
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
โรคนิ่วในไตเกิดจากอะไร? คำตอบไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว แต่มาจากหลายปัจจัยประกอบกันที่ทำให้สารเคมีในปัสสาวะจับตัวเป็นก้อนแข็ง การเข้าใจสาเหตุเหล่านี้คือหัวใจสำคัญของการรักษาและการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
ในบทความนี้ เราได้จำแนกปัจจัยเสี่ยงออกเป็น 3 กลุ่มชัดเจน ได้แก่ 1) กลุ่มพฤติกรรมและอาหาร (เช่น การดื่มน้ำน้อย ทานเค็ม) ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด 2) กลุ่มโรคประจำตัว (เช่น เบาหวาน เกาต์) และ 3) ปัจจัยส่วนบุคคลอื่นๆ หากคุณต้องการรู้เท่าทันโรคนิ่วและวิธีดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคนี้ ข้อมูลด้านล่างนี้คือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้ครับ
นี่คือกลุ่มปัจจัยที่สำคัญที่สุดและเราสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อป้องกันได้
การดื่มน้ำไม่เพียงพอ: 💧 นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยและสำคัญที่สุด เมื่อร่างกายขาดน้ำ ปัสสาวะจะมีความเข้มข้นสูง ทำให้แร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นสารตั้งต้นของนิ่ว (เช่น แคลเซียม ออกซาเลต กรดยูริก) มีโอกาสตกตะกอนและจับตัวกันเป็นก้อนได้ง่ายขึ้น
การรับประทานอาหารรสเค็มจัด (โซเดียมสูง): 🧂 เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป ไตจะพยายามขับโซเดียมส่วนเกินทิ้งทางปัสสาวะ ซึ่งกระบวนการนี้จะดึงเอา "แคลเซียม" ออกมาด้วย ทำให้มีปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงของนิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลต
การรับประทานอาหารที่มีออกซาเลต (Oxalate) สูงเกินไป: 🥬 สารออกซาเลตจะไปจับกับแคลเซียมในปัสสาวะกลายเป็นนิ่วได้ง่าย อาหารที่มีออกซาเลตสูง ได้แก่ หน่อไม้, ใบชะพลู, ผักโขม, มันสำปะหลัง, โกโก้, ถั่วต่างๆ การรับประทานในปริมาณมากและต่อเนื่องจะเพิ่มความเสี่ยง
การรับประทานโปรตีนจากสัตว์มากเกินไป: 🍖 เนื้อแดงและเครื่องในสัตว์ทำให้ร่างกายผลิต "กรดยูริก" เพิ่มขึ้น ทั้งในเลือดและในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำคัญของนิ่วชนิดกรดยูริก และยังทำให้ปัสสาวะมีสภาวะเป็นกรดมากขึ้น เอื้อต่อการเกิดนิ่ว
การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง: 🥤 น้ำอัดลมและเครื่องดื่มรสหวานต่างๆ ที่มีฟรุกโตสสูง จะกระตุ้นให้ร่างกายขับแคลเซียมและกรดยูริกออกทางปัสสาวะมากขึ้น

เคยเป็นนิ่วมาก่อน: ผู้ที่เคยเป็นนิ่วแล้ว 1 ครั้ง มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ถึง 50% ภายใน 5-7 ปี หากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ภาวะอ้วน (Obesity): คนอ้วนมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในร่างกาย ทำให้ปัสสาวะมีความเป็นกรดสูง และมีแนวโน้มขับสารก่อรั่วออกมามากกว่าคนปกติ
โรคเบาหวาน (Diabetes): คล้ายกับภาวะอ้วน ผู้ป่วยเบาหวานมักมีปัสสาวะเป็นกรด ซึ่งง่ายต่อการเกิดนิ่วชนิดกรดยูริก
โรคเกาต์ (Gout): ผู้ป่วยโรคเกาต์มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงอยู่แล้ว ทำให้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดนิ่วชนิดกรดยูริก
โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร: เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) หรือผู้ที่เคยผ่าตัดลำไส้ อาจมีปัญหาการดูดซึมไขมันและแคลเซียม ทำให้มีออกซาเลตในร่างกายสูงขึ้น หรือภาวะท้องเสียเรื้อรังที่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ
ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperparathyroidism): ภาวะนี้ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดและปัสสาวะสูงผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงนิ่วแคลเซียมอย่างมาก
การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะซ้ำๆ (Recurrent UTIs): การติดเชื้อจากแบคทีเรียบางชนิดสามารถสร้างนิ่วชนิดสตรูไวท์ (Struvite stone) หรือนิ่วเขากวางได้
พันธุกรรมและประวัติครอบครัว: หากมีคนในครอบครัวสายตรงเป็นโรคนิ่ว คุณจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
เพศและอายุ: โดยทั่วไปพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และมักพบในช่วงอายุ 30-50 ปี
ยาและอาหารเสริมบางชนิด: การรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมและวิตามินซีในปริมาณที่สูงเกินความจำเป็นและต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงได้
โดยสรุป การดื่มน้ำน้อยและการทานอาหารรสเค็มจัด ถือเป็นสองปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่คนส่วนใหญ่มองข้าม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้จึงเป็นหัวใจหลักในการป้องกันการเกิดโรคนิ่วในไตครับ
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว