siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

"หมอครับ ทำไมกินยาครบแต่น้ำตาลยังสูง?" : เจาะลึก 5 สาเหตุสำคัญที่ทำให้เบาหวานคุมไม่ได้

สวัสดีครับ/ค่ะ หลายครั้งที่หมอตรวจคนไข้ หมอมักจะเจอคำถามที่เต็มไปด้วยความกังวลว่า "ทำไมน้ำตาลถึงยังสูงอยู่ ทั้งที่กินยาสม่ำเสมอไม่เคยขาด?"

ก่อนอื่นหมอขอชื่นชมในความตั้งใจที่คุณดูแลตัวเองเบื้องต้นด้วยการกินยานะครับ แต่น้ำตาลในเลือดไม่ใช่แค่เรื่องของยาอย่างเดียวครับ ร่างกายเราซับซ้อนกว่านั้น วันนี้หมอจะมาชวนสแกนตัวเองกันว่า มี "อุปสรรคแฝง" อะไรบ้างที่ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ “เบาหวานคุมไม่ได้”
ที่หมอเขียนขึ้นเพื่อช่วยให้คนไข้เข้าใจว่า
หากกินยาเบาหวานสม่ำเสมอแล้วแต่น้ำตาลยังสูง
ควรตรวจสอบอะไร “ก่อน” ปรับยา อาหาร หรือการออกกำลังกาย


1. มาดูเกณฑ์กันก่อน: "น้ำตาลเท่าไหร่" ที่หมอเป็นกังวล?

เวลาคนไข้มาหาหมอ หมอจะไม่ได้ดูแค่เลขน้ำตาลของวันนั้นเพียงอย่างเดียวครับ แต่หมอจะดู "ภาพรวม" จาก 2 ค่านี้:


ปัจจัยที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง

2. เจาะลึก 5 ปัจจัย: ทำไมยาถึง "เอาไม่อยู่"?

❶ มีการอักเสบหรือติดเชื้อซ่อนอยู่

เชื่อไหมครับ? แค่ เหงือกอักเสบ หรือ แผลเล็กๆ ที่เท้า ก็ทำให้น้ำตาลพุ่งได้ เพราะเมื่อมีการติดเชื้อ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งฮอร์โมนพวกนี้มีฤทธิ์ "ต้านอินซูลิน" โดยตรง ทำให้ยาที่คุณกินเข้าไปทำงานยากขึ้นครับ

❷ "ยาตัวอื่น" ที่คุณกิน อาจแอบทำร้ายน้ำตาลโดยไม่รู้ตัว

ข้อนี้สำคัญมากครับ! ยาบางอย่างที่คุณกินรักษาโรคอื่น อาจเป็นตัวการทำให้น้ำตาลสูงขึ้น เช่น:

หมอแนะนำ: ทุกครั้งที่ไปหาหมอท่านอื่น หรือซื้อยาเอง อย่าลืมบอกเขานะครับว่า "ฉันเป็นเบาหวาน" เพื่อเลี่ยงยาที่ส่งผลต่อน้ำตาลครับ

❸ ภาวะดื้ออินซูลินจาก "พฤติกรรมสะสม"

บางที "กุญแจ" (อินซูลิน) ยังมีอยู่ แต่ "แม่กุญแจ" (เซลล์) มันสนิมเกาะครับ ซึ่งสาเหตุมาจาก:

❹ เทคนิคการกินยา "ผิดจังหวะ"

ยาบางตัวต้องกิน "ก่อนอาหาร" 15-30 นาทีเพื่อให้ยาไปรอก่อนที่น้ำตาลจะมา ถ้าเราไปกินพร้อมอาหารหรือหลังอาหาร น้ำตาลจะพุ่งแซงหน้ายาไปก่อนแล้วครับ รวมถึงถ้าเราเป็นเบาหวานมานาน ตับอ่อนเราอาจจะล้า จนยาตัวเดิมที่เคยใช้ "แรงไม่พอ" อีกต่อไป

อย่าปรับวิธีกินยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

❺ อาหาร "หลบมุม"

หมอเข้าใจครับว่าบางทีเราก็อยากทานของอร่อย แต่พวกผลไม้หวานจัด หรือเครื่องดื่มที่บอกว่า "0%" ไม่ได้หมายความว่าไม่มีผลต่อน้ำตาลเสมอไป บางครั้งก็มีการใช้สารที่กระตุ้นให้ร่างกายสะสมน้ำตาลได้เหมือนกัน


3. Checklist สำรวจตัวเอง (ลองเช็กดูนะครับ)

หากคุณติ๊กได้มากกว่า 2 ข้อ
แนะนำจดรายละเอียดไว้ และนำไปคุยกับแพทย์ในนัดถัดไป
จะช่วยให้การปรับแผนการรักษาได้ผลมากขึ้น


👨‍⚕️ หมออยากฝากไว้...

การคุมเบาหวานไม่ใช่แค่การกินยาให้ครบ แต่มันคือการ "ทำความเข้าใจร่างกาย" ครับ หากน้ำตาลยังสูงอยู่ อย่าเพิ่งท้อนะครับ จดบันทึกไว้ว่าช่วงนั้นเราทำอะไร กินอะไร หรือเจ็บป่วยตรงไหน แล้วเอามาคุยกับหมอในนัดหน้า เราจะได้ช่วยกันปรับแผนการรักษาให้พอดีกับคุณที่สุด

"หมออยากเห็นคุณมีสุขภาพดีไปนานๆ มีอะไรสงสัยถามหมอได้เสมอครับ"

บทความถัดไปในซีรีส์นี้
• การติดเชื้อในร่างกาย ทำให้น้ำตาลสูงได้อย่างไร
• ยาที่คุณใช้ อาจเป็นสาเหตุให้น้ำตาลคุมไม่ได้
• อาหารที่ไม่หวาน แต่น้ำตาลพุ่ง


การกินยาเบาหวานตรงตามที่หมอสั่งเป็นเรื่องที่ดีมากครับ แต่หลายท่านอาจกำลังสงสัยว่า "ทำไมเจาะเลือดแล้วค่าน้ำตาลยังสูงอยู่?" ในทางการแพทย์ การคุมน้ำตาลไม่ได้ไม่ได้แปลว่ายาไม่ดีเสมอไป แต่อาจมี "ปัจจัยขัดขวาง" ที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายหรือวิถีชีวิตที่คุณยังไม่รู้

บทความนี้จะช่วยคุณสำรวจสาเหตุ และกางเกณฑ์มาตรฐานในการประเมิน เพื่อให้คุณคุยกับคุณหมอได้อย่างตรงจุดในนัดครั้งต่อไป

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ “เบาหวานคุมไม่ได้” ที่หมอเขียนขึ้นเพื่อช่วยให้คนไข้เข้าใจว่า หากกินยาเบาหวานสม่ำเสมอแล้วแต่น้ำตาลยังสูง
ควรตรวจสอบอะไร “ก่อน” ปรับยา อาหาร หรือการออกกำลังกาย


1. เกณฑ์ตัดสิน: แบบไหนที่เรียกว่า "คุมเบาหวานไม่ได้"?

ก่อนจะหาสาเหตุ เราต้องทราบก่อนว่า "เป้าหมาย" ที่ควรจะเป็นคือเท่าไหร่ โดยปกติแพทย์จะใช้ดัชนีชี้วัด 2 ตัวหลัก:

🔹 ระดับน้ำตาลในเลือด (Plasma Glucose)

เป็นค่าที่สะท้อนการกินอาหารมื้อล่าสุดและประสิทธิภาพของยาในขณะนั้น

🔹 ค่า HbA1c (ตัวชี้วัดที่แม่นยำที่สุด)

คือค่าสะสมน้ำตาลเฉลี่ยย้อนหลัง 2–3 เดือน ซึ่งหลอกคุณหมอไม่ได้

📌 นานแค่ไหนถึงเรียกว่า "คุมไม่ได้"? หากค่า HbA1c สูงกว่า 7% ติดต่อกันเกิน 3–6 เดือน แพทย์จะถือว่าคุณมีภาวะ Poor Glycemic Control และจำเป็นต้องทบทวนแผนการรักษาใหม่ทั้งหมด

หมายเหตุ: เป้าหมายระดับน้ำตาลอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคร่วม ควรใช้ดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก


2. เจาะลึก 5 ปัจจัยหลัก: ทำไมน้ำตาลยังสูง?

❶ มีการติดเชื้อหรือการอักเสบ "แฝง"

เมื่อร่างกายเกิดการติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันจะหลั่ง ฮอร์โมนความเครียด (Cortisol & Adrenaline) ออกมา ฮอร์โมนเหล่านี้มีฤทธิ์ "ต้านอินซูลิน" โดยตรง ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงแม้จะกินยาปกติ

❷ ภาวะอักเสบเรื้อรังจาก "ไขมันส่วนเกิน"

ภาวะอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจาก ไขมันสะสมในช่องท้อง (Visceral Fat) หรือ ไขมันพอกตับ สารอักเสบเหล่านี้จะไปรบกวนการทำงานของเซลล์ ทำให้ดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น ยาที่กินเข้าไปจึงออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่

❸ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance)

หัวใจสำคัญของเบาหวานชนิดที่ 2 คือ "กุญแจ (อินซูลิน) ไขเข้าเซลล์ไม่ได้"

❹ ปัญหาเรื่องการใช้ยาและเทคนิค

บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวยา แต่อยู่ที่ "วิธีการ"

❺ พฤติกรรมการกินที่ "หลบมุม"

ยาเบาหวานมีขีดจำกัดในการจัดการน้ำตาล หากเราเติมน้ำตาลเข้าไปเกินที่ยาจะคุมได้ ค่าน้ำตาลก็จะไม่ลง


3. Checklist: แนวทางการดูแลตนเองเพื่อกู้คืนการควบคุม

หากคุณกินยาสม่ำเสมอแต่น้ำตาลยังสูง ลองทำตาม Checklist นี้:

  1. ตรวจสุขภาพช่องปาก: รักษาโรคเหงือก เพราะมีผลโดยตรงต่อการคุมน้ำตาล

  2. ขยับร่างกายหลังมื้ออาหาร: การเดินเพียง 15 นาทีหลังอาหาร ช่วยให้กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลไปใช้ได้ทันที

  3. จัดการความเครียดและการนอน: นอนให้ครบ 7-8 ชม. เพื่อลดระดับคอร์ติซอล

  4. จดบันทึกอาหาร: เพื่อนำไปปรึกษาแพทย์ว่า อาหารมื้อไหนที่เป็นตัวการทำให้น้ำตาลพุ่ง

  5. อย่าปรับยาเอง: หากน้ำตาลไม่ลง ห้ามเบิ้ลยาเองเด็ดขาด ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อปรับสูตรยาที่เหมาะสม


บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ

การควบคุมเบาหวานคือสมการของ "ยา + พฤติกรรม + การจัดการภาวะแทรกซ้อน" หากส่วนใดส่วนหนึ่งพร่องไป ผลลัพธ์ย่อมไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การรู้เท่าทันปัจจัยแฝงจะช่วยให้คุณและทีมแพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด


คุณอยากให้ผมช่วยออกแบบ "ตารางบันทึกน้ำตาลและอาหาร (Food & Sugar Log)" เพื่อให้คุณนำไปใช้จดข้อมูลไว้ปรึกษาคุณหมอในนัดครั้งหน้าด้วยไหมครับ?

 

ทบทวนวันที่

โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว