
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
"ผู้ชายอกสามศอก แข็งแรงขนาดนี้ จะติดเชื้อที่ไตได้ง่ายๆ ได้ยังไง?"
นี่คือความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดครับ! จริงอยู่ที่ธรรมชาติสร้างสรีระผู้ชายมาให้ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ยากกว่าผู้หญิงมาก แต่ในทางการแพทย์มีกฎเหล็กว่า "เมื่อไหร่ที่ผู้ชายเป็นกรวยไตอักเสบ ให้ถือว่าเป็นภาวะวิกฤต (Complicated) เสมอ"
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? และทำไมวิธีการรักษาแบบผู้หญิง (กินยา 3-7 วัน) ถึงใช้ไม่ได้ผลกับผู้ชาย? บทความนี้จะไขข้อข้องใจและเจาะลึกถึงความแตกต่างที่คุณต้องรู้เพื่อรักษาชีวิต
ร่างกายผู้ชายมีเกราะป้องกันเชื้อโรคที่หนาแน่นมากครับ:
ท่อปัสสาวะยาว: เชื้อโรคต้องเดินทางไกลถึง 20 ซม. (เทียบกับผู้หญิงแค่ 4 ซม.) กว่าจะถึงกระเพาะปัสสาวะ
สารต้านเชื้อ: ต่อมลูกหมากของผู้ชายสร้างสารน้ำที่มี "สังกะสี (Zinc)" ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติ
ในเมื่อป้อมปราการแข็งแกร่งขนาดนี้ การที่เชื้อโรคสามารถฝ่าด่านเข้าไปกัดกินถึงเนื้อไตได้ บ่งบอกว่าร่างกายของคุณต้องมีความผิดปกติบางอย่างซ่อนอยู่ ที่เปิดทางให้เชื้อโรคครับ สาเหตุหลักได้แก่:
โรคต่อมลูกหมากโต (BPH): พบมากในชายอายุ 50 ปีขึ้นไป ต่อมที่โตจะบีบท่อปัสสาวะ ทำให้น้ำปัสสาวะออกไม่หมด เกิดการคั่งค้างกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อ
นิ่วในทางเดินปัสสาวะ: ก้อนนิ่วขวางทางไหลของปัสสาวะ ทำให้เชื้อลุกลามเร็วขึ้น
ความผิดปกติของท่อปัสสาวะ: เช่น ท่อปัสสาวะตีบตัน
นอกจากอาการมาตรฐานอย่าง ไข้สูง หนาวสั่น ปวดเอว แล้ว ผู้ชายมักจะมีอาการเฉพาะตัวที่บ่งบอกถึงต้นเหตุด้วย:
ปวดหน่วงผิดปกติ: ปวดลึกๆ บริเวณฝีเย็บ (พื้นที่ระหว่างอัณฑะกับทวารหนัก) หรือปวดอัณฑะร่วมด้วย
สัญญาณการอุดกั้น: ปัสสาวะลำบาก ต้องเบ่ง ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือปัสสาวะหยดตอนท้าย
อาการซึมลง (ในผู้สูงอายุ): ผู้ชายสูงอายุบางคนอาจไม่มีไข้ชัดเจน แต่จะซึม สับสน หรือทานอาหารไม่ได้
นี่คือหัวใจสำคัญที่ผู้ชายทุกคนต้องรู้ การรักษากรวยไตอักเสบในผู้ชายมีความเข้มข้นกว่ามาก ดังนี้:
ผู้หญิง: ตรวจปัสสาวะอย่างเดียวมักจะเพียงพอ
ผู้ชาย: "ต้องตรวจละเอียดทุกราย" แพทย์จำเป็นต้องส่งตรวจ อัลตราซาวด์ (Ultrasound) หรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ทันที เพื่อค้นหาว่า "อะไร" ที่ทำให้คุณติดเชื้อ (เช่น มีนิ่วซ่อนอยู่ หรือมีต่อมลูกหมากโต) หากไม่ทำ ถือว่าการวินิจฉัยยังไม่สมบูรณ์
ผู้หญิง: กินยาปฏิชีวนะ 7-14 วัน มักหายขาด
ผู้ชาย: ต้องได้รับยาปฏิชีวนะนาน 14-21 วัน หรือบางรายอาจถึง 4-6 สัปดาห์!
เหตุผล: เชื้อแบคทีเรียในผู้ชายฉลาดมาก มักจะหนีเข้าไปซ่อนตัวใน "เนื้อเยื่อต่อมลูกหมาก" ซึ่งยาปฏิชีวนะส่วนใหญ่ซึมเข้าไปได้ยาก หากกินยาไม่ครบตามกำหนด เชื้อจะกลับมาใหม่และดื้อยากว่าเดิม
หากรักษาไม่ถูกต้อง หรือหยุดยาเอง ผู้ชายเสี่ยงเจอภาวะแทรกซ้อนเฉพาะตัว คือ:
ต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง (Chronic Prostatitis): อาการปวดหน่วง ปัสสาวะขัด เป็นๆ หายๆ ทรมานยาวนานนับปี
ฝีในต่อมลูกหมาก (Prostatic Abscess): เกิดหนองขังจนต้องผ่าตัดระบายออก
ติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis): ผู้ชายสูงอายุมีโอกาสช็อกและเสียชีวิตได้เร็วกว่า
สาเหตุของกรวยไตอักเสบในผู้ชาย มักสัมพันธ์กับช่วงอายุอย่างชัดเจน:
วัยหนุ่ม (20-40 ปี):
พบน้อยมาก: หากเป็น ต้องนึกถึง "นิ่วในไต" หรือ "โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์" เป็นอันดับแรก หรืออาจมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เช่น เบาหวาน, HIV)
คำแนะนำ: หากคุณอายุน้อยและแข็งแรงดี แต่ป่วยเป็นโรคนี้ แพทย์จำเป็นต้องตรวจหาความผิดปกติของโครงสร้างทางเดินปัสสาวะเสมอ
วัยกลางคนถึงสูงอายุ (50 ปีขึ้นไป):
พบบ่อยที่สุด: สาเหตุอันดับ 1 คือ "โรคต่อมลูกหมากโต (BPH)"
กลไก: เมื่ออายุมากขึ้น ต่อมลูกหมากจะโตขึ้นเรื่อยๆ จนไปเบียดท่อปัสสาวะ ทำให้น้ำปัสสาวะไหลไม่สะดวกและคั่งค้าง เชื้อโรคจึงเจริญเติบโตได้ง่าย
ความเสี่ยง: ยิ่งอายุมาก ความเสี่ยงยิ่งสูง และอาการมักรุนแรงกว่าคนหนุ่ม
หากคุณเป็นผู้ชายและมีอาการไข้สูง ปวดเอว ปัสสาวะผิดปกติ:
ไปโรงพยาบาลทันที: ห้ามซื้อยาแก้อักเสบกินเองเด็ดขาด
เตรียมใจตรวจเพิ่ม: ยอมรับการตรวจอัลตราซาวด์หรือ CT Scan เพื่อหาสาเหตุ
กินยาให้ครบ: แม้อาการดีขึ้นแล้ว ต้องกินยาต่อจนครบ 2-3 สัปดาห์ตามแพทย์สั่ง เพื่อกำจัดเชื้อในต่อมลูกหมากให้สิ้นซาก
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว