
หน้าหลัก | สุขภาพดี | สุภาพสตรี | การแปลผลเลือด | โรคต่างๆ | ยารักษาโรค |วัคซีน | อาหารเพื่อสุขภาพ
นี่คือคำถามที่ป็นหัวใจสำคัญของการดูแลผู้ป่วยโรคไตเลยครับ
ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นโรคไตทำให้ "เป้าหมาย" ความดันโลหิต เข้มงวดกว่า คนทั่วไป
ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นโรคไต (โดยเฉพาะเมื่อมีโปรตีนรั่ว) ทำให้ระดับ "ไขมัน" ในเลือดผิดปกติ
ผู้ป่วยเบาหวาน (และผู้ป่วยโรคไต) จำเป็นต้องได้รับยาลดไขมัน (Statins) แม้ว่าระดับไขมันในเลือดจะ "ดูไม่สูง" ก็ตาม
นี่คือบทความที่อธิบาย "เหตุผล" ทั้งหมดนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงต้องกินยาเหล่านี้ครับ
สำหรับผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD) และโรคเบาหวาน การจัดการ "ความดันโลหิต" และ "ไขมัน" มีความสำคัญสูงสุด และมีเป้าหมายที่ "แตกต่าง" จากคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ "ฉันไม่ได้เป็นไขมันสูง ทำไมหมอถึงให้ยาลดไขมัน?" หรือ "ความดัน 135/85 ก็เกือบปกติ ทำไมหมอว่ายังสูงไป?"
บทความนี้จะอธิบายว่าทำไม "การเป็นโรคไต" จึงเปลี่ยนกฎเกณฑ์ทุกอย่าง
คนทั่วไป: อาจมีเป้าหมายความดันโลหิตที่ < 140/90 mmHg
ผู้ป่วยโรคไต/เบาหวาน: เป้าหมาย "เข้มงวด" กว่ามาก คือ < 130/80 mmHg
เหตุผล: ความดันโลหิตคือ "แรงดัน" ที่อัดเข้าไปใน "ตัวกรอง" (ไต) ของคุณโดยตรง
ในผู้ป่วยโรคไต ตัวกรองของเราเสียหายไปแล้ว การปล่อยให้แรงดันสูง (แม้จะแค่ 135-140) ก็เหมือนกับการที่เราฉีดน้ำแรงๆ อัด "ไส้กรองที่กำลังจะขาด" มันจะยิ่งเร่งให้ไตพังเร็วขึ้น, โปรตีนรั่วมากขึ้น, และเกิด "แผลเป็น" ที่ไต
การคุมความดันให้ต่ำกว่า 130/80 จึงเป็น "ยาชะลอไตเสื่อม" ที่ดีที่สุด เพื่อลดแรงดันภายในไต และปกป้องตัวกรองที่เหลืออยู่ให้ทำงานได้นานที่สุด (อ่านเพิ่มเติม: การจัดการความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยโรคไต)
ใช่ครับ โรคไต (โดยเฉพาะเมื่อมี "โปรตีนรั่ว") เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ไขมันผิดปกติ
เกิดอะไรขึ้น:
เมื่อไต "รั่ว" ร่างกายจะสูญเสียโปรตีน (อัลบูมิน) ออกไปทางปัสสาวะ
"ตับ" ของเราจะพยายาม "ชดเชย" โดยการเร่งผลิตโปรตีนอัลบูมินกลับคืนมา
แต่ในกระบวนการผลิตนี้ ตับเกิด "ผลิตเกิน" (Overproduce) โดยสร้าง ไขมันเลว (LDL) และ ไตรกลีเซอไรด์ พ่วงออกมาด้วยในปริมาณมหาศาล
ผลลัพธ์: ผู้ป่วยโรคไตที่มีโปรตีนรั่ว จึงมักมีภาวะ "ไขมันในเลือดสูง" (Dyslipidemia) ร่วมด้วยเสมอ แม้ว่าจะไม่ได้กินของมันก็ตาม
นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุดครับ
คำตอบคือ: เพราะเราไม่ได้ "รักษาตัวเลข" แต่เรากำลัง "ลดความเสี่ยง" ครับ
ในทางการแพทย์ปัจจุบัน เราแบ่งผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มๆ ผู้ป่วยที่มี "โรคเบาหวาน" หรือ "โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD)" จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "ความเสี่ยงสูง" (High-Risk Group) ต่อการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหัวใจทันที โดยไม่สนใจว่าค่าไขมันเริ่มต้นจะเท่าไหร่
ยาลดไขมัน (Statins) ทำอะไรมากกว่าแค่ "ลดตัวเลข"
สิ่งที่เรากลัวไม่ใช่ "ตัวเลขไขมัน 150" แต่เรากลัว "ตะกรันไขมัน (Plaque) ที่อุดตันในหลอดเลือด" ครับ
ยาลดไขมัน (Statins) มีประโยชน์มหัศจรรย์ 2 อย่างที่เรียกว่า "Pleiotropic Effects":
ลดการอักเสบ (Anti-Inflammation): ยา Statins ช่วยลด "การอักเสบ" ภายในผนังหลอดเลือด
ทำให้ตะกรัน "คงตัว" (Plaque Stabilization):
เปรียบเทียบง่ายๆ: ตะกรันไขมันในหลอดเลือดเหมือน "สิวอักเสบ" (นิ่มๆ, แดงๆ, พร้อมจะแตก) เมื่อมัน "แตก" ลิ่มเลือดก็จะมาอุดตัน กลายเป็นโรคหัวใจวาย
ยา Statins จะเข้าไปเปลี่ยน "สิวอักเสบ" นั้น ให้กลายเป็น "แผลเป็นที่แข็ง" (Stable Plaque)
ผลคือ: แม้ตะกรันจะยังอยู่ แต่โอกาสที่มันจะ "แตก" และทำให้หลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน ลดลงมหาศาล
สรุป: แพทย์ให้ยาลดไขมัน (Statin) แก่ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยโรคไต ไม่ใช่เพื่อ "ลดไขมัน" แต่เพื่อ "รักษาหลอดเลือด" ครับ เราให้ยาเพื่อ "เคลือบ" หลอดเลือดของคุณ ลดการอักเสบ และป้องกันไม่ให้ตะกรันไขมันระเบิดตัว ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการป้องกันอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหัวใจครับ
ทบทวนวันที่
โดย นายแพทย์ ประพันธ์ ปลื้มภาณุภัทร อายุรแพทย์,แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว