กรวยไตอักเสบเฉียบพลัน (Acute Pyelonephritis) คือการติดเชื้อที่กรวยไตและเนื้อไต อาการที่พบบ่อยคือไข้หรือหนาวสั่นร่วมกับปวดเอวหรือสีข้าง คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีปัสสาวะแสบขัดหรือปัสสาวะบ่อยร่วมด้วย อาการไม่จำเป็นต้องมีครบทุกข้อ และการไม่มีไข้สูงไม่ได้ตัดโรคนี้ออก [1, 3].

หากสงสัยกรวยไตอักเสบ ควรพบแพทย์ภายในวันเดียวกัน เพื่อประเมิน ตรวจปัสสาวะ และเริ่มการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรซื้อหรือเริ่มยาปฏิชีวนะด้วยตนเอง

กรวยไตอักเสบคืออะไร และต่างจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบอย่างไร?

กรวยไต (Renal pelvis) คือบริเวณที่รวบรวมน้ำปัสสาวะจากเนื้อไตก่อนส่งลงท่อไต เชื้อส่วนใหญ่มักเริ่มจากทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง แล้วไต่จากกระเพาะปัสสาวะขึ้นตามท่อไตไปยังกรวยไตและเนื้อไต จึงเรียกว่า “การติดเชื้อไต่ขึ้น”

  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบ: มักเด่นที่ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย ปวดเร่งด่วน หรือปวดหน่วงท้องน้อย โดยไม่มีอาการปวดสีข้างหรืออาการป่วยทั่วไปร่วมอย่างเด่นชัด
  • กรวยไตอักเสบ: มักมีไข้ หนาวสั่น ปวดเอวหรือสีข้าง คลื่นไส้ อาเจียน หรือรู้สึกป่วยมากร่วมด้วย อาการปัสสาวะผิดปกติอาจมีหรือไม่มีก็ได้ [1].

ใครบ้างมีความเสี่ยงหรือควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม?

  • ผู้หญิง: มีโอกาสติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่ายกว่าจากลักษณะทางกายวิภาค
  • หญิงตั้งครรภ์: ต้องได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว เพราะโรคอาจส่งผลต่อทั้งมารดาและการตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีนิ่วหรือทางเดินปัสสาวะอุดกั้น: รวมถึงต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะคั่ง หรือความผิดปกติทางโครงสร้าง
  • ผู้ที่มีเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง: อาจมีความเสี่ยงต่อโรครุนแรงหรือรักษาซับซ้อนขึ้น
  • ผู้ที่มีสายสวนปัสสาวะหรือเพิ่งทำหัตถการทางเดินปัสสาวะ
  • เด็กที่มีปัสสาวะไหลย้อนจากกระเพาะปัสสาวะขึ้นไปยังท่อไต (Vesicoureteral reflux)

เด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจมีอาการไม่จำเพาะ เช่น ซึม สับสน รับประทานได้น้อย อาเจียน หรืออ่อนเพลีย แต่ไม่ควรสรุปว่าเป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจากอาการเหล่านี้เพียงอย่างเดียว

อาการที่ควรสังเกต

  • ไข้ หนาวสั่น หรือรู้สึกป่วยมาก
  • ปวดเอวหรือสีข้าง อาจเจ็บเมื่อแพทย์เคาะบริเวณมุมซี่โครงด้านหลัง
  • คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หรือรับประทานน้ำและยาไม่ได้
  • ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย เร่งด่วน ขุ่น หรือมีเลือดปน ซึ่งอาจมีหรือไม่มีก็ได้

เมื่อไรต้องไปโรงพยาบาลเร่งด่วน?

ไปห้องฉุกเฉินทันทีหากมีอาการต่อไปนี้:

  • ซึม สับสน เป็นลม หายใจเร็ว ตัวเย็น หรืออาการทรุดอย่างรวดเร็ว
  • ปัสสาวะน้อยลงมากหรือปัสสาวะไม่ออก โดยเฉพาะเมื่อปวดเอวหรือมีประวัตินิ่ว
  • อาเจียนจนดื่มน้ำ รับประทานยา หรือดูแลตนเองไม่ได้
  • ปวดรุนแรงมาก มีภาวะขาดน้ำ หรือแพทย์เคยแจ้งว่ามีไตอุดกั้น

แพทย์ตรวจอะไรบ้าง?

  1. ตรวจปัสสาวะ: ช่วยค้นหาเม็ดเลือดขาว เลือด หรือข้อมูลที่สนับสนุนการติดเชื้อ ผล nitrite, leukocyte esterase หรือ WBC casts ไม่จำเป็นต้องพบครบและไม่ใช้ยืนยันโรคเพียงอย่างเดียว
  2. เพาะเชื้อปัสสาวะและทดสอบความไวต่อยา: เป็นการตรวจสำคัญในกรวยไตอักเสบ เพื่อระบุเชื้อและช่วยเลือกยาที่เหมาะสม ควรเก็บก่อนเริ่มยาเมื่อทำได้ แต่ต้องไม่ทำให้การรักษาผู้ป่วยที่อาการรุนแรงล่าช้า [1, 3].
  3. ตรวจเลือด: แพทย์พิจารณาตามความรุนแรง การทำงานของไต ภาวะขาดน้ำ และความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ส่วน blood culture ใช้เมื่อสงสัย sepsis หรือมีอาการรุนแรง ไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน
  4. ตรวจภาพทางเดินปัสสาวะ: มีความสำคัญเมื่อสงสัยนิ่ว การอุดกั้น ปัสสาวะคั่ง ความผิดปกติทางโครงสร้าง ฝี อาการรุนแรง อาการทรุด หรือไม่ดีขึ้นตามที่คาด ชนิดและความเร่งด่วนของ ultrasound, CT หรือการตรวจอื่นขึ้นกับสถานการณ์ของผู้ป่วย [1].

หลักการรักษา

กรวยไตอักเสบจากแบคทีเรียต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่แพทย์เลือกตามความรุนแรง เชื้อที่สงสัยหรือพบ ผลความไวต่อยา การทำงานของไต ประวัติแพ้ยา การใช้ยาปฏิชีวนะก่อนหน้า และปัจจัยของผู้ป่วย ระยะเวลารักษาขึ้นกับยาที่ใช้ การตอบสนอง และการมีนิ่ว อุดกั้น ฝี หรือแหล่งติดเชื้อที่ต้องแก้ไข [1, 2, 3].

  • รักษาแบบผู้ป่วยนอก: อาจเหมาะเมื่ออาการไม่รุนแรง รับประทานน้ำและยาได้ ไม่มีสัญญาณอันตราย และสามารถติดตามอาการได้
  • รักษาในโรงพยาบาล: พิจารณาเมื่ออาการรุนแรง สงสัย sepsis อาเจียนหรือขาดน้ำ รับประทานยาไม่ได้ ไตทำงานแย่ลง ตั้งครรภ์ร่วมกับความเสี่ยงสูง หรือสงสัยนิ่วอุดกั้นและภาวะแทรกซ้อน
  • เปลี่ยนจากยาฉีดเป็นยารับประทาน: แพทย์อาจพิจารณาเมื่ออาการดีขึ้น รับประทานยาได้ และมียารับประทานที่เหมาะกับเชื้อ เป็นแนวทางรายบุคคล ไม่ใช่กฎเวลาตายตัว

Nitrofurantoin และ fosfomycin ชนิดรับประทานโดยทั่วไปไม่เหมาะสำหรับรักษาการติดเชื้อที่ไต เพราะระดับยาในเนื้อไตไม่เพียงพอ ผู้ป่วยไม่ควรซื้อ เริ่ม เปลี่ยน หยุด หรือต่อระยะยาปฏิชีวนะเอง

รับประทานยาตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว หากผลเพาะเชื้อพบว่าเชื้อดื้อยา แพทย์อาจเปลี่ยนยาให้ตรงกับผลตรวจ

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวัง

  • Urosepsis หรือ septic shock: การตอบสนองต่อการติดเชื้อที่ทำให้อวัยวะทำงานผิดปกติ อาจมีความดันต่ำ ซึม หายใจเร็ว หรือไหลเวียนเลือดล้มเหลว ไม่ได้หมายความว่าผู้มีไข้หรือหนาวสั่นทุกคนมีเชื้อในเลือด
  • ฝีในไตหรือรอบไต (Renal/perinephric abscess): ควรนึกถึงเมื่ออาการไม่ดีขึ้นหรือมีความเสี่ยง การรักษาขึ้นกับขนาด ตำแหน่ง ความรุนแรง และการตอบสนอง บางรายอาจต้องระบายหนอง
  • กรวยไตอักเสบชนิดมีแก๊ส (Emphysematous pyelonephritis): เป็นภาวะรุนแรงที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลและพบได้มากขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน
  • ไตบาดเจ็บเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury: AKI): อาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อรุนแรง ภาวะขาดน้ำ หรือการอุดกั้น
  • การติดเชื้อร่วมกับการอุดกั้น: ยาปฏิชีวนะอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอและอาจต้องรีบระบายทางเดินปัสสาวะ

การติดตามผลและการดูแลตนเองอย่างปลอดภัย

  • หากอาการแย่ลง มีสัญญาณอันตรายใหม่ หรือไม่เริ่มดีขึ้นตามที่แพทย์คาด ควรติดต่อสถานพยาบาลเพื่อประเมินซ้ำ การติดตามภายในประมาณ 48–72 ชั่วโมงอาจเหมาะในผู้ป่วยนอก แต่ไม่ควรรอหากอาการทรุด
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงภาวะขาดน้ำ หากมีโรคไต โรคหัวใจ หรือถูกจำกัดน้ำ ให้ทำตามปริมาณที่แพทย์กำหนด
  • อย่าหยุดยาเองเมื่ออาการดีขึ้น และอย่าใช้ยาปฏิชีวนะที่เหลือจากครั้งก่อน
  • หากเป็นซ้ำ แพทย์จะพิจารณาค้นหานิ่ว การอุดกั้น ปัสสาวะคั่ง หรือความผิดปกติทางเดินปัสสาวะตามประวัติและความเสี่ยง ไม่ใช่ทุกคนต้องตรวจชนิดเดียวกัน

ควรแจ้งอะไรแก่แพทย์?

  • เริ่มมีไข้ ปวดเอว อาเจียน หรืออาการปัสสาวะผิดปกติตั้งแต่เมื่อใด
  • ตั้งครรภ์หรืออาจตั้งครรภ์
  • เคยมีนิ่ว ต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะคั่ง สายสวน หรือหัตถการทางเดินปัสสาวะ
  • มีเบาหวาน โรคไต ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือข้อจำกัดการดื่มน้ำ
  • ประวัติแพ้ยา ยาปฏิชีวนะที่ใช้ไม่นานมานี้ และผลเพาะเชื้อหรือเชื้อดื้อยาเดิมถ้ามี