
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
โรคไตในระยะเริ่มต้นมักถูกเรียกว่า "ภัยเงียบ" เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงใดๆ จนกระทั่งการทำงานของไตลดลงไปมากแล้ว การตรวจคัดกรองและวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันภาวะไตวายเรื้อรัง
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจกระบวนการตรวจวินิจฉัยโรคไตอย่างละเอียด ตั้งแต่การตรวจพื้นฐานไปจนถึงการตรวจเฉพาะทาง เพื่อให้คุณรู้เท่าทันและสามารถดูแลสุขภาพไตได้อย่างถูกต้อง
คนเราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ปกติแม้ไตจะเหลือเพียงข้างเดียว หรือการทำงานลดลงเหลือเพียง 20% แต่เมื่อใดที่หน่วยกรองของไต (Nephrons) เสื่อมสภาพลง จะทำให้ความสามารถในการกรองของเสียและน้ำลดลง ส่งผลให้เกิดการคั่งของสารพิษและเกลือแร่ในร่างกาย
ระยะแรก: มักไม่มีอาการ ไตอาจเสื่อมไปถึง 90% โดยไม่รู้ตัว
อาการเริ่มต้น: เหนื่อยง่าย, เพลีย, คันตามตัว
อาการเมื่อไตเสื่อมมากขึ้น: ปัสสาวะผิดปกติ (ปริมาณลดลง, สีเปลี่ยน, มีฟอง/เลือด), เบื่ออาหาร, คลื่นไส้อาเจียน, บวมตามเท้าและหนังตา, ชาปลายมือปลายเท้า
ดังนั้น การตรวจการทำงานของไตจึงจำเป็นเพื่อค้นหาโรคตั้งแต่ระยะแรกที่ยังสามารถชะลอความเสื่อมได้
กลุ่มเสี่ยงที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคไตทุกปี ได้แก่:
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง
ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต
ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป)
ผู้ที่มีภาวะอ้วน หรือมีโรคหัวใจและหลอดเลือด
ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือสมุนไพรต่อเนื่องนานๆ
แพทย์จะใช้วิธีการตรวจหลัก 3 อย่างร่วมกัน เพื่อประเมินสุขภาพไตของคุณ:
เปรียบเสมือนการส่องดู "ตะแกรงกรอง" ของไตว่ามีรูรั่วหรือไม่:
การตรวจหาโปรตีนรั่ว (Albuminuria): ไตที่แข็งแรงจะไม่ปล่อยโปรตีน (อัลบูมิน) ออกมาในปัสสาวะ หากตรวจพบโปรตีนรั่ว (สังเกตได้จากปัสสาวะมีฟองละเอียด) แสดงว่าไตเริ่มมีความเสียหาย เป็นสัญญาณเตือนที่เร็วที่สุด แพทย์อาจใช้ค่า uACR (Urine Albumin-to-Creatinine Ratio) เพื่อวัดปริมาณโปรตีนที่รั่วให้แม่นยำขึ้น
การตรวจทั่วไป (Urinalysis): หาเม็ดเลือดแดง (อาจบ่งบอกนิ่วหรือการอักเสบ), น้ำตาล, หรือการติดเชื้อ
เพื่อดูว่าไตสามารถขับของเสียออกจากเลือดได้ดีแค่ไหน:
ค่า eGFR (estimated Glomerular Filtration Rate): เป็นค่าที่สำคัญที่สุด คำนวณจากระดับครีเอตินิน, อายุ และเพศ เพื่อบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ประสิทธิภาพการกรองของไต
eGFR > 90%: ปกติ
eGFR < 60% (นานเกิน 3 เดือน): วินิจฉัยว่าเป็น โรคไตเรื้อรัง
ค่าครีเอตินิน (Creatinine): ของเสียจากการสลายตัวของกล้ามเนื้อ หากไตเสื่อม ค่านี้จะสูงขึ้น
ค่า BUN (Blood Urea Nitrogen): ของเสียจากการย่อยสลายโปรตีน
ความดันโลหิตสูงเป็นทั้งสาเหตุและผลลัพธ์ของโรคไต การควบคุมความดันให้ปกติจึงสำคัญมาก
เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตแล้ว แพทย์อาจสั่งตรวจเพิ่มเติมตามความจำเป็น:
A. การตรวจทางรังสี (Imaging Tests)
อัลตราซาวด์ไต: วิธีที่นิยมที่สุด ปลอดภัย เพื่อดูขนาด รูปร่างของไต หาถุงน้ำ หรือนิ่ว
CT Scan / MRI: เพื่อดูรายละเอียดโครงสร้างที่ซับซ้อนมากขึ้น
การฉีดสี (IVP): ดูการไหลเวียนในทางเดินปัสสาวะ (ปัจจุบันใช้น้อยลง)
Cystoscopy: การส่องกล้องดูกระเพาะปัสสาวะ
B. การเจาะชิ้นเนื้อไต (Kidney Biopsy) มาตรฐานทองคำในการวินิจฉัยโรคไตบางชนิด เช่น โรคไตอักเสบ เพื่อนำชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา
C. การตรวจเลือดหาปัจจัยเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน
เบาหวาน: ตรวจน้ำตาล (Glucose) และน้ำตาลสะสม (HbA1c)
ไขมันในเลือด: คอเลสเตอรอล, LDL, HDL, ไตรกลีเซอไรด์
เกลือแร่และวิตามิน: โพแทสเซียม, โซเดียม, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส, วิตามินดี (เพื่อดูสมดุลแร่ธาตุและกระดูก)
ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
(CBC): ดูภาวะโลหิตจาง (ซีด) จากการขาดฮอร์โมน Erythropoietin
ฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (PTH): มักสูงขึ้นเมื่อไตเสื่อม
การป้องกันโรคไตทำได้โดยการงดบุหรี่, คุมเบาหวานและความดัน, ออกกำลังกาย, ทานอาหารสุขภาพ ลดเค็ม, และดื่มน้ำเปล่า
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง "อย่ารอให้มีอาการ แต่จงไปตรวจ" การพบโรคไตตั้งแต่ระยะแรกที่ eGFR ยังสูงและมีโปรตีนรั่วน้อย จะช่วยให้การรักษาเพื่อชะลอความเสื่อมได้ผลดีที่สุดครับ
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว