
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
ไต คืออวัยวะที่ทำหน้าที่เป็น "ด่านหน้า" ในการกรองเลือดทั้งหมดในร่างกาย ยา, สารเคมี, หรือสมุนไพรทุกชนิดที่คุณรับประทานเข้าไป จะถูกส่งมาที่ไตด้วยความเข้มข้นสูง ทำให้ไตเป็นอวัยวะที่ "สัมผัส" และ "เสี่ยง" ต่อสารพิษมากที่สุด
ในขณะที่ยาแผนปัจจุบันมีการควบคุมและทราบผลข้างเคียงชัดเจน แต่ "กับดัก" ที่พบบ่อยที่สุดที่นำไปสู่ภาวะไตเสื่อมหรือไตวายเฉียบพลัน คือการใช้ยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ และความเชื่อที่ว่า "ทำจากธรรมชาติ = ปลอดภัย" ซึ่งไม่เป็นความจริงเสมอไป
บทความนี้จะเจาะลึกถึงกลุ่มยาและสมุนไพรที่ผู้ป่วยโรคไตและผู้ที่มีความเสี่ยง "ต้อง" เฝ้าระวังเป็นพิเศษ
นี่คือกลุ่มยาที่ ห้าม ซื้อรับประทานเองต่อเนื่องโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไต, ผู้สูงอายุ, หรือผู้ที่รับประทานยาลดความดันบางชนิด
ตัวอย่างยา: ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอกเซน (Naproxen), ไดโคลฟีแนค (Diclofenac), กรดเมเฟนามิก (Ponstan), และกลุ่ม Cox-2 (Arcoxia, Celebrex)
กลไกทำลายไต: ยาเหล่านี้จะไปยับยั้งสาร "พรอสตาแกลนดิน" (Prostaglandins) ซึ่งทำหน้าที่ "ขยาย" หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต เมื่อยาไปหดหลอดเลือดนี้ จะทำให้ไตขาดเลือดและเกิด "ภาวะไตวายเฉียบพลัน" (Acute Kidney Injury - AKI) ได้
ปลอดภัยต่อไตที่สุด (ถ้าตับดี):
พาราเซตามอล (Paracetamol): ยานี้ ไม่ใช่ NSAIDs ไม่มีผลต่อการไหลเวียนเลือดที่ไต จึงเป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคไต (แต่ต้องระวังพิษต่อตับหากใช้เกินขนาด)
ความเสี่ยงสูง (NSAIDs ดั้งเดิม):
Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac: ทั้งหมดนี้มีกลไกทำลายไตเหมือนกันคือทำให้ไตขาดเลือด
ความเข้าใจผิดเรื่อง Naproxen: แม้ว่า Naproxen จะถูกพิจารณาว่ามีความเสี่ยงต่อ "หัวใจ" ต่ำกว่ายาตัวอื่น แต่ในแง่ของ "ไต" นั้น Naproxen "ไม่" ปลอดภัยกว่าตัวอื่น และยังมีค่าครึ่งชีวิตที่นาน (12-17 ชม.) ซึ่งอาจทำให้ไตขาดเลือดนานกว่า Ibuprofen (2-4 ชม.)
ความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ (กลุ่มที่ออกฤทธิ์นาน):
Piroxicam (ไพรอกซิแคม): ยานี้มีค่าครึ่งชีวิตที่ "ยาวนานมาก" (38-50 ชั่วโมง) ทำให้มัน "สะสม" ในร่างกายและ "กด" การไหลเวียนของเลือดที่ไตอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไตจึงไม่มีช่วงเวลาพักฟื้น ทำให้มีความเสี่ยงต่อภาวะไตวายเฉียบพลันสูงมาก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ขาดน้ำ

ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม: เช่น Aminoglycosides (Gentamicin, Amikacin) ที่มักใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์จะคอยติดตามการทำงานของไตอย่างใกล้ชิด
สารทึบรังสี (Contrast Dye): ที่ใช้ในการฉีดสีเพื่อทำ CT Scan หรือสวนหัวใจ คุณต้องแจ้งแพทย์ "ทุกครั้ง" ว่าคุณเป็นโรคไต ก่อนการฉีดสี
นี่คือกลุ่มที่อันตรายที่สุดเพราะขาดการควบคุมมาตรฐาน เราจะแบ่งความเสี่ยงตามหลักฐานที่มี ดังนี้:
กลุ่มนี้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนว่า "เป็นพิษต่อไตโดยตรง"
กรดอะริสโตโลคิก (Aristolochic Acid):
พบใน: สมุนไพรจีนบางชนิด เช่น ไคร้เครือ, ปู่ลิงนิ่ง
อันตราย: (อ้างอิง: IARC, WHO) เป็นสารที่ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นสาเหตุของ ไตวายถาวร (Aristolochic Acid Nephropathy) และเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะ
ลูกเหนียง (Djenkol Beans):
อันตราย: (อ้างอิง: รายงานผู้ป่วยจำนวนมากในภาคใต้) ทำให้เกิด ไตวายเฉียบพลัน จากการตกผลึกของกรด djenkolic ที่ไม่ละลายน้ำ ไปอุดตันท่อไต ทำให้ปัสสาวะไม่ออกและปวดบั้นเอวรุนแรง
กลุ่มนี้คือสมุนไพรที่มีการค้าอย่างกว้างขวาง ซึ่ง "อาจ" ปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป แต่มีความเสี่ยงสูงใน "ผู้ป่วยโรคไต" หรือเมื่อใช้ในรูปแบบที่ "ผิดธรรมชาติ"
เห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum / Reishi):
สถานะ: เป็นที่นิยมในฐานะ "ยาบำรุง"
ข้อเฝ้าระวัง: โดยทั่วไปการต้มดื่มแบบดั้งเดิมค่อนข้างปลอดภัย แต่ปัจจุบัน มี "รายงานผู้ป่วย" (Case Reports) หลายฉบับที่เชื่อมโยงการใช้ "ผงสกัดเห็ดหลินจือ" (Powdered Extract) กับภาวะตับและไตอักเสบเฉียบพลัน (Hepatotoxicity & Nephrotoxicity)
สรุป: ยังขาดข้อมูลความปลอดภัยในระยะยาวสำหรับผู้ป่วย CKD และมีความเสี่ยงเมื่อใช้ในรูปแบบผงสกัดเข้มข้น ผู้ป่วยโรคไตจึงควรหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัย
ถั่งเช่า (Cordyceps):
สถานะ: มีการอ้างสรรพคุณว่าช่วย "บำรุงไต"
ข้อเฝ้าระวัง: เป็นสมุนไพรที่ซับซ้อนและมีหลายสายพันธุ์
ความเสี่ยงที่ 1 (การปนเปื้อนโลหะหนัก): (อ้างอิง: รายงานการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์) ถั่งเช่า โดยเฉพาะที่เก็บจากธรรมชาติ (Wild Cordyceps) มักพบ การปนเปื้อนของโลหะหนักในระดับสูง เช่น สารหนู (Arsenic), แคดเมียม, และตะกั่ว ซึ่งสารเหล่านี้ เป็นพิษต่อไตโดยตรงและชัดเจน
ความเสี่ยงที่ 2 (รายงานความเป็นพิษ): มี "รายงานผู้ป่วย" ที่พบภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Interstitial Nephritis) หลังรับประทานผลิตภัณฑ์ถั่งเช่า
สรุป: เนื่องจากความเสี่ยงสูงจากการ "ปนเปื้อนโลหะหนัก" ที่พิสูจน์ได้จริง ผู้ป่วยโรคไตจึงไม่ควรเสี่ยงอย่างยิ่ง
ป่าช้าเหงา (Vernonia):
สถานะ: นิยมใช้เพื่อลดน้ำตาลและความดัน (ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไต)
ข้อเฝ้าระวัง: ยังไม่มี "การศึกษาทางคลินิกในมนุษย์" (Human Clinical Trials) ที่เพียงพอ เพื่อยืนยันความปลอดภัยต่อไตใน "ระยะยาว"
สรุป: การใช้สมุนไพรที่ยังไม่ทราบผลต่อไตที่แน่ชัดเพื่อรักษาโรคเบาหวาน/ความดัน ถือเป็นความเสี่ยง ควรใช้การรักษามาตรฐานที่พิสูจน์แล้ว
ยาชุด/ยาลูกกลอน: (อ้างอิง: รายงานจาก อย.) มักลักลอบผสม "สเตียรอยด์" และ "ยา NSAIDs" ซึ่งทำลายไต, กระเพาะอาหาร, และกระดูก อย่างรุนแรง
++++++++
"ทำจากธรรมชาติ" ไม่ได้แปลว่า "ปลอดภัย" โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคไต
"แจ้งแพทย์และเภสัชกร" ทุกครั้ง เกี่ยวกับยาทุกชนิดที่คุณกำลังรับประทาน (รวมถึงอาหารเสริมและสมุนไพรทุกตัว)
ห้ามซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และยาชุดกินเอง
วิธีที่ดีที่สุดในการ "บำรุงไต" คือการ "หยุดทำร้ายไต" ด้วยการคุมเบาหวาน, คุมความดัน, ลดเค็ม, และหลีกเลี่ยงสารพิษดังที่กล่าวมาทั้งหมด
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว