สุขภาพ >> อาหาร >> อาหารป้องกันโรค
อาหารกับโรคต่างๆ
อาหารกับโรคหัวใจ
- ไขมันกับโรคหัวใจ
การรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว saturated fats และ cholesterol ซึ่งเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงจะทำให้อ้วนมากและทำให้ไขมันในเลือด
cholesterol
สูงขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
ความอ้วนยังทำให้ไขมัน LDL(ไขมันที่ไม่ดี)
สูงซึ่งจะเกาะตามผนังหลอดเลือด
Cholesterol ที่เพิ่มขึ้น 1 %จะทำให้อัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่ม
2-3%
การลดน้ำหนักจะทำให้ความดันโลหิตลดลง
และทำให้ไขมัน HDL (เป็นไขมันที่ดี)เพิ่ม
ซึ่งเป็นไขมันที่นำ LDL
ออกจากผนังหลอดเลือด ข้อแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำโดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวโดยการหลีกเลี่ยงน้ำมันปาล์ม
น้ำมันมะพร้าว มันจากสัตว์ รายละเอียดอ่านที่นี่
- Antioxidant
และโรคหัวใจ
สาร
antioxidant
จะป้องกันการทำลายเซลล์จาก oxygen
free radical (คือ oxygen
ที่เกิดจากปฏิกิริยายาทางเคมี
ซึ่งขาด electronซึ่งจะไปแย่ง electron
จากเซลล์ทำให้เกิดปฏิกิริยายา
oxidation เหมือนการเกิดสนิม )เกิดโรคหัวใจ
อัมพาต ต้อกระจก และการแก่
วิตามิน E
ถูกนำมาใช้ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างได้ผล
สำหรับวิตามิน A,C
อยู่ระหว่างการศึกษา
ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ
ร่วมกับรับประทานอาหารจำพวกผักและผลไม้ที่มีใยอาหารจะสามารถลดอัตราการเกิดโรคได้หลายโรค
- สุรากับโรคหัวใจ
การดื่มสุราพอสมควรสามารถลดอัตราโรคหัวใจได้เนื่องจากแอแอลกอฮอล์จะไปเพิ่ม HDL และลดอัตราการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดโดยทั่วไปคุณสุภาพสตรีดื่มเบียร์เกินวันละกระป๋อง
แต่ถ้าท่านผู้อ่านยังไม่ได้เริ่มดื่มไม่แนะนำให้ดื่มสุราเพื่อป้องกันโรคหัวใจเนื่องจากจะมีโอกาสติดสุราและเกิดอุบัติเหตูสูง
- เกลือกับโรคหัวใจ
สาเหตุหนึ่งของความดันโลหิตสูงคือการรับประทานเกลือมากเกินไป
โดยทั่วไปแนะนำรับประทานไม่ให้เกิน
ครึ่งช้อนชา
หากซื้ออาหารสำเร็จรูปต้องอ่านสลากเพื่อจะทราบปริมาณเกลือ
อาหารบางอย่างที่มีเกลือมากควรหลีกเลี่ยงเช่น
ของหมักดอง อาหารกระป๋อง ซอส ผงชูรส
เด็กและไขมัน
cholesterol ในเลือดสูง
ในเมืองไทยไม่มีตัวเลขว่าเด็กไทยไขมันในเลือดสูงเท่าใด
แพทย์แนะนำว่า เด็กอายุมากกว่า
2
ปีควรคุมอาหารไม่ให้รับอาหารไขมันสูงเกินไป ซึ่งจะลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ในอนาคต
เด็กควรได้รับ cholesterol 100 มิลิกรัม
ทุก 1000 กิโลแคลอรี
อาหารจะสามารถป้องกันมะเร็งได้หรือไม่
ครึ่งหนึ่งของมะเร็งที่เกิดในสุภาพสตรีมักจะสัมพันธ์กับอาหารที่รับประทานเข้าไป
แม้ว่ากรรมพันธุ์จะมีบทบาทสำคัญในการเกิดมะเร็งแต่อาหารที่รับประทานเข้าไปก็มีส่วนทำให้มะเร็งเกิดขึ้นด้วย
อาหารที่อุดมด้วยไขมันจะมีส่วนสัมพันธ์กับมะเร็งลำไส้ใหญ่
และมะเร็งต่อมลูกหมาก
อาหารที่มีสารถนอมอาหารมากจะสัมพันธ์กับมะเร็งกระเพาะอาหาร
และหลอดอาหาร
อาหารที่มีกากอาหารน้อยมีความสัมพันธ์กับมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักดังนั้นท่านผู้อ่านควรเริ่มต้นป้องกันมะเร็งตั้งแต่วันนี้โดยการเลือกอาหารพวกผัก
ผลไม้
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
อาหารที่ผ่านการถนอมอาหาร งดอาหารสุกๆดิบๆ
เช่นปลาดิบ
หลีกเลี่ยงอาหารที่ปิ้งย่างจนเกรียม
หรือถนอมอาหารโดยวิธีรมควัน,หมัก/ดองเกลือ
โดยเฉพาะเกลือไนเตรด เช่น แหนมและไส้กรอก
- Antioxidant
และมะเร็ง
ในผักและผลไม้มีสาร antioxidant มากเช่น
วิตามิน A,C ,E และ betacarotene ซึ่งสารดังกล่าวสามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งได้หลายอย่างเช่น
มะเร็ง ปอด ปากมดลูก
ลำไส้ใหญ่ กระเพาะ antioxidant
สามารถป้องการทำลายเซลล์จาก
oxygen free radical
ซึ่งสามารถทำลายสารพันธุกรรมในเซลล์และก่อให้เกิดมะเร็งในภายหลัง
ผักและผลไม้นอกจากมีวิตามิน A
และ betacarotene
จากธรรมชาติยังมีสารอื่นที่ป้องกันมะเร็งซึ่งไม่พบในวิตามินที่เราให้
วิตามิน C,E
ป้องกันมะเร็งโดยการเสริมภูมิคุ้มกันและป้องการสาร
nitrites จากสารถนอมอาหาร
ดังนั้นควรรับประทานอาหารที่มีกาก
ผลไม้
และผักมากลดอาหารที่มีไขมันจะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็ง
- อาหารไขมันกับมะเร็ง
อาหารไขมันโดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวหากรับประทานมากจะทำให้อัตราการเกิดมะเร็งเต้านม
และมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่ม
นอกจากนั้นอาหารมันยังทำให้อ้วน
จากสถิติพบว่าผู้หญิงที่อ้วนเป็นมะเร็งเต้านม
ปากมดลูก มดลูก
มากกว่าผู้หญิงที่มีน้ำหักปกติ
ดังนั้นให้กินอาหารพวกผักและผลไม้ลดไขมัน
- ใยอาหารและมะเร็ง
เป็นที่ทราบกันดีว่าอาหารที่มีกากจะสามารถอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
ผู้ป่วยทีมความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ควรรับประทานอาหารที่มีกากมากกว่า
35 กรัม
- สุรากับมะเร็ง
การดื่มสุรามากทำให้เกิดมะเร็งที่ตับได้นอกจากนั้นยังพบว่าการดื่มสุราร่วมกับการสูบบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งเพิ่มขึ้นที่
ปาก หลอดอาหาร กล่องเสียง
อาหารกับโรคกระดูกพรุน
[osteoporosis]
กระดูกพรุนหมายถึงกระดูกที่หักง่ายเนื่องจากกระดูกสูญเสียเนื้อกระดูกทำให้กระดูกบาง
กระดูกของคนจะมีความแข็งแรงที่สุดเมื่ออายุ
30ปีเนื่องจากมีการออกกำลังหลังจากนั้นกระดูกจะเริ่มเสื่อม
จะเสื่อมมากในช่วงหมดประจำเดือนเนื่องจากขาด
estrogenโรคกระดูกพรุนไม่อาการปวด
เราจะพบผู้ป่วยกระดูกพรุนเมื่อกระดูกหักแล้วหรือผู้ป่วยที่กระดูกหลังโก่ง
แต่มีการตรวจความเข็มของกระดูก bone densitometry tests เพื่อให้ทราบตั้งแต่เริ่มต้นและรีบป้องกัน
วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุนที่ดีคือ
- การออกกำลังกายแม้ว่าจะเกิดโรคกระดูกพรุนแล้ว
เช่นการเดิน
การเดินขึ้นบันได
การยกน้ำหนัก
- การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงแนะนำให้ผู้ชายรับประทาน
1000มิลิกรัม
ส่วนผู้หญิงรับประทาน 1500
มิลิกรัม
- ได้รับวิตามิน
D
เพียงพอโดยอาจจะรับจากแสงแดด
หรือจากอาหารซึ่งมีมากในไข่
นม ปลา
- ได้รับฮอร์โมน estrogen
กลับหน้าเดิม |