"ไข้สูง หนาวสั่น ปวดบั้นเอวรุนแรง"

อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่คือ "สัญญาณอันตราย" ที่ร่างกายกำลังตะโกนบอกคุณว่า การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้ลุกลามจากกระเพาะปัสสาวะขึ้นไปเล่นงานอวัยวะสำคัญอย่าง "ไต" เข้าให้แล้ว

ภาวะนี้เรียกว่า "กรวยไตอักเสบ" (Pyelonephritis) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงและเป็น "ภาวะเร่งด่วนทางอายุรกรรม" ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ หรือซื้อยากินเองจนรักษาไม่ตรงจุด อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต เช่น ไตวายเฉียบพลัน หรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (โลหิตเป็นพิษ)

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจโรคกรวยไตอักเสบอย่างละเอียด เพื่อให้คุณสังเกตอาการได้ทันท่วงที และรู้วิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อภัยร้ายนี้มาเยือน

1. กรวยไตอักเสบคืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร?

กรวยไต (Renal Pelvis) คือส่วนที่เป็นโพรงเก็บน้ำปัสสาวะที่กรองออกมาจากเนื้อไต ก่อนจะส่งต่อไปยังท่อไตและกระเพาะปัสสาวะ

กรวยไตอักเสบ ส่วนใหญ่เกิดจากการที่เชื้อแบคทีเรีย (ที่พบบ่อยที่สุดคือ E. coli) ซึ่งปกติจะปนเปื้อนอยู่บริเวณรอบทวารหนักและปากช่องคลอด หลุดเข้าไปในท่อปัสสาวะ ก่อให้เกิด "กระเพาะปัสสาวะอักเสบ" ก่อน แล้วเชื้อจึง "เดินทางย้อนกลับ" ขึ้นไปตามท่อไต จนถึงกรวยไตและเนื้อไต ก่อให้เกิดการอักเสบติดเชื้อที่รุนแรงขึ้น

2. ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคนี้?

แม้จะเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่มีบางกลุ่มที่เสี่ยงสูงกว่า:

  • ผู้หญิง: เนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นและอยู่ใกล้ทวารหนัก ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย โดยเฉพาะหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่มีเพศสัมพันธ์ หรือหญิงวัยหมดประจำเดือนที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง

  • หญิงตั้งครรภ์: มดลูกที่โตขึ้นอาจไปกดทับท่อไต ทำให้ปัสสาวะไหลไม่สะดวกและคั่งค้าง

  • ผู้ที่มีภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ: เช่น มีนิ่วในไตหรือท่อไต, ต่อมลูกหมากโตในผู้ชายสูงอายุ, หรือมีเนื้องอก

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว: เช่น โรคเบาหวาน (น้ำตาลในปัสสาวะสูงเป็นอาหารที่ดีของเชื้อโรค), โรคไตเรื้อรัง, หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เช่น ได้รับเคมีบำบัด, HIV)

  • ผู้ที่ใส่สายสวนปัสสาวะ: เป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้โดยตรง

  • เด็กที่มีความผิดปกติแต่กำเนิด: เช่น ภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับ (Vesicoureteral reflux)

กรวยไตอักเสบ