
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
การคัดกรอง (Screening) คือการตรวจหาโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่ม ตั้งแต่ที่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการใดๆ ซึ่งในทางทฤษฎีจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้ แต่สำหรับการคัดกรอง "มะเร็งต่อมลูกหมาก" นั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะตอบง่ายๆ ว่า "ควร" หรือ "ไม่ควร" ตรวจ
เนื่องจากมะเร็งต่อมลูกหมากส่วนใหญ่โตช้ามาก การตรวจพบอาจนำไปสู่ความวิตกกังวลและการรักษาที่เกินจำเป็นซึ่งมีผลข้างเคียงสูง ดังนั้น สมาคมโรคมะเร็งอเมริกัน (American Cancer Society) จึงแนะนำให้ผู้ชายทุกคนต้องได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนทั้งข้อดีและข้อเสีย เพื่อ "ตัดสินใจร่วมกับแพทย์" (Shared Decision Making)
การคัดกรองในปัจจุบันใช้การตรวจ 2 อย่างควบคู่กัน:
การตรวจเลือดหาค่า PSA (Prostate-Specific Antigen):
เป็นการเจาะเลือดเพื่อวัดระดับโปรตีน PSA ที่สร้างจากต่อมลูกหมาก
ข้อจำกัด: ค่า PSA สูงไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไป (อาจเกิดจากต่อมลูกหมากโต (BPH) หรืออักเสบ) และค่า PSA ต่ำก็ไม่ได้การันตีว่าไม่เป็นมะเร็ง
การตรวจต่อมลูกหมากทางทวารหนัก (DRE):
แพทย์จะใช้นิ้วสอดเข้าทางทวารหนักเพื่อคลำสัมผัสต่อมลูกหมาก
ข้อจำกัด: ใช้เพื่อตรวจหาก้อนแข็งหรือพื้นผิวที่ขรุขระผิดปกติ แต่ไม่สามารถตรวจพบมะเร็งที่มีขนาดเล็กมากหรืออยู่ด้านหน้าของต่อมได้
การตัดสินใจตรวจ PSA มีความซับซ้อน เพราะมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง
สามารถตรวจพบมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มที่ยังไม่มีอาการ ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาด
ผลบวกลวง (False Positives): ค่า PSA สูง แต่ไม่ได้เป็นมะเร็ง (เกิดจาก BPH หรืออักเสบ) ซึ่งนำไปสู่ความวิตกกังวล และต้องเจ็บตัวจากการ "เจาะชิ้นเนื้อ" (Biopsy) ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ผลลบลวง (False Negatives): ค่า PSA ปกติ แต่มีมะเร็งซ่อนอยู่ (พบได้ประมาณ 15% ในผู้ที่ PSA < 4) ทำให้ผู้ป่วยชะล่าใจ
การวินิจฉัยเกินจำเป็น (Overdiagnosis): นี่คือปัญหาที่ใหญ่ที่สุด การตรวจ PSA อาจทำให้เราพบมะเร็งชนิดที่ "โตช้ามาก" (Indolent Cancer) ซึ่งในความเป็นจริง มะเร็งชนิดนี้อาจไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อผู้ป่วยเลยตลอดชีวิต
การรักษาเกินจำเป็น (Overtreatment): เมื่อผู้ป่วยทราบว่าเป็นมะเร็ง (แม้จะเป็นชนิดโตช้า) ก็มักจะเลือกรับการรักษา เช่น การผ่าตัด หรือการฉายรังสี ซึ่งการรักษาเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลข้างเคียงถาวร เช่น ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือ การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
สมาคมโรคมะเร็งอเมริกัน แนะนำให้ผู้ชายเริ่ม "พูดคุยปรึกษา" กับแพทย์เกี่ยวกับข้อดี-ข้อเสียของการตรวจ PSA ตามช่วงอายุดังนี้:
อายุ 50 ปี: สำหรับผู้ชายทั่วไป ที่มีความเสี่ยงปกติ และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกอย่างน้อย 10 ปี
อายุ 45 ปี: สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่
ชายชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน
ผู้ที่มีญาติสายตรง (พ่อ, พี่ชาย, น้องชาย) ที่เคยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากก่อนอายุ 65 ปี
อายุ 40 ปี: สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงมาก (เช่น มีญาติสายตรงมากกว่า 1 คนที่เป็นมะเร็งตั้งแต่อายุน้อย)
ข้อสำคัญ: ผู้ชายที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือคาดว่าจะมีอายุขัยเหลือไม่ถึง 10 ปี ไม่แนะนำให้รับการตรวจคัดกรองนี้ เพราะประโยชน์ที่ได้จะไม่คุ้มกับความเสี่ยง
หาก PSA < 2.5 ng/mL: แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 2 ปี
หาก PSA ≥ 2.5 ng/mL: แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจถี่ขึ้นทุก 1 ปี
หาก PSA สูงผิดปกติ หรือ DRE ผิดปกติ: แพทย์จะไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งทันที แต่อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำ หรือส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำอัลตราซาวด์ผ่านทางทวารหนัก (TRUS) และตามด้วย การเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy) ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะยืนยันการวินิจฉัยได้
เพราะมะเร็งต่อมลูกหมากมักจะเติบโตช้าผู้ที่ไม่ควรได้รับการคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากได้แก่
สรุป: การคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดสำหรับทุกคน คุณควรพูดคุยกับแพทย์ถึงปัจจัยเสี่ยงส่วนตัว และความกังวลของคุณ เพื่อตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับตัวคุณเองที่สุด
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว