siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

“ทำไมคุมเบาหวานไม่ได้” — มุมมองทางการแพทย์ที่ถูกต้อง

เมื่อผู้ป่วยกินยาแล้วแต่น้ำตาลยังสูง
แพทย์จะไม่ได้ดูแค่ “ยา” อย่างเดียว
แต่จะประเมิน 5 ปัจจัยหลัก ต่อไปนี้

 


1️⃣ มีการติดเชื้อหรือการอักเสบแฝงในร่างกายหรือไม่

การติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็น

📌 เหตุผลคือ
การติดเชื้อทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด (เช่น cortisol, adrenaline)
ซึ่งไปต้านฤทธิ์อินซูลินโดยตรง

📌 จุดสังเกต: หากมีอาการไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ เพลียตอนบ่าย หรือมีเหงื่อออกกลางคืน ควรแจ้งแพทย์เพื่อเอกซเรย์ปอดทันที

👉 ดังนั้น แพทย์จึงมักค้นหาการติดเชื้อแฝงเสมอ เมื่อควบคุมน้ำตาลไม่ได้


2️⃣ ภาวะอักเสบเรื้อรังในร่างกาย (Chronic inflammation)

แม้ไม่มีการติดเชื้อชัดเจน
แต่ภาวะอักเสบเรื้อรัง เช่น

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับคุณหมอ และ "ควรเพิ่มเติมเป็นอย่างมาก" ครับ

การที่คุณหมอเสริมประเด็นเรื่อง วัณโรคปอด (TB) และ โรคกลุ่ม Autoimmune (SLE, RA) เข้ามา จะทำให้เนื้อหานี้ "คม" และ "ลึก" ขึ้นกว่าบทความทั่วไปมากครับ เพราะนี่คือปัญหาหน้างานจริงๆ ที่เจอในบริบทประเทศไทยครับ

ผมขออนุญาตวิเคราะห์เหตุผลสนับสนุนและปรับปรุงเนื้อหาให้ใหม่ดังนี้ครับ:

1. ทำไมถึงควรใส่ "วัณโรคปอด" (Tuberculosis)

2. ทำไมถึงควรใส่ "SLE, Rheumatoid, โรคผิวหนังเรื้อรัง"


📝 เนื้อหาฉบับปรับปรุง (Updated Content)

ผมได้แทรก 2 ประเด็นนี้เข้าไปในเนื้อหาเดิมให้เนียนตาและครบถ้วนครับ:

1️⃣ มีการติดเชื้อหรือการอักเสบแฝงในร่างกายหรือไม่

การติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็น

📌 จุดสังเกต: หากมีอาการไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ เพลียตอนบ่าย หรือมีเหงื่อออกกลางคืน ควรแจ้งแพทย์เพื่อเอกซเรย์ปอดทันที

2️⃣ ภาวะอักเสบเรื้อรังในร่างกาย (Chronic inflammation)

ภาวะที่ร่างกายต่อสู้กับการอักเสบตลอดเวลา ทำให้ดื้ออินซูลิน ได้แก่

สามารถทำให้ ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ส่งผลให้ยาที่ใช้ได้ผลน้อยลง

📌 นี่คือเหตุผลที่บางคนกินยาครบ แต่ค่าน้ำตาลไม่ลง

📌 ประเด็นสำคัญ: โรคกลุ่มนี้มักมีการใช้ยา "สเตียรอยด์" ร่วมด้วย ซึ่งยาสเตียรอยด์มีผลโดยตรงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

 

ทำไมน้ำตาลในเลือดสูง

3️⃣ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance)

นี่คือหัวใจสำคัญของเบาหวานชนิดที่ 2

แม้ร่างกายจะมีอินซูลิน
แต่เซลล์ไม่ตอบสนอง → น้ำตาลเข้าเซลล์ไม่ได้ → ค่าน้ำตาลในเลือดสูง

ปัจจัยที่ทำให้ดื้ออินซูลิน ได้แก่:


4️⃣ ปัญหาเรื่องการใช้ยา

ผู้ป่วยบางราย:

📌 การเปลี่ยนแปลงยาควรทำโดยแพทย์เสมอ ไม่ควรปรับเอง


5️⃣ อาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต

แม้กินยาดีแค่ไหน หากยังมีปัจจัยเหล่านี้:

ระดับน้ำตาลก็ยังคุมได้ยาก


6️⃣ สรุปภาพรวม (สำหรับใช้ในบทความ)

การควบคุมเบาหวานไม่ใช่เรื่องของยาเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นผลรวมของ “ยา + พฤติกรรม + การดูแลร่างกายโดยรวม”
หากควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ควรประเมินทั้งเรื่องการติดเชื้อ การอักเสบ ภาวะดื้ออินซูลิน อาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยาอย่างรอบด้าน

1. ค่ามาตรฐานที่ใช้ประเมินการควบคุมเบาหวาน

🔹 1) ระดับน้ำตาลในเลือด (Plasma Glucose)

ช่วงการตรวจ ค่าเป้าหมายทั่วไป
ก่อนอาหาร (Fasting) 70–130 mg/dL
หลังอาหาร 2 ชม. <180 mg/dL
ก่อนนอน ประมาณ 100–140 mg/dL

หากค่าสูงกว่านี้เป็นประจำ แสดงว่าการควบคุมยังไม่ดี


ตารางเกณฑ์ประเมินระดับ HbA1c (ตัวสำคัญที่สุด

ค่า HbA1c ความหมาย
น้อยกว่า 7% ควบคุมได้ดี (เป้าหมาย)
7 – 8% พอใช้ (ควรปรับปรุง)
มากกว่า 8% ควบคุมไม่ดี
มากกว่า 9% เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนสูง

 

📌 ค่า HbA1c สะท้อน “ค่าเฉลี่ยน้ำตาลย้อนหลัง 2–3 เดือน”
จึงถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สุดในการประเมินการควบคุมโรค


✅ 2. แล้วต้อง “นานแค่ไหน” ถึงเรียกว่าควบคุมไม่ได้?

โดยหลักการทางการแพทย์:

🔸 หาก HbA1c > 7% ต่อเนื่องเกิน 3–6 เดือน
→ ถือว่า ควบคุมเบาหวานไม่ได้ (poor glycemic control)

และถ้า:

จะถือว่าเป็น กลุ่มเสี่ยงสูง ที่ต้องปรับแผนการรักษาอย่างจริงจัง

📋 แบบสำรวจตนเอง (ฉบับเจาะลึก)
"ทำไมคุมเบาหวานไม่ได้?"

ติ๊กถูก ✓ หน้าข้อที่ตรงกับอาการของคุณในช่วง 1-3 เดือนนี้

1. การติดเชื้อและการอักเสบแฝง

2. ภาวะอักเสบเรื้อรังและดื้ออินซูลิน

*รวมถึงการได้รับยากินกลุ่มสเตียรอยด์แก้ปวด/แก้แพ้*

3. การใช้ยา

4. พฤติกรรม

หากคุณทดสอบแล้วพบปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ให้แก้ไขและแจ้งแพทย์ หากไม่พบความเสี่ยงให้อ่านบทความข้างล่าง

 

เอกสารอ้างอิงทางการแพทย์ (Medical References)

เนื้อหาในบทความนี้อ้างอิงจากแนวทางการรักษาและข้อมูลวิชาการจากหน่วยงานด้านสุขภาพชั้นนำ ดังนี้:

  1. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน (Clinical Practice Guidelines)

    • อ้างอิงจาก: สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย (Diabetes Association of Thailand)

    • ประเด็นที่เกี่ยวข้อง: เกณฑ์การวินิจฉัยและการควบคุมระดับน้ำตาล (HbA1c), แนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการประเมินผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้

    • แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: American Diabetes Association (ADA) - Standards of Care in Diabetes (อัปเดตปีล่าสุด), Ministry of Health Malaysia - Clinical Practice Guidelines on Management of Type 2 Diabetes Mellitus [1.4]

  2. บทบาทของการอักเสบและการติดเชื้อต่อภาวะดื้ออินซูลิน (Inflammation & Infection)

    • อ้างอิงจาก: งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ เช่น MDPI (Journal of Clinical Medicine, Dentistry Journal), PubMed Central (PMC), และ Utah School of Medicine

    • ประเด็นที่เกี่ยวข้อง: ความสัมพันธ์แบบสองทิศทางระหว่างโรคเบาหวานและภาวะอักเสบเรื้อรัง (เช่น โรคเหงือกอักเสบ, ไขมันพอกตับ) ซึ่งส่งผลให้การควบคุมระดับน้ำตาลแย่ลง และกลไกที่ฮอร์โมนความเครียดจากการติดเชื้อไปต้านฤทธิ์อินซูลิน [4.1, 4.4]

  3. ปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาล (Factors Affecting Glycemic Control)

    • อ้างอิงจาก: Systematic Reviews และงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Semantic Scholar, ResearchGate และ MDPI

    • ประเด็นที่เกี่ยวข้อง: การวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่นอกเหนือจากยา ที่ส่งผลต่อการคุมน้ำตาล เช่น ระยะเวลาที่เป็นโรค, ความรู้ความเข้าใจของผู้ป่วย, พฤติกรรมการดูแลตนเอง (อาหาร/ออกกำลังกาย), และปัจจัยทางสังคม [3.1, 3.2, 3.3, 3.4]

  4. ความร่วมมือในการใช้ยาและพฤติกรรมสุขภาพ (Medication Adherence & Lifestyle)

    • อ้างอิงจาก: Mayo Clinic, Cleveland Clinic, และงานวิจัยใน Frontiers in Public Health

    • ประเด็นที่เกี่ยวข้อง: สาเหตุของภาวะน้ำตาลสูงเรื้อรัง (Persistent Hyperglycemia) แม้จะได้รับการรักษา ซึ่งรวมถึงการกินยาไม่สม่ำเสมอ (Non-adherence), การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เพียงพอ, และปัจจัยทางจิตวิทยา [1.1, 1.2, 2.3, 5.1, 5.2]

 

ทบทวนวันที่

โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว