือ ต้องค้นหาว่าผู้ป่วยมีปัจจัยที่ทำให้การติดเชื้อรุนแรง รักษายาก หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือไม่ โดยเฉพาะ: [1, 7]

  • ปัสสาวะไหลไม่สะดวกหรือมีการอุดกั้น: เช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะคั่ง หรือความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ
  • มีอุปกรณ์หรือเคยทำหัตถการในทางเดินปัสสาวะ: เช่น สายสวนปัสสาวะ สายค้ำท่อไต (ureteral stent) หรือสายระบายไต (nephrostomy)
  • มีโรคหรือภาวะที่เพิ่มความเสี่ยง: เช่น เบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคไต หรือการตั้งครรภ์
  • มีความเสี่ยงต่อเชื้อดื้อยา: เช่น เคยพบเชื้อดื้อยา ใช้ยาปฏิชีวนะไม่นานมานี้ หรือเพิ่งรักษาตัวในโรงพยาบาล
  • มีอาการรุนแรงหรือสงสัยภาวะแทรกซ้อน: เช่น ปัสสาวะไม่ออก อาการทรุดลง หรือสงสัยการติดเชื้อร่วมกับการอุดกั้น
  • กรวยไตอักเสบชนิดไม่ซับซ้อน (Uncomplicated Pyelonephritis): ไม่มีปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางการไหลของปัสสาวะ ไม่มีความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ และไม่มีภาวะที่ทำให้การรักษายากขึ้นอย่างชัดเจน [5, 7, 10].
  • กรวยไตอักเสบชนิดซับซ้อน (Complicated Pyelonephritis): มีปัจจัยร่วม เช่น นิ่ว การอุดกั้น ปัสสาวะคั่ง อุปกรณ์ในทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติทางโครงสร้าง โรคร่วมสำคัญ หรือความเสี่ยงเชื้อดื้อยา ซึ่งอาจทำให้รักษายากขึ้นหรือต้องแก้ต้นเหตุร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะ [1, 3, 7].

2. ปัจจัยบ่งชี้ว่าเคสใดคือ "กรวยไตอักเสบชนิดซับซ้อน"

ปัจจัยต่อไปนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่แพทย์ใช้ประเมินความเสี่ยง วางแผนตรวจเพิ่มเติม และพิจารณาว่าต้องแก้ต้นเหตุร่วมด้วยหรือไม่ [1, 3, 7, 9]:

หมวดหมู่ปัจจัยเสี่ยง รายละเอียดลักษณะและภาวะของผู้ป่วย (Complicating Factors) ผลกระทบต่อความรุนแรงของโรค
1. การอุดกั้นทางกายภาพ (Mechanical Obstruction) • นิ่วในไตหรือนิ่วอุดกั้นท่อไต (Obstructive urolithiasis) [1, 7]
• ต่อมลูกหมากโตอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ (BPH in men) [1, 3]
• ท่อไตตีบแคบ หรือเนื้องอกกดทับทางเดินปัสสาวะ [1]
ทำให้น้ำปัสสาวะติดเชื้อคั่งค้าง เกิดแรงดันสูงในไต เสี่ยงต่อการเกิดไตเน่าเป็นหนอง (Pyonephrosis) และ urosepsis รวดเร็ว [1, 7].
2. ความผิดปกติทางโครงสร้าง/อุปกรณ์ • ผู้ป่วยคาสายสวนปัสสาวะ (Indwelling Urinary Catheter) [1, 7]
• ผู้ทำหัตถการส่องกล้องหรือมีอุปกรณ์ในทางเดินปัสสาวะ [1]
• กระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติจากโรคประสาท (Neurogenic bladder) [1]
แบคทีเรียสร้างชีวฟิล์ม (Biofilm) ยึดเกาะอุปกรณ์ ทำให้ยาปฏิชีวนะทั่วไปซึมเข้าทำลายเชื้อได้ยาก [1, 7].
3. สภาวะทางสรีรวิทยาและภูมิคุ้มกัน • เพศชาย โดยเฉพาะเมื่อมีต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะคั่ง หรือสงสัยต่อมลูกหมากอักเสบร่วมด้วย [3, 7, 10]
หญิงตั้งครรภ์ [1, 5, 11]
• ผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetes mellitus) โดยเฉพาะที่คุมน้ำตาลไม่ได้ [1, 7]
• ผู้ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยปลูกถ่ายไต หรือไตวายเรื้อรัง [1, 7]
ปัจจัยเหล่านี้อาจเพิ่มโอกาสที่โรคจะมีการดำเนินโรคซับซ้อนหรือรุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการรักษาไม่ได้ผล จึงต้องประเมินและจัดการปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย [1, 7].
4. เชื้อก่อโรคดื้อยาหลายขนาน • มีประวัติประชากรเชื้อดื้อยา ESBL หรือ CRE ในช่วง 3-12 เดือนก่อน [3, 7]
• ติดเชื้อในโรงพยาบาล (Hospital-acquired / Healthcare-associated) [7]
แพทย์ต้องพิจารณาผลเพาะเชื้อ ประวัติเชื้อดื้อยา การใช้ยาปฏิชีวนะก่อนหน้า และข้อมูลเชื้อดื้อยาในพื้นที่เพื่อเลือกยา บางรายอาจต้องเริ่มด้วยยาฉีด [3, 7].

3. ความแตกต่างในการส่งตรวจวิเคราะห์และรังสีวินิจฉัย

ขั้นตอนการสืบค้นเพื่อยืนยันโรคมีความแตกต่างอย่างชัดเจนตามระดับความซับซ้อนดังนี้ [1, 3, 7, 10]:

การส่งตรวจห้องปฏิบัติการ (Lab Tests)

  • ชนิดไม่ซับซ้อน: ตรวจ Urinalysis + ตรวจเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture) เสมอ [7, 10]. การเจาะเลือดตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) หรือเจาะเลือดเพาะเชื้อ (Blood Culture) จะทำเฉพาะรายที่มีอาการรุนแรง [7].
  • ชนิดซับซ้อน: ควรตรวจปัสสาวะและเพาะเชื้อเพื่อเลือกยาที่เหมาะสม พร้อมประเมินการทำงานของไต แพทย์จะพิจารณาตรวจเลือดและเพาะเชื้อในเลือดเมื่อมีอาการรุนแรง สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หรือต้องรักษาในโรงพยาบาล [1, 3, 7].

การส่งตรวจทางรังสีวินิจฉัย (Imaging Studies)

  • ชนิดไม่ซับซ้อน: แพทย์จะพิจารณาตรวจภาพทางเดินปัสสาวะเมื่ออาการแย่ลง ไข้ไม่ดีขึ้นหลังเริ่มยาปฏิชีวนะ หรือมีข้อมูลที่ทำให้สงสัยนิ่ว การอุดกั้น หรือภาวะแทรกซ้อน [1, 7, 10].
  • ชนิดซับซ้อนหรือสงสัยมีการอุดกั้น: ควรได้รับการพิจารณาตรวจภาพทางเดินปัสสาวะเพื่อค้นหานิ่ว การอุดกั้น ปัสสาวะคั่ง ไตบวม หรือฝี โดยชนิดและความเร่งด่วนของอัลตราซาวนด์, CT หรือการตรวจอื่นขึ้นกับอาการ ความรุนแรง การทำงานของไต และความสงสัย obstruction/complication หากอาการทรุดหรือสงสัยการอุดกั้นร่วมกับการติดเชื้อ ต้องประเมินอย่างเร่งด่วน [1, 3, 7]. *(สตรีมีครรภ์ควรใช้วิธีที่หลีกเลี่ยงรังสีตามดุลยพินิจแพทย์) [1, 11]*

4. ตารางเปรียบเทียบแนวทางการรักษาและระยะเวลาการให้ยา

ประเด็นการรักษา กรวยไตอักเสบชนิดไม่ซับซ้อน (Uncomplicated) กรวยไตอักเสบชนิดซับซ้อน (Complicated)
สถานที่รักษา (Setting) สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอก (Outpatient) ได้หากอาการไม่รุนแรงและกินยาได้ [1, 7, 10]. แพทย์พิจารณารับไว้ในโรงพยาบาลเมื่ออาการรุนแรง มีภาวะติดเชื้อทั่วร่างกาย อาเจียนหรือรับประทานยาไม่ได้ ไตทำงานแย่ลง สงสัยการอุดกั้น หรือจำเป็นต้องทำหัตถการ [1, 3, 7].
ยาปฏิชีวนะเริ่มต้น (Empirical Therapy) เลือกยาตามความรุนแรง ผลเพาะเชื้อ ประวัติแพ้ยา การทำงานของไต และข้อมูลเชื้อดื้อยาในพื้นที่ ผู้ที่อาการไม่รุนแรงและรับประทานยาได้อาจรักษาแบบผู้ป่วยนอกตามดุลยพินิจแพทย์ [1, 7]. เลือกยาโดยคำนึงถึงความรุนแรง ประวัติเชื้อดื้อยา การใช้ยาปฏิชีวนะก่อนหน้า ผลเพาะเชื้อ และปัจจัยที่ต้องแก้ไข บางรายต้องเริ่มยาทางหลอดเลือดดำ แต่ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกราย [1, 3, 7].
ยาที่ใช้รักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบบางชนิด Nitrofurantoin และ fosfomycin ชนิดรับประทานไม่เหมาะสำหรับรักษากรวยไตอักเสบ เพราะระดับยาในเนื้อไตไม่เพียงพอ [1, 7, 10]. ไม่ควรนำยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อเฉพาะกระเพาะปัสสาวะมาใช้รักษาการติดเชื้อที่ไต ผู้ป่วยไม่ควรซื้อหรือเปลี่ยนยาเอง [1, 7, 10].
ระยะเวลาการรักษา (Duration) ระยะเวลาขึ้นกับยาที่ใช้ เชื้อ ความรุนแรง และการตอบสนอง ให้รับประทานยาครบตามที่แพทย์กำหนดแม้อาการดีขึ้นแล้ว [1, 3, 7]. ระยะเวลาต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลตามเชื้อ ยาที่ใช้ การตอบสนอง การแก้ source และการมีฝี การอุดกั้น หรือต่อมลูกหมากเกี่ยวข้อง ห้ามหยุดยาเองเมื่ออาการดีขึ้น [3, 7].
การทำ Source Control (หัตถการแก้ไข) หากไม่มีการอุดกั้น ฝี หรือสิ่งที่ต้องแก้ไข มักไม่ต้องทำหัตถการฉุกเฉิน [7, 10]. ทำ source control เมื่อพบต้นเหตุที่ต้องแก้ เช่น นิ่วอุดกั้น ปัสสาวะติดเชื้อคั่ง ฝี หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การติดเชื้อร่วมกับการอุดกั้นอาจต้องระบายปัสสาวะอย่างเร่งด่วน [1, 3, 7].

วิธีใช้ตารางนี้

ตารางนี้ช่วยให้เข้าใจว่าเหตุใดผู้ป่วยสองคนที่เป็นกรวยไตอักเสบเหมือนกันจึงอาจได้รับการตรวจและรักษาต่างกัน ผู้ป่วยไม่ควรใช้ตารางเลือกยาเอง สิ่งที่ควรทำคือแจ้งปัจจัยเสี่ยงให้แพทย์ทราบ รับประทานยาตามระยะเวลาที่กำหนด และสังเกตอาการเตือน

5. หัวใจสำคัญ: เมื่อการติดเชื้อเกิดร่วมกับการอุดกั้น

ลองนึกถึงทางเดินปัสสาวะเป็นเหมือน "ท่อน้ำ" หากท่อยังโล่ง ยาปฏิชีวนะและการไหลของปัสสาวะช่วยควบคุมการติดเชื้อได้ แต่ถ้ามีนิ่วหรือสิ่งอื่นอุดท่อ ปัสสาวะที่ติดเชื้อจะคั่งอยู่เหนือจุดอุดกั้น คล้ายท่อน้ำเสียที่ระบายออกไม่ได้ ภาวะนี้อาจทรุดเร็วและยาปฏิชีวนะอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

หากพบไตอุดกั้นร่วมกับการติดเชื้อหรือน้ำหนองคั่งในกรวยไต (Pyonephrosis) ต้องปรึกษาศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อพิจารณาระบายปัสสาวะอย่างเร่งด่วน วิธีที่ใช้ได้แก่การใส่สายระบายผ่านผิวหนังเข้าสู่ไต (Percutaneous Nephrostomy: PCN) หรือใส่สายค้ำท่อไต (Double-J Stent) ส่วนการกำจัดนิ่วขั้นเด็ดขาดมักวางแผนหลังควบคุมการติดเชื้อแล้ว [1, 3, 7].

6. ผู้ป่วยควรแจ้งอะไรแก่แพทย์?

  • เคยมีนิ่ว ปวดเอวแบบบิดเป็นพักๆ ปัสสาวะน้อยลง ปัสสาวะไม่ออก หรือรู้สึกว่าปัสสาวะไม่หมด
  • มีต่อมลูกหมากโต เบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคไต หรือเคยปลูกถ่ายอวัยวะ
  • มีสายสวนปัสสาวะ สายระบายไต (nephrostomy) สายค้ำท่อไต (ureteral stent) หรือเพิ่งทำหัตถการทางเดินปัสสาวะ
  • เคยเพาะเชื้อพบเชื้อดื้อยา เพิ่งนอนโรงพยาบาล หรือใช้ยาปฏิชีวนะในช่วงที่ผ่านมา

7. เมื่อไรควรไปโรงพยาบาลเร่งด่วน?

ควรพบแพทย์โดยเร็ว เมื่อมีไข้หรือหนาวสั่นร่วมกับปวดเอวหรือสีข้าง โดยเฉพาะเมื่อมีประวัตินิ่ว ปัสสาวะไหลไม่สะดวก เบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรืออุปกรณ์ในทางเดินปัสสาวะ

ไปห้องฉุกเฉินทันที หากปัสสาวะไม่ออก ปวดรุนแรง อาเจียนจนดื่มน้ำหรือรับประทานยาไม่ได้ ซึม สับสน หายใจเร็ว หน้ามืด เป็นลม ตัวเย็น หรืออาการทรุดเร็ว เพราะอาจมีการอุดกั้นหรือการติดเชื้อรุนแรงที่ต้องประเมินและแก้ไขโดยเร่งด่วน

บทความวิชาการนี้ผ่านการตรวจสอบโดยคณะบรรณาธิการแพทย์ Siamhealth

เนื้อหาทั้งหมดได้รับการวิจัย คัดกรอง และเรียบเรียงขึ้นโดยอิงตามแนวทางเวชปฏิบัติการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 [7], มาตรฐานการดูแลภาวะ cUTI ของ IDSA ค.ศ. 2025 [3] และคู่มือระบบทางเดินปัสสาวะยุโรป EAU ค.ศ. 2026 [1] เพื่อเป็นหลักประกันความถูกต้องทางวิชาการและประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน