
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
"ไข้สูง หนาวสั่น ปวดบั้นเอวรุนแรง"
อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่คือ "สัญญาณอันตราย" ที่ร่างกายกำลังตะโกนบอกคุณว่า การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้ลุกลามจากกระเพาะปัสสาวะขึ้นไปเล่นงานอวัยวะสำคัญอย่าง "ไต" เข้าให้แล้ว
ภาวะนี้เรียกว่า "กรวยไตอักเสบ" (Pyelonephritis) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงและเป็น "ภาวะเร่งด่วนทางอายุรกรรม" ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ หรือซื้อยากินเองจนรักษาไม่ตรงจุด อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต เช่น ไตวายเฉียบพลัน หรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (โลหิตเป็นพิษ)
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจโรคกรวยไตอักเสบอย่างละเอียด เพื่อให้คุณสังเกตอาการได้ทันท่วงที และรู้วิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อภัยร้ายนี้มาเยือน
กรวยไต (Renal Pelvis) คือส่วนที่เป็นโพรงเก็บน้ำปัสสาวะที่กรองออกมาจากเนื้อไต ก่อนจะส่งต่อไปยังท่อไตและกระเพาะปัสสาวะ
กรวยไตอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดจากการที่เชื้อแบคทีเรีย (ที่พบบ่อยที่สุดคือ E. coli) ซึ่งปกติจะปนเปื้อนอยู่บริเวณรอบทวารหนักและปากช่องคลอด หลุดเข้าไปในท่อปัสสาวะ ก่อให้เกิด "กระเพาะปัสสาวะอักเสบ" ก่อน แล้วเชื้อจึง "เดินทางย้อนกลับ" ขึ้นไปตามท่อไต จนถึงกรวยไตและเนื้อไต ก่อให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่รุนแรงขึ้น
แม้จะเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่มีบางกลุ่มที่เสี่ยงสูงกว่า:
ผู้หญิง: เนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นและอยู่ใกล้ทวารหนัก ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย โดยเฉพาะหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีเพศสัมพันธ์ หรือหญิงวัยหมดประจำเดือนที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
หญิงตั้งครรภ์: มดลูกที่โตขึ้นอาจไปกดทับท่อไต ทำให้ปัสสาวะไหลไม่สะดวกและคั่งค้าง
ผู้ที่มีภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ: เช่น มีนิ่วในไตหรือท่อไต, ต่อมลูกหมากโตในผู้ชายสูงอายุ, หรือมีเนื้องอก
ผู้ที่มีโรคประจำตัว: เช่น โรคเบาหวาน (น้ำตาลในปัสสาวะสูงเป็นอาหารที่ดีของเชื้อโรค), โรคไตเรื้อรัง, หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เช่น ได้รับเคมีบำบัด, HIV)
ผู้ที่ใส่สายสวนปัสสาวะ: เป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้โดยตรง
เด็กที่มีความผิดปกติแต่กำเนิด: เช่น ภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับ (Vesicoureteral reflux)

อาการของกรวยไตอักเสบมักเกิดขึ้น เฉียบพลันและรุนแรง กว่ากระเพาะปัสสาวะอักเสบมาก โดยมีอาการเด่น 3 ประการที่ต้องรีบมาโรงพยาบาลคือ:
ไข้สูง หนาวสั่น: มักมีไข้สูงเกิน 38.5 - 39 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการหนาวสั่นอย่างรุนแรง (สั่นจนควบคุมไม่ได้)
ปวดบั้นเอวหรือสีข้าง: จะปวดบริเวณหลังส่วนล่างตรงตำแหน่งของไต (Costovertebral angle - CVA) ข้างที่มีการอักเสบ อาจปวดตื้อๆ ตลอดเวลา หรือปวดรุนแรง และจะเจ็บมากเมื่อแพทย์เคาะบริเวณนั้น
คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร: เป็นอาการร่วมที่พบบ่อยจากภาวะติดเชื้อรุนแรงในร่างกาย
นอกจากนี้ ผู้ป่วยมักมีอาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบนำมาก่อนหรือร่วมด้วย เช่น ปัสสาวะบ่อย แสบขัด ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นเหม็น
ข้อควรระวัง: ในผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก อาการอาจไม่ชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่ เช่น อาจมีเพียงไข้ ซึมลง สับสน หรือทานได้น้อยลง จึงต้องอาศัยความช่างสังเกตของคนรอบข้าง
การวินิจฉัย: แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการทางคลินิก ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ:
ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): พบเม็ดเลือดขาวจำนวนมาก (บ่งบอกการอักเสบ) และอาจพบแบคทีเรียหรือเม็ดเลือดแดง
เพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture): สำคัญที่สุด เพื่อระบุชนิดของเชื้อแบคทีเรียและความไวต่อยาปฏิชีวนะ เพื่อเลือกยาที่ตรงกับเชื้อมากที่สุด
ตรวจเลือด (CBC): พบเม็ดเลือดขาวในเลือดสูงขึ้น บ่งบอกถึงการติดเชื้อในร่างกาย
การตรวจทางรังสี (เช่น อัลตราซาวด์, CT Scan): อาจทำในรายที่อาการรุนแรง, รักษาแล้วไม่ดีขึ้น, หรือสงสัยว่ามีภาวะอุดกั้น/นิ่ว/ฝีในไตร่วมด้วย
การรักษา: หัวใจสำคัญคือ "ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)"
ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง: สามารถทานยาปฏิชีวนะที่บ้านได้ แต่ต้องทานให้ครบตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด (ปกติ 7-14 วัน) แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม และดื่มน้ำมากๆ
ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง, มีโรคประจำตัว, ตั้งครรภ์, หรือทานไม่ได้: จำเป็นต้อง "นอนโรงพยาบาล" เพื่อให้ยาปฏิชีวนะและสารน้ำทางหลอดเลือดดำ จนกว่าอาการไข้และอาการทั่วไปจะดีขึ้น จึงเปลี่ยนเป็นยาทานต่อ
หากปล่อยทิ้งไว้หรือไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้:
ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis/Septicemia): เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ความดันโลหิตต่ำ อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว และเสียชีวิตได้ (โลหิตเป็นพิษ)
ฝีในไต (Renal Abscess): เกิดเป็นโพรงหนองในเนื้อไต
ไตวายเฉียบพลัน: จากการติดเชื้อรุนแรง
กรวยไตอักเสบเรื้อรัง: การติดเชื้อซ้ำๆ อาจทำให้เนื้อไตถูกทำลาย เกิดแผลเป็น และนำไปสู่โรคไตวายเรื้อรังในระยะยาว
กรวยไตอักเสบเป็นภาวะเร่งด่วนที่ "รอไม่ได้"
หากมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดบั้นเอว: โดยเฉพาะถ้ามีอาการปัสสาวะแสบขัดร่วมด้วย ให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที
อย่าซื้อยากินเอง: เพราะอาจได้ยาไม่ตรงกับเชื้อ หรือปริมาณไม่เพียงพอ ทำให้เชื้อดื้อยาและโรคลุกลาม
การป้องกันคือสิ่งที่ดีที่สุด: ดื่มน้ำให้เพียงพอ, ไม่กลั้นปัสสาวะ, รักษาความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้น, และถ่ายปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ (สำหรับผู้หญิง) เพื่อลดโอกาสการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรคนี้
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว