siamhealth

หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ

แม่ท้องต้องระวัง! "กรวยไตอักเสบ" เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดและอันตรายถึงชีวิต

"ทำไมหมอต้องให้ตรวจปัสสาวะทุกครั้งที่มาฝากครรภ์? ทั้งที่ก็ไม่ได้ปวดฉี่?"

คุณแม่หลายท่านอาจสงสัย แต่ความจริงแล้ว นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการป้องกัน "กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis)" ซึ่งเป็นฝันร้ายของคุณแม่ตั้งครรภ์ โรคนี้ไม่ใช่แค่การติดเชื้อธรรมดา แต่เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดการ "คลอดก่อนกำหนด" และอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้คุณแม่มีภาวะน้ำท่วมปอดได้!

บทความนี้จะไขข้อข้องใจว่า ทำไมคนท้องถึงเสี่ยงกว่าคนอื่น และจะมีวิธีป้องกันอย่างไรให้ทั้งแม่และลูกปลอดภัย


ทำไม "คนท้อง" ถึงเสี่ยงติดเชื้อง่ายกว่าใคร?

เมื่อตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เหมือนเปิดประตูต้อนรับเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว:

  1. ฮอร์โมนเปลี่ยน: ฮอร์โมนคนท้องทำให้ท่อไตขยายตัวและบีบตัวน้อยลง น้ำปัสสาวะจึงไหลช้าลง

  2. มดลูกกดทับ: มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจะไปเบียดกดทับท่อไต (มักเป็นข้างขวา) ทำให้น้ำปัสสาวะคั่งค้าง ระบายออกไม่หมด กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อแบคทีเรียชั้นดี

  3. ปัสสาวะหวาน: คนท้องมักมีน้ำตาลรั่วออกมาในปัสสาวะเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาหารโปรดของเชื้อโรค

กรวยไตอักเสบในผู้ที่ตั้งครรภ์

ความอันตราย:ภัยเงียบ ที่ไม่แสดงอาการ

สิ่งที่คุณแม่ต้องรู้คือ เชื้อแบคทีเรียในคนท้อง อาจไม่มีอาการเตือน (Asymptomatic Bacteriuria)

ในคนทั่วไป ถ้ามีเชื้อแต่ไม่ปวด เราจะไม่ทำอะไร แต่ในคนท้อง ไม่ได้เด็ดขาด เพราะเชื้อที่ไม่มีอาการเหล่านี้ หากปล่อยไว้ จะลุกลามกลายเป็นกรวยไตอักเสบได้ถึง 30-40%

ผลกระทบที่น่ากลัว:


สัญญาณเตือน: เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล?

หากคุณแม่มีอาการเหล่านี้ ห้ามรอวันนัดฝากครรภ์ ให้ไปโรงพยาบาลทันที:

  1. ไข้สูง หนาวสั่น: อาการเด่นชัดที่สุด

  2. ปวดบั้นเอว: ปวดร้าวไปที่หลังหรือสีข้าง (ส่วนใหญ่ปวดข้างขวา แต่เป็นสองข้างก็ได้)

  3. คลื่นไส้ อาเจียน: กินไม่ได้ อ่อนเพลียมาก

  4. ท้องแข็ง: รู้สึกมดลูกบีบตัวถี่ขึ้น (สัญญาณคลอดก่อนกำหนด)


การรักษา: เพื่อความปลอดภัยของ "สองชีวิต"

การรักษากรวยไตอักเสบในคนท้อง "ต้องนอนโรงพยาบาล (Admit)" เกือบทุกรายครับ

  1. ยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือด: แพทย์จะเลือกใช้ยาที่ "ปลอดภัยต่อลูกในครรภ์" (เช่น กลุ่ม Cephalosporins) และต้องให้ยาจนกว่าไข้จะลดลงอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง

  2. ให้น้ำเกลือ: เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยขับเชื้อ

  3. เฝ้าระวังลูก: ต้องมีการติดเครื่องมือดูการเต้นของหัวใจทารกและการบีบตัวของมดลูกอย่างใกล้ชิด

ข้อสำคัญ: หลังจากรักษาหายแล้ว คุณแม่ต้องกินยาฆ่าเชื้อต่อจนครบ และต้อง "ตรวจปัสสาวะซ้ำสม่ำเสมอ" จนกว่าจะคลอด เพื่อป้องกันเชื้อกลับมาใหม่


คำแนะนำจากหมอ

การป้องกันดีกว่าการรักษาเสมอครับ:

 

ทบทวนวันที่

โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว