
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
สวัสดีครับ/ค่ะ หลายครั้งที่หมอตรวจคนไข้ หมอมักจะเจอคำถามที่เต็มไปด้วยความกังวลว่า "ทำไมน้ำตาลถึงยังสูงอยู่ ทั้งที่กินยาสม่ำเสมอไม่เคยขาด?"
ก่อนอื่นหมอขอชื่นชมในความตั้งใจที่คุณดูแลตัวเองเบื้องต้นด้วยการกินยานะครับ แต่น้ำตาลในเลือดไม่ใช่แค่เรื่องของยาอย่างเดียวครับ ร่างกายเราซับซ้อนกว่านั้น วันนี้หมอจะมาชวนสแกนตัวเองกันว่า มี "อุปสรรคแฝง" อะไรบ้างที่ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ “เบาหวานคุมไม่ได้”
ที่หมอเขียนขึ้นเพื่อช่วยให้คนไข้เข้าใจว่า
หากกินยาเบาหวานสม่ำเสมอแล้วแต่น้ำตาลยังสูง
ควรตรวจสอบอะไร “ก่อน” ปรับยา อาหาร หรือการออกกำลังกาย
เวลาคนไข้มาหาหมอ หมอจะไม่ได้ดูแค่เลขน้ำตาลของวันนั้นเพียงอย่างเดียวครับ แต่หมอจะดู "ภาพรวม" จาก 2 ค่านี้:
ค่าน้ำตาลรายวัน (Plasma Glucose):
ตื่นนอน: ควรอยู่ระหว่าง 70–130 mg/dL
หลังอาหาร 2 ชม.: ไม่ควรเกิน 180 mg/dL
ค่าสะสม (HbA1c): ตัวนี้สำคัญที่สุดครับ เพราะมันบอกค่าเฉลี่ยตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา
ถ้าเกิน 7% ต่อเนื่องกัน 3-6 เดือน หมอจะเริ่มถือว่า "คุมไม่ได้"
ถ้าแตะ 8-9% หมอจะเริ่มกังวลเรื่องโรคแทรกซ้อนอย่าง ไต ตา หรือหัวใจครับ

เชื่อไหมครับ? แค่ เหงือกอักเสบ หรือ แผลเล็กๆ ที่เท้า ก็ทำให้น้ำตาลพุ่งได้ เพราะเมื่อมีการติดเชื้อ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งฮอร์โมนพวกนี้มีฤทธิ์ "ต้านอินซูลิน" โดยตรง ทำให้ยาที่คุณกินเข้าไปทำงานยากขึ้นครับ
ข้อนี้สำคัญมากครับ! ยาบางอย่างที่คุณกินรักษาโรคอื่น อาจเป็นตัวการทำให้น้ำตาลสูงขึ้น เช่น:
ยาสเตียรอยด์: ยาชุดแก้ปวด, ยาพ่นหอบหืดบางชนิด หรือยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน
ยาบางกลุ่ม: เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือยาคุมกำเนิดบางประเภท
หมอแนะนำ: ทุกครั้งที่ไปหาหมอท่านอื่น หรือซื้อยาเอง อย่าลืมบอกเขานะครับว่า "ฉันเป็นเบาหวาน" เพื่อเลี่ยงยาที่ส่งผลต่อน้ำตาลครับ
บางที "กุญแจ" (อินซูลิน) ยังมีอยู่ แต่ "แม่กุญแจ" (เซลล์) มันสนิมเกาะครับ ซึ่งสาเหตุมาจาก:
พุง: ไขมันในช่องท้องปล่อยสารอักเสบออกมาขัดขวางยา
การนอน: ถ้านอนไม่พอ ร่างกายจะเครียดและคุมน้ำตาลได้ยากขึ้นมากในวันรุ่งขึ้น
ยาบางตัวต้องกิน "ก่อนอาหาร" 15-30 นาทีเพื่อให้ยาไปรอก่อนที่น้ำตาลจะมา ถ้าเราไปกินพร้อมอาหารหรือหลังอาหาร น้ำตาลจะพุ่งแซงหน้ายาไปก่อนแล้วครับ รวมถึงถ้าเราเป็นเบาหวานมานาน ตับอ่อนเราอาจจะล้า จนยาตัวเดิมที่เคยใช้ "แรงไม่พอ" อีกต่อไป
อย่าปรับวิธีกินยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
หมอเข้าใจครับว่าบางทีเราก็อยากทานของอร่อย แต่พวกผลไม้หวานจัด หรือเครื่องดื่มที่บอกว่า "0%" ไม่ได้หมายความว่าไม่มีผลต่อน้ำตาลเสมอไป บางครั้งก็มีการใช้สารที่กระตุ้นให้ร่างกายสะสมน้ำตาลได้เหมือนกัน
[ ] ช่วงนี้มีฟันผุ เหงือกบวม หรือแผลที่หายช้าไหม?
[ ] ช่วงนี้คุณมีไข้ครั่นเนื้อครั่นตัว เบื่ออาหารบ้างไหม
[ ] มีการซื้อยาแก้ปวด ยาสมุนไพร หรือยาชุดมาทานเพิ่มเองหรือเปล่า?
[ ] นอนหลับสนิทดีไหม หรือมีเรื่องเครียดสะสมหรือไม่?
[ ] กินยาตรงเวลา และถูกจังหวะ (ก่อน/หลังอาหาร) จริงไหม?
หากคุณติ๊กได้มากกว่า 2 ข้อ
แนะนำจดรายละเอียดไว้ และนำไปคุยกับแพทย์ในนัดถัดไป
จะช่วยให้การปรับแผนการรักษาได้ผลมากขึ้น
การคุมเบาหวานไม่ใช่แค่การกินยาให้ครบ แต่มันคือการ "ทำความเข้าใจร่างกาย" ครับ หากน้ำตาลยังสูงอยู่ อย่าเพิ่งท้อนะครับ จดบันทึกไว้ว่าช่วงนั้นเราทำอะไร กินอะไร หรือเจ็บป่วยตรงไหน แล้วเอามาคุยกับหมอในนัดหน้า เราจะได้ช่วยกันปรับแผนการรักษาให้พอดีกับคุณที่สุด
"หมออยากเห็นคุณมีสุขภาพดีไปนานๆ มีอะไรสงสัยถามหมอได้เสมอครับ"
บทความถัดไปในซีรีส์นี้
• การติดเชื้อในร่างกาย ทำให้น้ำตาลสูงได้อย่างไร
• ยาที่คุณใช้ อาจเป็นสาเหตุให้น้ำตาลคุมไม่ได้
• อาหารที่ไม่หวาน แต่น้ำตาลพุ่ง
การกินยาเบาหวานตรงตามที่หมอสั่งเป็นเรื่องที่ดีมากครับ แต่หลายท่านอาจกำลังสงสัยว่า "ทำไมเจาะเลือดแล้วค่าน้ำตาลยังสูงอยู่?" ในทางการแพทย์ การคุมน้ำตาลไม่ได้ไม่ได้แปลว่ายาไม่ดีเสมอไป แต่อาจมี "ปัจจัยขัดขวาง" ที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายหรือวิถีชีวิตที่คุณยังไม่รู้
บทความนี้จะช่วยคุณสำรวจสาเหตุ และกางเกณฑ์มาตรฐานในการประเมิน เพื่อให้คุณคุยกับคุณหมอได้อย่างตรงจุดในนัดครั้งต่อไป
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ “เบาหวานคุมไม่ได้” ที่หมอเขียนขึ้นเพื่อช่วยให้คนไข้เข้าใจว่า หากกินยาเบาหวานสม่ำเสมอแล้วแต่น้ำตาลยังสูง
ควรตรวจสอบอะไร “ก่อน” ปรับยา อาหาร หรือการออกกำลังกาย
ก่อนจะหาสาเหตุ เราต้องทราบก่อนว่า "เป้าหมาย" ที่ควรจะเป็นคือเท่าไหร่ โดยปกติแพทย์จะใช้ดัชนีชี้วัด 2 ตัวหลัก:
เป็นค่าที่สะท้อนการกินอาหารมื้อล่าสุดและประสิทธิภาพของยาในขณะนั้น
ก่อนอาหาร (Fasting): ควรอยู่ที่ 70–130 mg/dL
หลังอาหาร 2 ชม.: ควรน้อยกว่า 180 mg/dL
คือค่าสะสมน้ำตาลเฉลี่ยย้อนหลัง 2–3 เดือน ซึ่งหลอกคุณหมอไม่ได้
คุมได้ดี: น้อยกว่า 7%
เริ่มอันตราย: มากกว่า 8% ขึ้นไป
คุมไม่ได้/เสี่ยงแทรกซ้อนสูง: ตั้งแต่ 9% ขึ้นไป
📌 นานแค่ไหนถึงเรียกว่า "คุมไม่ได้"? หากค่า HbA1c สูงกว่า 7% ติดต่อกันเกิน 3–6 เดือน แพทย์จะถือว่าคุณมีภาวะ Poor Glycemic Control และจำเป็นต้องทบทวนแผนการรักษาใหม่ทั้งหมด
หมายเหตุ: เป้าหมายระดับน้ำตาลอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคร่วม ควรใช้ดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก
เมื่อร่างกายเกิดการติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันจะหลั่ง ฮอร์โมนความเครียด (Cortisol & Adrenaline) ออกมา ฮอร์โมนเหล่านี้มีฤทธิ์ "ต้านอินซูลิน" โดยตรง ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงแม้จะกินยาปกติ
จุดที่ต้องเช็ก: เหงือกอักเสบ/รำมะนาด, แผลที่เท้า, การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือการเป็นหวัดเรื้อรัง
ภาวะอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจาก ไขมันสะสมในช่องท้อง (Visceral Fat) หรือ ไขมันพอกตับ สารอักเสบเหล่านี้จะไปรบกวนการทำงานของเซลล์ ทำให้ดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น ยาที่กินเข้าไปจึงออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่
หัวใจสำคัญของเบาหวานชนิดที่ 2 คือ "กุญแจ (อินซูลิน) ไขเข้าเซลล์ไม่ได้"
สาเหตุหลัก: น้ำหนักเกิน, ขาดการออกกำลังกาย, และ การนอนไม่พอ (การนอนน้อยทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้น้ำตาลสูงในเช้าวันถัดไป)
บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวยา แต่อยู่ที่ "วิธีการ"
การลืมกินยา: หรือกินไม่ตรงเวลาตามที่ระบุ (เช่น ก่อนอาหารแต่ไปกินหลังอาหาร)
ยาไม่ครอบคลุม: โรคเบาหวานมีการดำเนินโรคที่เปลี่ยนไป เมื่อเวลาผ่านไป ตับอ่อนอาจทำงานแย่ลงจนยาตัวเดิม "เอาไม่อยู่" จำเป็นต้องปรับโดสหรือเพิ่มยาโดยแพทย์
ยาเบาหวานมีขีดจำกัดในการจัดการน้ำตาล หากเราเติมน้ำตาลเข้าไปเกินที่ยาจะคุมได้ ค่าน้ำตาลก็จะไม่ลง
กับดักอาหาร: ผลไม้หวานจัด, น้ำหวาน "สูตรไม่มีน้ำตาล" แต่ใส่สารทดแทนที่กระตุ้นอินซูลิน, หรือการกินมื้อดึกที่ทำให้ตับผลิตน้ำตาลออกมามากในช่วงเช้า
หากคุณกินยาสม่ำเสมอแต่น้ำตาลยังสูง ลองทำตาม Checklist นี้:
ตรวจสุขภาพช่องปาก: รักษาโรคเหงือก เพราะมีผลโดยตรงต่อการคุมน้ำตาล
ขยับร่างกายหลังมื้ออาหาร: การเดินเพียง 15 นาทีหลังอาหาร ช่วยให้กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลไปใช้ได้ทันที
จัดการความเครียดและการนอน: นอนให้ครบ 7-8 ชม. เพื่อลดระดับคอร์ติซอล
จดบันทึกอาหาร: เพื่อนำไปปรึกษาแพทย์ว่า อาหารมื้อไหนที่เป็นตัวการทำให้น้ำตาลพุ่ง
อย่าปรับยาเอง: หากน้ำตาลไม่ลง ห้ามเบิ้ลยาเองเด็ดขาด ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อปรับสูตรยาที่เหมาะสม
การควบคุมเบาหวานคือสมการของ "ยา + พฤติกรรม + การจัดการภาวะแทรกซ้อน" หากส่วนใดส่วนหนึ่งพร่องไป ผลลัพธ์ย่อมไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การรู้เท่าทันปัจจัยแฝงจะช่วยให้คุณและทีมแพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
คุณอยากให้ผมช่วยออกแบบ "ตารางบันทึกน้ำตาลและอาหาร (Food & Sugar Log)" เพื่อให้คุณนำไปใช้จดข้อมูลไว้ปรึกษาคุณหมอในนัดครั้งหน้าด้วยไหมครับ?
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว