
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
"ทำไมหมอต้องให้ตรวจปัสสาวะทุกครั้งที่มาฝากครรภ์? ทั้งที่ก็ไม่ได้ปวดฉี่?"
คุณแม่หลายท่านอาจสงสัย แต่ความจริงแล้ว นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการป้องกัน "กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis)" ซึ่งเป็นฝันร้ายของคุณแม่ตั้งครรภ์ โรคนี้ไม่ใช่แค่การติดเชื้อธรรมดา แต่เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดการ "คลอดก่อนกำหนด" และอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้คุณแม่มีภาวะน้ำท่วมปอดได้!
บทความนี้จะไขข้อข้องใจว่า ทำไมคนท้องถึงเสี่ยงกว่าคนอื่น และจะมีวิธีป้องกันอย่างไรให้ทั้งแม่และลูกปลอดภัย
เมื่อตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เหมือนเปิดประตูต้อนรับเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว:
ฮอร์โมนเปลี่ยน: ฮอร์โมนคนท้องทำให้ท่อไตขยายตัวและบีบตัวน้อยลง น้ำปัสสาวะจึงไหลช้าลง
มดลูกกดทับ: มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจะไปเบียดกดทับท่อไต (มักเป็นข้างขวา) ทำให้น้ำปัสสาวะคั่งค้าง ระบายออกไม่หมด กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อแบคทีเรียชั้นดี
ปัสสาวะหวาน: คนท้องมักมีน้ำตาลรั่วออกมาในปัสสาวะเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาหารโปรดของเชื้อโรค

สิ่งที่คุณแม่ต้องรู้คือ เชื้อแบคทีเรียในคนท้อง อาจไม่มีอาการเตือน (Asymptomatic Bacteriuria)
ในคนทั่วไป ถ้ามีเชื้อแต่ไม่ปวด เราจะไม่ทำอะไร แต่ในคนท้อง ไม่ได้เด็ดขาด เพราะเชื้อที่ไม่มีอาการเหล่านี้ หากปล่อยไว้ จะลุกลามกลายเป็นกรวยไตอักเสบได้ถึง 30-40%
ผลกระทบที่น่ากลัว:
ต่อลูกน้อย: เชื้อโรคและการอักเสบจะกระตุ้นให้มดลูกบีบตัว เสี่ยงต่อการ คลอดก่อนกำหนด, น้ำเดินก่อนกำหนด, หรือทารกน้ำหนักตัวน้อย
ต่อคุณแม่: เสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด, โลหิตจาง และที่รุนแรงที่สุดคือภาวะ "ปอดอักเสบ/น้ำท่วมปอด" (ARDS) ซึ่งหายใจล้มเหลวได้
หากคุณแม่มีอาการเหล่านี้ ห้ามรอวันนัดฝากครรภ์ ให้ไปโรงพยาบาลทันที:
ไข้สูง หนาวสั่น: อาการเด่นชัดที่สุด
ปวดบั้นเอว: ปวดร้าวไปที่หลังหรือสีข้าง (ส่วนใหญ่ปวดข้างขวา แต่เป็นสองข้างก็ได้)
คลื่นไส้ อาเจียน: กินไม่ได้ อ่อนเพลียมาก
ท้องแข็ง: รู้สึกมดลูกบีบตัวถี่ขึ้น (สัญญาณคลอดก่อนกำหนด)
การรักษากรวยไตอักเสบในคนท้อง "ต้องนอนโรงพยาบาล (Admit)" เกือบทุกรายครับ
ยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือด: แพทย์จะเลือกใช้ยาที่ "ปลอดภัยต่อลูกในครรภ์" (เช่น กลุ่ม Cephalosporins) และต้องให้ยาจนกว่าไข้จะลดลงอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง
ให้น้ำเกลือ: เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยขับเชื้อ
เฝ้าระวังลูก: ต้องมีการติดเครื่องมือดูการเต้นของหัวใจทารกและการบีบตัวของมดลูกอย่างใกล้ชิด
ข้อสำคัญ: หลังจากรักษาหายแล้ว คุณแม่ต้องกินยาฆ่าเชื้อต่อจนครบ และต้อง "ตรวจปัสสาวะซ้ำสม่ำเสมอ" จนกว่าจะคลอด เพื่อป้องกันเชื้อกลับมาใหม่
การป้องกันดีกว่าการรักษาเสมอครับ:
ห้ามกลั้นปัสสาวะ: ปวดปุ๊บต้องเข้าทันที
ดื่มน้ำเยอะๆ: อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยชะล้างเชื้อโรค
นอนตะแคงซ้าย: เพื่อลดแรงกดทับของมดลูกที่มีต่อท่อไตขวา ช่วยให้น้ำปัสสาวะไหลสะดวกขึ้น
ไปฝากครรภ์ตามนัด: และตรวจปัสสาวะทุกครั้งตามที่หมอแนะนำ แม้จะไม่มีอาการก็ตาม
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว