โรคเอสแอลอี SLE

สาเหตุของโรคเอสแอลอี SLE

อาการของโรคเอสแอลอี SLE

การวินิจฉัยโรคเอสแอลอี SLE

การรักษาโรคเอสแอลอี SLE

โรคเอสแอลอีหรือโรคพุ่มพวง,โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือโรคเอสแอลอี SLE (Systemic lupus erythematosus, SLE) เป็นโรคภูมิต้านทานตนเองทำลายเนื้อเยื่อตัวเองเกิดการอักเสบเรื้อรัง อาการของโรคเอสแอลอีจะมีการกำเริบและสงบเป็นระยะ โรคเอสแอลอีพบได้บ่อยในผู้หญิงอายุน้อย โดยลักษณะพิเศษที่พบในโรคนี้คือ การตรวจพบมีแอนติบอดีต่อส่วนประกอบในนิวเคลียสของเซลล์ (antinuclear antibody, ANA) โรคเอสแอลอีนี้จะมีอาการแสดงของความผิดปกติหลายระบบในร่างกายร่วมกัน เช่น

ผื่นโรคเอสแอลอี SLE

ดังนั้น ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี SLE จึงมีอาการแสดงทางคลินิกที่หลากหลาย ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีความรุนแรง และพยากรณ์โรคที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับจำนวนอวัยวะ และชนิดของอวัยวะที่มีความผิดปกติ อาการที่ไม่รุนแรง เช่น อาการผื่น ปวดข้อ ไปจนถึงอาการแสดงที่มีความรุนแรงถึงชีวิต เช่น ไตอักเสบ การดำเนินโรคในโรคเอสแอลอี SLEนั้น ส่วนใหญ่จะมีช่วงเวลาที่โรคกำเริบ และช่วงเวลาที่โรคสงบสลับกัน โดยอาการขณะกำเริบนั้นมีความแตกต่างกันระหว่างบุคคล การให้การดูแลรักษาผู้ป่วยแต่ละราย ขณะที่มีอาการกำเริบแตกต่างกัน นอกจากนี้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเอสแอลอี SLE ไม่ได้จำกัดเพียงการรักษา ขณะที่ผู้ป่วยมีอาการกำเริบเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการวางแผนการรักษาโรคในระยะยาวเพื่อป้องกันการกำเริบ และภาวะแทรกซ้อนทั้งจากตัวโรคและจากการรักษาโรคร่วมกับการติดตามผู้ป่วยที่เหมาะสม

ผู้ป่วย SLE รักษาไม่หายแต่สามารถมีคุณภาพีชีวิตใกล้เคียงคนปกติ ผู้ป่วยต้องทราบว่าโรคนี้จะมีบางช่วงที่ปราศจากอาการเรียก remissionบางช่วงก็มีระยะที่เกิดโรคกำเริบเรียก flares ผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีป้องกันโรคกำเริบและรู้วิธีรักษาโรคนี้มักจะเป็นในผู้หญิงแต่ไม่เป็นกรรมพันธุ์ โรค SLE มีได้หลายลักษณะดังนี้

  • Systemic lupus erythematosus (SLE) หมายถึงโรคที่มีการทำอักเสบและมีการทำลายเนื้อเยื่อหลายอวัยวะเช่น ผิวหนัง ไต ข้อ หัวใจ
  • Discoid lupus erythematosus โรคที่เป็นเฉพาะผิวหนังโดยเฉพาะบริเวณหน้า หนังศีรษะ ผู้ป่วยจำนวนไม่มากที่เปลี่ยนไปเป็น SLE
  • Drug-induced lupus เป็นกลุ่มโรคที่มีอาการเหมือน SLE เช่น มีผื่น ข้ออักเสบ มีไข้ แต่ไม่เป็นโรคไต เมื่อหยุดยาอาการต่างๆจะหายไป
  • Neonatal lupus ทารกที่เกิดจากแม่ที่เป็น SLE พบน้อยมาก

 

สาเหตุของโรคเอสแอลอี SLE SLE

เอสแอลอี

สาเหตุที่แท้จริงไม่มีใครทราบ แต่เชื่อมีปัจจัยทางพันธุกรรมส่งเสริม ซึ่งมีหลักฐานจากการเกิดโรคเอสแอลอี SLEในแฝดที่มาจากไข่ใบเดียวกัน มีการเกิดโรคเอสแอลอี SLEสูงกว่าแฝดที่มาจากไข่คนละใบ นอกจากนั้นยังพบยีนที่เอื้อต่อการเกิดโรค ปัจจัยสำคัญคือสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการทำให้เกิดโรค เช่น การติดเชื้อ ยา แสงแดด สาเคมีในสิ่งแวดล้อม

สาเหตุของการเกิดโรคเอสแอลอี SLEหรือโรคเอสแอลอี SLE


อาการของโรคเอสแอลอี SLE SLE

แพ้แสง

โรคเอสแอลอี SLEมีความรุนแรงแต่ละคนไม่เท่ากัน และสามารถเกิดอวัยวะได้หลายอวัยวะ เช่น

  • อาการทั่วไปได้แก่ มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดข้อ น้ำหนักลด
  • อาการทางข้อ ได้แก่ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ข้ออักเสบ ข้อจะมีอาการ บวม แดง และ ร้อน
  • อาการทางผิวหนัง ได้แก่ ผื่นที่หน้าโดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้ม จมูก ผื่นจะมีลักษณะคล้ายผีเสื้อ เมื่อผิวหนังถูกแสงจะทำให้ผื่นกำเริบที่เรียกว่าแพ้แสง
  • อาการทางระบบประสาท ได้แก่ ชัก หรือมีอาการทางจิตเวช
  • อาการทางโรคเลือด ได้แก่ซีด เกล็ดเลือดต่ำมีเลือดออกง่าย เม็ดเลือดขาวต่ำ
  • อาการทางโรคไต ไตรั่วทำให้มีอาการบวมหลังเท้าตอนนอนจะไม่บวม แต่เมื่อสายๆจะเริ่มบวม น้ำหนักเพิ่มโรคไตวาย
  • อาการทางโรคหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
  • อาการทางเดินอาหาร ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง

อาการที่สำคัญของโรคได้แก่ มีไข้ ปวดข้อ และมีผื่น

อาการของโรคเอสแอลอี SLE


การวินิจฉัยโรค SLE

ผลเลือดเนื่องจากความรุนแรงของโรคในแต่ละคนไม่เท่ากัน และอาการแต่ละระบบก็มีความรุนแรงต่างกันและอาการแสดงไม่พร้อมกัน ทำให้การวินิจฉัยโรคมีความไม่แน่นอน จึงต้องวินิจฉายตามเกณฑ์ซึ่งต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกายพบผื่น ข้ออักเสบ แพ้แสง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

การวินิจฉัยโรคเอสแอลอี SLE


การรักษาโรคเอสแอลอี SLE

ครีมกันแดดโรคเอสแอลอี SLEจะเป็นๆหายๆ และมีการกำเริบ หลักสำคัญการรักษาโรคเอสแอลอี SLEคือการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการกำเริบ การรักษาแบ่งออกเป็นการชักนำเพื่อให้โรคสงลโดยเร็วเพื่อป้องกันไตเสื่อม เมื่อโรคสงบแล้วจะต้องป้องกันมิให้โรคกำเริบ การรักษาแบ่งออกเป็นการดูแลตัวเอง และการใช้ยา

การรักษาโรคเอสแอลอี SLE


โรคแทรกซ้อนของโรคเอสแอลอี SLE

โรคเอสแอลอี SLEเป็นโรคที่กระทบกับอวัยวะหลายอวัยวะและหลายระบบ การป้องกันโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากตัวโรคเอง เช่นไตวาย ซีด เกล็ดเลือดต่ำ โรคทางระบบประสาท รวมทั้งโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากยากดภูมิ เช่นการติดเชื้อฉวยโอกาศ เช่น วัณโรค โรคพยาธิ์ นอกจากนั้นยังต้องป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเกิดโรค

การรักษาโรคแทรกซ้อน


คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเอสแอลอี SLE

แม้ว่าอาการของโรคเอสแอลอี SLE จะมีมากและผลข้างเคียงของยาจะมีมากแต่ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขได้ หากเรียนรู้ถึงอาการเตือนของการกำเริบของโรค และสามารถรู้ถึงวิธีป้องกันโรค ผู้ป่วยควรไดัรับการตรวจจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอโดยการตรวจร่างกาย และตรวจเลือด ไม่ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการเนื่องจากการรักษาแต่เริ่มแรก จะให้ผลการรักษาได้ผลดีกว่าการรักษาเมื่อโรคเป็นมากแล้ว

ผู้ป่วย SLE ควรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีเช่น การตรวจเต้านม การตรวจภายใน การตรวจสุขภาพช่องปาก และการฉีดวัคซีนผู้ป่วยที่รับประทานยา steroid หรือยารักษามาลาเรียควรได้รับการตรวจตาทุกปี

สัญญาณเตือนภัย

  • อ่อนเพลีย Increased fatigue 
  • ปวดข้อ Pain 
  • ผื่น Rash 
  • ไข้ Fever 
  • แน่นท้อง Stomach discomfort 
  • ปวดศีรษะ Headache 
  • มึนงง Dizziness

การป้องกันการกำเริบ

  • ต้องเรียนรู้สัญญาณเตือนภัย
  • ต้องตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ตั้งเป้าหมายการรักษา
  • ต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด
  • รักษาสุขภาพให้ดีและคุมอาหาร
  • หลีกเลี่ยงความเครียด
  • ต้องมีเวลาผักผ่อนเพียงพอ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สรุป

โรคเอสแอลอี SLEนั้นเป็นโรคเรื้อรังที่มีความหลากหลายของอาการ และอาการแสดง แพทย์ควรมีความรู้ ความเข้าใจในการวินิจฉัย การประเมินอวัยวะที่มีอาการ ระดับการกำเริบของโรค อวัยวะที่สูญเสียหน้าที่ไปแล้ว ภาวะแทรกซ้อนในระยะสั้น ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกชนิดการรักษา โดยคำนึงถึงการรักษาที่พอเพียงที่จะควบคุมโรคได้ มีผลแทรกซ้อนในระยะสั้นและระยะยาวน้อยที่สุด เนื่องจากการรักษาโรคเอสแอลอี SLEมีระยะการรักษาโรคยาวนาน ดังนั้น นอกจากการรักษาตัวโรคแล้วยังควรให้การรักษาป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว และควรให้ความสำคัญต่อการให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยถึงแนวทางการรักษา แนวทางการปฏิบัติตนซึ่งจะนำไปสู่ผลการรักษาที่ดีในระยะยาว

สาเหตุของโรคแอลอี อาการของโรคเอสแอลอี การวินิจฉัย SLE การรักษาโรค SLE การป้องกันโรคแทรกซ้อน

 



fb google