ธรรมชาติบำบัด
ปัจจุบันคนเราได้รับสารพิษมากมาย เช่นสารเคมี ยาปฏิชีวนะ สารเร่งการเจริญเติบโต สี ฝุ่น รังสี ธรรมชาติบำบัดหมายถึงการดูแลรักษาร่างกายและใจโดยขบวนการธรรมชาติโดยมีพื้นฐานความคิดว่าโรคทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นโรคทางกายหรือโรคทางใจ สามารถรักษาตนเองได้ถ้าหากร่างกายเราอยู่ในสภาพสมดุล สังคมปัจจุบันเน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญให้คนเราเกิดความอยากจนเกิดพอดี เกิดความไม่สมดุลของความอยากได้กับความเป็นจริง เกิดความเครียดเพราะไม่สมหวัง หรือล้มเหลว มีความรีบเร่งมากเกินไป หักโหมเกินไป ออกกำลังกายไม่เพียงพอ อาหารก็มีสารเจือปนด้วยสารเคมี เช่นฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ยาปฏิชีวนะ สารเคมีกำจัดแมลงหรือวัชพืช อากาศเต็มไปด้วยฝุ่น สารเคมี เชื้อโรค สิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำให้เกิดโรค มะเร็ง ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ ภูมิแพ้ เบาหวาน หอบหืด จะเห็นว่าร่างกายเราได้รับสิ่งที่เป็นพิษทั้งทางด้านจิตใจ ทางปาก ลมหายใจ
คนได้สารพิษอย่างไร
คนเราได้สารพิษสองวิธี คือ
- ได้ สารพิษจากสิ่งแวดล้อม เช่นจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปมีสารเคมีหรือสารปนเปื้อน หรือจากทางลมหายใจสารพิษเข้าไป
- สารพิษที่เกิดจากร่างกายของเราเองซึ่งมีแหล่งที่มาได้ดังนี้
- สารการสันดาปของร่างกายทำให้ได้ของเสียเช่นสารอนุมูลอิสระซึ่งต้องถูกขับออกจากร่างกาย เมื่อร่างกายขับไม่ทัน สารอนุมูลอิสระเหล่านี้จะทำให้เกิดโรคที่อวัยวะต่างๆ
- ของเสียที่เกิดจากเชื้อที่อยู่ในลำไส้
- ของเสียที่เกิดจากความเครียด ความกังวล
หากร่างกายได้รับสารพิษด้วยอัตราเท่ากับที่ร่างกายสามารถทำลายก็จะไม่เกิดโรค หากร่างกายได้รับสารพิษเกิดความสามารถ ที่ร่างกายจะกำจัดออกก็จะทำให้เกิดโรค
ขบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย
ร่างกายเราสามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้โดยทาง
- ทางระบบหายใจได้แก่ จมูก ไซนัส หลอดลม ปอด
- ทางผิวหนังได้แก่ ทางเหงื่อ ต่อมไขมันใต้ผิวหนัง น้ำตา
- ทางระบบปัสสาวะได้แก่ ทางปัสสาวะ
- ทางเดินอาหารได้แก่ ทางอุจาระ ถุงน้ำดี ตับ
- ทางระบบน้ำเหลือง
ร่างกายเรามีขบวนการกำจัดสารพิษด้วยตัวเอง
เมื่อเราเกิดโรคจะมีอาการต่างๆเกิดขึ้น อาการดังกล่าวจะเป็นการกำจัดสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายเช่น
- ระบบหายใจ เมื่อเราเป็นหวัด ปอดบวมหรือเป็นภูมิแพ้ ร่างกายจะกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือสารพิษโดยการจาม ไอ ซึ่งจะขับสารพิษออกมา การรับประทานยาแก้ไอแรงๆจะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับสรพิษออกมาได้
- การมีไข้เวลาเป็นหวัดก็คือขบวนการทำลายเชื้อโรค
- การที่เราท้องเสียเมื่อรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดก็เป็นกระบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย ดังนั้นไม่ควรซื้อยาที่ทำให้หยุดถ่ายเพราะสารพิษจะถูกขับออกช้าและบางส่วนถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด
จะเห็นได้ว่าร่างกายเราสามารถกำจัดสารพิษได้หลายระดับตั้งแต่ระบบหายใจ ระบบขับถ่าย เป็นต้น ขบวนการกำจัดสารพิษก็มีได้หลายวิธี เช่น การขับออก เช่นทางปัสสาวะ อุจาระ เหงื่อ การทำให้สารพิษสลายเช่นสารต้านอนุมูลอิสระ สำหรับด้านจิตใจก็เป็นสิ่งสำคัญ หากเรามีแต่ความวิตกกังวล มองโลกในแง่ร้ายชีวิตก็จะมีแต่ควาทุกข์ โกรธ เมื่อเราสามารถเปลี่ยนความคิดชีวิตจะมีแต่การให้อภัย ความรัก ความสุข(อ่านที่นี่)
การสลายสารพิษ
ปัจจุบันคนเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุดมไปด้วยสารพิษมากมายเช่น
ยากำจัดวัชพืช ยาฆ่าแมลง สีและกลิ่นสังเคราะห์ สารปรุงแต่ง สารกันบูด
ทำให้การทำงานของร่างกายได้รับผลกระทบ จึงจำเป็นต้องมีการสลายสารพิษหรือที่เรียกว่า Detoxification therapy
วิธีการสลายพิษ
การสลายพิษหมายถึงการที่เราเร่งให้เกิดการกำจัดสารพิษเพิ่ม เช่นการดื่มน้ำเพิ่มเพียงวันละแก้ว การรับประทานอาหารผักเพิ่ม หรืออาจจะทำการสลายพิษโดยการอดอาหารอย่างเต็มที่ แต่ต้องระวังอย่าให้มากเกินไปซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย การสลายพิษทำได้หลายวิธี
แต่ก่อนการรักษาแพทย์จะซักประวัติการเจ็บป่วยของท่านและครอบครัว
หลังจากนั้นก็จะตรวจร่างกาย ตรวจเลือดและปัสสาวะ
แพทย์บางท่านอาจจะนำเส้นผมไปตรวจหาสารโลหะหนักก่อนให้การรักษา
วิธีการสลายพิษทำได้ดังนี้
CHELATION
โดยมีความเชื่อว่าสารโลหะหนักในร่างกายจะทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย
นอกจากนี้ยังนำวิธีการนี้มารักษาโรคหลอดเลือดแข็งเพราะการทำ CHELATION
นอกจากจะนำเอาโลหะหนักออกจากร่างกายแล้วยังนำแคลเซียมซึ่งเป็นเหตุให้หลอดเลือดแข็งออกจากร่างกาย
วิธีการก็ไม่ยากเพียงแต่นอนให้สาร ethylenediaminetetraacetic acid (EDTA) เป็นเวลา
3-4 ชั่วโมงโดยทำทั้งหมด 20-50 ครั้งใน 1-3 สัปดาห์
COLONIC IRRIGATION
colonic irrigation หมายถึงการที่เราใส่น้ำไปเป็นจำนวนมากเพื่อทำการล้างเอาอุจาระและสารพิษออกจากร่างกาย มีสองชนิดคือ
- high colonic
หมายถึงการล้างตลอดลำไส้ใหญ่ซึ่งต้องอาศัยเครื่องเพื่อปั้มน้ำเข้าลำไส้ใหญ่ ซึ่งต้องอาศัยอุปกรณ์ดังนี้ ถังบรรจุน้ำ ท่อที่สำหรับใส่น้ำ การสวนจะใช้เวลาเพียง 30-40 นาที การสวนนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง ภูมิแพ้ หอบหืด ข้ออักเสบ
- สวนล้างลำไส้ใหญ่ระดับล่างถึงกลางซึ่งใช้สาร กาแฟ หรือสมุนไพร ซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยตัวเอง โดยใช้กาแฟผสมกับน้ำอุ่นสวนเก็บไว้ 10 นาทีจึงล้างกาแฟออก ทั้งนี้มีความเชื่อว่าสารพิษที่ตกค้างอยู่ในอุจาระจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด
จึงได้มีการสวนล้างด้วยน้ำ 20-30 แกลลอนบางท่านแนะนำให้สวนทุก 3-6 เดือน ความเชื่อนี้มีมาตั้งแต่อียิปต์โบราณโดยสังเกตพบคนท้องผูกหลายวันก่อนเสียชีวิต และพบว่าหลังเสียชีวิตลำไส้เป็นส่วนที่เน่าง่าย จึงได้นิยมการสวนตั้งแต่โบราณ ใน คส.ที่19 เมื่อความเชื่อเรื่องการที่ลำไส้ดูดซึมของเสียที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สมัยนั้นนิยมการใช้ยาระบาย การกินโยเกรต์ การกินแอปเปิล แพทย์บางท่านถึงกับผ่าลำไส้เพื่อให้การเคลื่อนที่ของอุจาระเร็วขึ้นปัจจุบันทางการแพทย์ได้พิสูจน์แล้วว่า การรับประทานอาหารที่มีใย การดื่มน้ำปริมาณที่มากจะช่วยในการขับของเสียออกจากร่างกาย และยังพบอีกว่าการสวนล้างลำไส้ใหญ่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์และอาจจะทำให้เกิดผลเสียดังนี้
- เสียชีวิตจากเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ
- เสียชีวิตเนื่องจากท่อแทงทะลุลำไส้ทำให้เกิดการติดเชื้อโรค
- แผลในลำไส้
ดังนั้นทางการแพทย์ปัจจุบันจึงไม่แนะนำให้ทำการล้างสวนลำไส้ใหญ่โดยไม่มีข้อบ่งชี้เพราะไม่มีประโยชน์และอาจจะเกิดโทษ
การเตรียมตัวก่อนการล้างลำไส้
การสวนล้างลำไส้สามารถทำได้ด้วยตัวเองและไม่ต้องเตรียมตัว แต่การที่จะล้างให้ได้ผลดีควรจะเตรียมตัวโดยการรับประทานอาหารดังนี้
- มื้อเช้าให้รับประทานอาหารพวกผลไม้
- ตอนสายๆให้ดื่มน้ำผลไม้ 1 แก้ว
- ให้ดื่มน้ำซูป 1แก้วใหญ่
- สายๆให้ดื่มน้ำซูปหรือน้ำผลไม้ 1 ชาม
- มื้อเย็น ให้ดื่มน้ำซุป 1 ชามรวมกับผักและผลไม้
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงก่อนการล้างลำไส้
- อาหารที่มีแป้งเป็นส่วนผสม
- หลีกเลี่ยงน้ำอัดลม สุราก่อนทำและวันที่ล้างลำไส้
- หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์และไข่ก่อนวันทำการล้างลำไส้
- หลีกเลี่ยง กล้วย มันสำปะหลัง
- งดการสูบบุหรี่ทั้งก่อนและหลังการล้างลำไส้
ผู้ที่ไม่ควรจะล้างสวนลำไส้ใหญ่
- ผู้ที่มีแผลที่ทวารหนัก หรือลำไส้ใหญ่
- ผู้ที่มีลำไส้อุดกั้น
- ผู้ที่อ่อนเพลียมากหรือมีโรคประจำตัว เช่นความดันโลหิต โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว
- คนท้องจนกระทั่ง7เดือน
การล้างสวนทางการแพทย์
การล้างสวนทางการแพทย์หมายถึงการใส่สายสวนเข้าไปทางทวารหนักเพื่อล้างอุจาระออกโดยทั่วไปจะทำก่อนการตรวจพิเศษ เช่นการส่องกล้อง การตรวจพิเศษ การสวนจะให้ผู้ป่วยนอนตะแคงซ้าย งอเข่าขวาชิดอก ท่านี้จะทำให้น้ำผสมสบู่อ่อนไหลไปลำไส้ใหญ่ได้ง่าย ขณะทำก็ให้หายใจเข้าออกช้าๆ หากมีอาการแน่นท้องต้องแจ้งพยาบาลทราบ ต้องรอประมาณ 3 นาทีจึงไปถ่าย
การจำกัดอาหารเพื่อล้างพิษ
การอดอาหารเพื่อล้างพิษเป็นทางเลือกหลักของธรรมชาติบำบัด การอดอาหารประเภทโปรตีน แป้งและไขมันจะทำให้ร่างกายปรับสมดุล ให้รับประทานเพียงผักและผลไม้เท่านั้นบางคนอาจจะอดนาน 7 วัน บางคนอด 14 วัน บางคนอาจจะอดนาน 21 วันแล้วแต่อาการของโรค การเลือกการอดอาหารขึ้นกับความรุนแรงของโรค ความแข็งแรงของผู้ป่วย ในรายที่เพิ่งจะเริ่มอดให้รับประทานผักและผลไม้ ส่วนผู้ที่เริ่มมีประสบการณ์อาจจะอดด้วยน้ำผลไม้ ส่วนที่แข็งแรงก็อาจจะให้ดื่มน้ำเปล่า ก่อนอดอาหารต้องเตรียมพร้อมก่อน
- ให้รับประทานผักและผลไม้เป็นเวลา 3 วัน
- หลังจากนั้น 4 วันแรกให้รับประทานน้ำเปล่าอย่างเดียว(ขึ้นกับความแข็งแรงและความรุนแรงของโรค อาจจะใช้ผลหรือผลไม้ หรือน้ำผลไม้น้ำผักแทน)
- ให้ดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว 3 วัน
- 3 วันสุดท้ายให้ดื่มน้ำผลไม้ จากนั้นจึงค่อยๆปรับร่างกายโดยรับประทานผักสดและผลไม้
ในระหว่างที่อดหรือลดอาหารอาจจะมีกิจกรรมอื่น เช่น การฟังเพลง การวาดรูป การทำงานฝีมือ การทำโยคะ ชี่กง
ระหว่างหรือหลังการรักษาควรจะงดสารเคมี การฟอกย้อม น้ำตาล
บุหรี่ สุรา บางท่านแนะนำให้หยุดยา(คุณต้องปรึกษาแพทย์ของท่านก่อนหยุดยาทุกครั้ง) ในการอดอาหารจะมีประโยชน์ในผู้ป่วยที่อ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เครียด นอนไม่หลับ สำหรับท่านที่จะอดอาหารต้องปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง
HYPERTHERMIA AND HYDROTHERAPY TREATMENTS
การขับสารพิษโดยใช้ความร้อน โดยการนั่งอยู่ใน sauna หรืออ่างน้ำอุ่นแล้วตามด้วยการแช่น้ำเย็นหรืออาบน้ำเย็น
ข้อต้องระวังการอบร้อนจะเป็นอันตรายท่านต้องศึกษาให้ดีก่อนว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อตัวท่าน
หากท่านมีโรคประจำตัวต้องปรึกษาแพทย์ของท่าน รายละเอียดอ่านที่นี่
การให้วิตามิน
การล้างสารพิษแพทย์ที่รักษาโรคด้วยวิธีนี้มักจะให้วิตามิน ซี
ปริมาณมากบางท่านก็อาจจะให้วิตามิน เอ บี วิตามินอีและแร่ธาตุ zinc, selenium,
potassium, magnesium. L-cysteine และ methionine
แต่อย่างไรก็ตามการขับสารพิษด้วยวิธีดังกล่าวก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ว่าได้ประโยชน์ในการรักษาโรคตามที่กล่าวอ้าง
นอกจากนั้นก็ยังจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพด้วยไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธี chelation การสวนด้วยกาแฟ
การให้ดื่มแต่น้ำผักหรือน้ำผลไม้เนื่องจากร่างกายจะขาดสารอาหาร ภูมิต้านทานต่ำ
ดังนั้นควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง |